More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  Pranitee's space : บอก บ...PhotosProfileFriendsBlog Tools Explore the Spaces community

Blog

August 23

ฟันคุด หมดแล้ว ถ้าคุดอีก ก็ไม่ทำแล้ว จะแย่แล้ว

ฟันคุดครั้งก่อน http://pranitee.spaces.live.com/blog/cns!AB6726A4E825D390!945.entry 
นั่นด้านซ้าย
ฝึกอ่านข่าวไม่ได้ไปอาทิตย์นึง
 
ฟันคุดครั้งนี้
ขอเท้าความก่อน ว่าจริง ๆ หมอเคยชวนให้ถอนซีกขวาออกด้วย ตั้งแต่ถอนซีกซ้ายแล้ว แต่เราก็อิดออด (เพราะว่าเอาออกที ขนหน้าแข้งแม่ก็ร่วงที ร่วงเยอะด้วย) แต่เพราะว่าอาทิตย์ก่อน เรากระแดะไปเคี้ยว เจลลี่เบลลี่ (ที่ซื้อแชมมี่มา) กร๊วม ๆ แล้วต่อด้วย เลย์ปลาหมึก อีกทั้งถุง และก็สาหร่ายปรุงรสเถ้าแก่น้อยอีกทั้งถุง มันไปผสมกันอีท่าไหนไม่รู้ เราปวดเหงือกมากเลย พอส่องกระจกชโงกดูเงา เอ๊ย ดูฟันซี่ในสุด ข้างขวา พบว่า เหงือกมันบวมเป่ง ก็ทายาแก้เหงือกบวม มันก็ไม่ดีขึ้นนัก เลยรอถึงวันนี้ ก็ไปบอกหมอเลยว่า ถอนเลยค่ะหมอ (ดูสิ คนอะไร เดินไปเสียตังค์เอง) แบบว่ามันเซ็งอ่ะ ปวดเหงือก ทำให้พูดไม่ได้ อึดอัด (ธรรมดาพูดวันละสิบล้านคำ อีเวอร์ ล้อเล่นค่ะ จริง ๆ เราเป็นคนพูดน้อยนะ ก็บอกแล้วว่าปากดีในโลกไซเบอร์ ตัวจริงโง่ ๆ เซ่อ ๆ ค่ะ - Profile ที่ mysky.exteen)
 
เอาว่าถอนเถอะ เราจะได้กินอะไรอร่อยสักที ทนมาอาทิตย์นึงแล้ว
 
พอไปถอน (ขอบอกนิดว่า วันนี้ เราสุขภาพดีอยู่นะคะ จะมีก็แค่นอนตีสี่เพราะลืมนอน มัวแต่ดูรูปคนในไฮไฟว์ ซึ่งบ้าที่สุดดูจนลืมเวลา มีคนเคยกล่าวว่า "โทรทัศน์คือหลุมดำของกาลเวลา แต่เราค้นพบว่า ไฮไฟว์ต่างหากที่คือหลุมดำของกาลเวลาตัวจริง ไม่เชื่อไปถามคนที่มีไฮไฟว์ได้เลย ถ้าเขามีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง เขาจะไม่สามารถละตัวเองออกมาได้เลย แต่ส่วนเรานี่ ถ้าลองเจอภาพตลก ๆ ฮา ๆ นะ เราจะตามดูไปเรื่อย ๆ เซ็งเลย วันหลังไม่ทำแล้ว แต่ก็เล่นเน็ตเช้าแล้วแหละ ทำไปทำมาเลยตีสี่") ตอนอยู่ร้านหมอเราค้นพบอะไรดังนี้
๑. อย่าใส่แว่นไปทำฟัน เพราะว่าต้องถอด ต้องถือไว้ในมือ มันแกะกะไปหมด
๒. ถ้าขากรรไกรจะค้างให้รีบบอกหมอ เพราะมันปวดมาก พอดีเราเป็นคนปากเล็กนะ (ถือแม้จะมีหมาอยู่เยอะก็ตาม) หมอบอกว่าอ้าปากกว่านี้ เครื่องมือหมอเข้าไม่ได้ เราอ้าจนจะตายแล้ว จนผู้ช่วยหมอ ต้องมาดึงคางกับหน้าเรา ช่วยแยกปากเราให้มันกว้าง ซึ่งขอบอกว่า "ความรู้สึกตอนใกล้ตายน่ะ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง มันน่ากลัวมาก" หมอบอกว่า ปวดมือเลย มือหมอแทบหัก หมอคงหยิบคีมทุกอันที่มีในร้านมาถอนฟันเรา (หลายสิบอัน เราอ้าปากนานเกือบชั่วโมง) และเครื่องมือทุกอันคงมีมูลค่า เพราะว่า วันนี้แม่จ่าย ห้าพันแปดร้อยบาท (ครึ่งหมื่นอ่ะคุณ) สักห้าร้อยคงเป็นค่าโวทาเรลอีมัลเจลทามือคุณหมอก๊าก ๆ ทำไงได้อ่ะ ฟันคุดซี่บนมันรักเรามาก ไม่อยากจากเราไป มันเลยติดเหนียวแน่นขนาดนั้น (บ้าที่สุด) แต่ซี่ล่างนี่ กึ๊กเดียว หลุดเลย
๓. ๑ อาทิตย์ตัดไหม เสาร์หน้าเราต้องออกจากบ้านอีกเหรอเนี่ย แต่ก็ดี จะได้ไปหาไรอร่อย ๆ กิน อาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์เราคงผอมแห้ง เพราะเราปากระบม จนไม่กล้าถ่ายรูปมาฝาก
๔. รูปฟัน เราจะเอามาให้ดูวันหลังนะ ขี้เกียจถ่าย ก็อีซี่บน มันกระแดะมีสี่ราก แล้วตอนแอกซ์เรย์ มันเรียงตัวสวยงามมากจนหมอดูไม่ออกอ่ะ เขาถึงไม่รู้ว่าต้องดึงด้วยเครื่องมือไหน รู้ไหม ลิ้นเราแตกและคาดว่าหลอดอาหารตอนต้นคงอักเสบมาก เพราะเรากลืนน้ำลายแล้วปวดมาก (กลืนน้ำลายแล้วปวดนี่จบกันเลย)
๕. เราต้องใช้หลอดดูดข้าวต้มหมูใส่เต้าหูไข่ เอาหลอดจิ้มเต้าหู้ไข่เหมือนดูดเจเล่ไลท์เลย ขอขอบคุณคนคิดไอเดียวิธีการกินเจเล่ไลท์ ไม่งั้นเราคงกินไรไม่ได้ เราอ้าปากไม่ได้
๖. เออ ถ้าคุณผ่าฟันคุดแล้วหมอย้ำให้กินยา ขอบอกว่า นั่นคือสัญญาณอันตรายจริง ๆ เพราะคราวก่อนหมอไม่ย้ำ และไม่ปวดเท่านี้ ในช่วงสองชั่วโมงที่ยาชายังทำงาน เราไม่รู้ตัวเลยค่ะว่ามันจะปวดขนาดนี้ (ช่วงนั้นเรายังไปเดินชอปอุปกรณ์ทำงานกราฟฟิกอยู่ที่บีทูเอสที่เซนทรัลบางนาได้สบาย ๆ เลย) แต่พอเลยสองชั่วโมง เชื่อไหม มันปวด ปวดมาก ปวดจนเราร้องไห้ (เริ่มปวดตั้งแต่ในแท็กซี่ - ทำให้เราอดไปเดินตลาดนัดในหมู่ล้านกับแม่เลย อยากไปตลาดนัดอ่ะ พรุ่งนี้ค่อยไปแล้วกัน ไม่ได้ไปมาหลายอาทิตย์แล้ว ขี้เกียจเดิน) และที่บอกตอนแรกว่าเราปกติดี เพราะจะบอกว่า มันปวดมาก ปวดจนไข้ขึ้น พอดีเราเป็นสัตว์เลือดเย็นอ่ะนะคะ ถ้าอยู่ในที่เย็น ๆ เช่น รถแท็กซี่แอร์เย็น ๆ อุณหภูมิเราก็จะเย็นตามนั้น (เป็นคนมือเท้าเย็น เลือดน้อย มันไม่หาย ออกกำลังก็ยังไม่หาย เลยชอบกินเลือดหมู เลือดจะได้เยอะ ๆ ก๊าก...) พอมันอักเสบที่ปาก มันก็จี๊ดขึ้นหัวเลยค่ะ หัวนี้ลุกเป็นไฟเลย แต่ตัวเย็น สรุป เราคลั่งค่ะ แล้วก็ปวดหูขวามาก ตอนกินยานี่ทรมานมาก เพราะปกติเรากลืนยาไม่ได้ค่ะ เราต้องอมจนมันละลาย (ฝึกแล้ว แต่ไม่ได้ แม้แต่โรมิล่า=ยาแก้ไขเม็ดสีเหลือง) เคยกลืนได้แต่นั่นคือความบังเอิญก๊าก (พอดีเด็ก ๆ เราไม่ค่อยป่วยแบบต้องกินยาเม็ดอ่ะค่ะ มากินยาเอาตอนแก่แล้ว เลยกลัวยาติดคอตาย) แต่วันนี้อมก็ไม่ไหวค่ะ ยาหมอะลายยากมากเลย มันเคลือบหนา จะใช้ฟันอีกข้างกัดให้แตก ก็ดันปวดลามไปทั้งปาก + กัดไม่ลงด้วย เพราะติดผ้ากอซของข้างขวา ฟันมันขบลงมาได้ไม่สุดอ่ะค่ะ จะเอาผ้ากอซออก ก็ดันเพิ่งเอาออกตะกี้ก่อนกินยา ซึ่งจะเอาออกบ่อย ๆ ก็ไม่ไหวค่ะ มันปวดมาก ตอนผ้าแยกออกจากแผลเนี่ย เหนือคำบรรยาย สุดท้าย เราเอายาละลายน้ำ เอาหลอดดูเลยค่ะ - อีนี่ อนาถาจริง ๆ เออ ฟันหน้าเราไม่ใช้กัดของแข็งนะคะ เพราะว่าขี้เกียจไปซ่อมอีก ครั้งก่อนกัดก้ามปู ซ่อมไปตั้งสามซี่ ซึ่ละแปดร้อย ยังจำได้ไม่ลืมเลยค่ะ) ไม่ใช่เรื่องตลกค่ะ เรื่องจริง ใครจะว่าเราบ้า หรือโอเวอร์ก็ว่าตามสบายนะคะ เพราะเราคิดว่าถ้ามันลำบากนักก็ไม่ต้องพยายามหรอกค่ะ (ทั้งที่รู้ว่า ยาบางอย่างเนี่ย ถ้ารอให้ละลายในปากมันอาจจะเป็นอันตรายกับอวัยวะต่าง ๆ ระหว่างทางเดินอาหารได้)
๗. หลังจากเราดื่มยาดื่มข้าวแล้ว (ไม่อิ่ม แต่กินไม่ไหว) เราก็นอนสลบไปสี่ชั่วโมง จนตะกี้สี่ทุ่มเพิ่งตื่นมาอาบน้ำ และเห็นป๋าเล่นเน็ตอยู่แล้วกำลังจะเลิกเล่น เราเลยขอมาเช็คเมลหน่อย เพราะคาดว่าต้องมีผู้ชายหล่อ ๆ ส่งเพลงมาให้ฟัง แล้วก็มีจริง ๆ ด้วย หุ ๆ ชอบ ๆ เพลงเท่มาก เมื่อวานลองไปหาฟังในยูตูบแล้ว แต่ได้ไฟล์มาก็ดี จะได้เอาใส่มือถือ เอาไว้เปิดตอนเต้นแอโรบิกหน้าบ้าน
๘. สุดท้ายก็เลยมาบ่นให้ฟังดีกว่า กลัวหลายวันแล้วจะลืมเรื่องฟันคุดสุดทรมาน
๙. คำเตือน การผ่าฟันคุด ไม่ใช่เรื่องตลก เพราะนอกจะเสียฟัน เสียเงิน เสียเวลาอ้าปาก ขวัญเสียกลัวเครื่องมือหมอทำฟันซี่อื่นหัก แล้วยังโคตรทรมาน ใครบ้าไปถอนทีสี่ซีก ถ้าไม่โอดโอยก็ไม่น่าจะใช่คนแล้วค่ะ ครั้งก่อนว่าปวดแล้ว ครั้งนี้ปวดกว่ามาก ๆ ทำให้เรานึกไปถึงคนที่ถูกทำร้ายร่างกายเช่น โดนต่อย โดนตบฟันหลุด ปากเบี้ยว ปากบวมนี่ มันคงทรมานมากเลยนะคะ ดังนั้นอย่าทำร้ายกันเลยค่ะ เพราะขนาดเราโดนถอนฟัน แต่สภาพจิตใจยังดีอยู่ เพราะเดินไปให้หมอถอนให้เอง เรายังทรมานขนาดนี้เลยค่ะ ถ้าโดนทำร้ายร่างกายเนี่ย เท่ากับเขาโดนสองเด้ง เพราะว่า ไม่มีใครหรอกใช่ไหมคะ ที่จะอยากถูกทำร้าย เขาต้องทั้งเจ็บใจและเจ็บกาย โอ้ย แค่คิดก็เจ็บมากแล้วค่ะ ขนาดไม่เคยโดนใครทำร้ายร่างกายนะ (อย่ามีแหละดีแล้ว อย่ามาจองเวรจองกรรมกับตูเลย พูดดี ๆ ตูก็กลัวจะตายแล้ว - ดูเอนทรี่เมื่อวานสิคะ แค่เพื่อนเราตามเรา ไม่ได้ทำไรเราเลย เรายังกลัวจนหลอน) อย่ามาตบเราค่ะ แม้เราจะปากหมามาก แค่คุณพูดกับเราตรง ๆ ว่า อีนังแอม เลิกปากหมาเสียที ไม่งั้นมึงตาย เราก็จะเลิกปากหมาค่ะ เพราะถ้าคุณฆ่าเราตาย คุณจะเป็นบาป เราไม่อยากให้คุณบาป ถ้าคุณฆ่าเราตาย เราจะไม่มีชีวิตอยู่ตอบแทนพระคุณพ่อแม่พี่เรา คุณก็จะบาปอีก เพราะถือว่ามาขัดบุญเรา เห็นไหมคะมีแต่บาปกับบาป ที่พูดถึงเรื่องบาป เพราะว่าเราตื่นมา (หลังจากสลบไปเพราะปวดฟัน) เราทันได้ยิน เสียงในละคร เรื่องไรวะ? ที่มีนายสัน สิงขร อ่ะค่ะ ย่าของสัน สิงขร บอกสันว่า ถึงเขาจะเป็นยังไง ก็อย่าไปว่าเขา เพราะยังไงเขาก็เป็นแม่ของสัน อะไรทำนองนี้ จริง ๆ เราเคยได้ยินแบบนี้บ่อยนะคะ แต่เราอยากบอกว่า ณ บางเวลา ละครก็ช่วยให้เราหยุด และคิดอะไร บางอย่าง เราชอบบ่นแม่อ่ะค่ะ วันหลังเราไม่บ่นแล้วดีกว่า เพราะบ่นไปเราก็บาป แม่ก็เสียใจ แม่เสียใจ เราก็บาป โว้ว มีแต่บาปกับบาป ก็ไม่ต้องคิดไรมาก เดี๋ยวก็ลืมแล้ว เพราะเราบ่นแม่ พอไม่กี่วิ เราก็ลืมอยู่ดี จะบ่นทำไม ที่ผ่านมา ถือว่าไม่ไร้ประโยชน์นะคะ อย่างน้อย เราก็ได้แสดงให้คุณเห็นว่า แม่ทุกคนต้องบ่นค่ะ เมียทุกคนก็ต้องบ่นค่ะ เพราะว่าบางที ความรักที่มีมาก ๆ ก็ทำให้เกิดความคาดหวัง และบางทีคุณที่รำคาญคนบ่นน่ะ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาบ่นค่ะ ทุกอย่างมีเหตุ มีผล ทุกอย่างมีสองด้าน มีขาว มีดำ ในคนทุกคน มีดี มีเลว ถ้าเข้าใจและยอมรับ โลกของเราจะไม่มีความวุ่นวายเหมือนทุกวันนี้หรอกค่ะ
 
ลองพยายามมีน้ำใจให้เพื่อนมนุษย์กันมาก ๆ นะคะ แล้วโลกจะน่าอยู่มากขึ้น
 
ไปและ ได้เวลากินยาแก้ปวดแล้ว
 
ปล.ลืม ๆ
เรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยา ที่ว่า คนอื่น สามารถส่งผลให้อีกคน แสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์บางอย่างออกมาน่ะ ลองอ่านนี่ดูนะคะ บล็อกใหม่เราเอง ก๊าก... อยากโปรโมต และมันเป็นหนังสือที่บอกถึงเรื่องนี้ได้ชัดเจนและอ่านง่าย เราจึงอยากแนะนำ
กับอีกอย่างนึงคือ ชีวิตนี้เราเลิกกินน้ำอัดลมทุกชนิดได้แล้ว (ยังต้องกินเวลาเข้าสังคม แต่ถ้าเลี่ยงได้ จะไม่กินเลย เพราะเรากินน้ำอัดลมแล้วจะปวดท้องมาก เหมือนท้องจะขาดเป็นเสี่ยง ๆ) เราจึงคิดที่จะเลิกกินขนมห่อ ๆ ค่ะ เลิกแน่ ๆ แล้วไปฝึกทำขนมไทย (แบบไม่หวาน) กินดีกว่า อยากลองทำดู มีไรบ้างว้า ขนมข้าวเกรียบปากหม้อแล้วกัน พูดแล้วอยากกิน ฮือ อดไปอีกหนึ่งอาทิตย์ ฉันจะต้องผอมตายแน่ ๆ ฮือ...
 
ถ้ามีสะกดผิด โปรดอภัย ไม่เจตนา แต่รีบไปกินยาและจะนอนแล้ว
August 22

สิ่งที่เห็น มันอาจไม่เป็นอย่างนั้น - นึกไม่ออกว่าควรชื่ออะไร อาจเขียนไม่จบ ฝนตกหนัก

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากเขียนมากนานมาก ๆ นานโคตร ๆ นานจริง ๆ แต่เพราะว่า ตัวอย่างที่อยากยกมีที่เป็นคนอื่น (ไม่ใช่เรา) เราจึงไม่กล้าเขียน แต่มาวันนี้คิดว่าเขียนดีกว่า เพราะว่า เราอยากให้คุณ ๆ ได้ทราบว่า "สิ่งที่มองเห็น บางทีมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ว่ามันมีเหตุผลแหละ ว่าทำไมถึงต้องทำให้ใครเข้าใจ ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันเพื่ออะไรกันล่ะ เหอะ ๆ งงกันแล้วล่ะสิ"

อ่านเถอะ

เมื่อวานซืน ขณะที่เรากับเอซังเดินออกจากตึก 19 ที่ มศว (มศว ไม่มีจุด ไอ้อีนิสิตมศวคนไหน ใส่จุดนี่ มันน่าจับมาตบกระโหลกสักทีสองทีเลยนะ โทษฐานที่ไม่เคยใส่ใจรายละเอียดของสถาบันเลย - ลองคิดสิ ถ้าใครเรียกชื่อคุณผิด คุณจะโกรธไหม นี่น่ะชื่อ ม แม้ไม่ใช่ชื่อคุณ แต่เป็นชื่อเฉพาะ ควรใส่ใจด้วย ไม่ว่า ม ใดก็ตาม ถ้าเราต้องเขียนถึง ม อื่น เราก็จะระวังเสมอไม่ให้เกิดการสะกดผิดเหมือนกัน เราต้องให้เกียรติทุกที่ เข้าใจไหม!)

แค่วรรคแรกก็ตีกับคนซะแล้ว จะเล่าจบไหมเนี่ย

ขณะที่เราเดินออกจากตึก มีผู้ชายคนนึง ซึ่งมันเป็นรุ่นน้อง ป.ตรี ของเอซัง มันเดินมาตัดหน้า แล้วเอซังก็ทักทายว่า "เป็นไง หรือ ดีจะ อะไรทำนองนี้"
เราก็แหกปากแว๊ด ๆ ใส่เอซังไปว่า "ไปทักมันทำไม" (ทักขณะเดินผ่าน ไม่ได้ถึงกับด่าใส่หน้า แต่เจตนาเราคือต้องการด่าให้มันได้ยิน)
ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันตกใจ

คุณผู้อ่านคงคิดแล้วสินะ ว่า แหม อีนังแอมมันคิดว่าตัวเองมาจากสวรรค์หรือไง เที่ยวพิพากษาชาวบ้านไปทั่ว
ไม่ใช่หรอกค่ะ เรารู้ตัว ว่าเรามาจากดินเนี่ยแหละค่ะ และไม่ได้พิพากษามันด้วย เราแค่ต้องการจะทำให้ไอ้คนนั้นมันตื่นสักที หลังจากที่มันฝันอะไรของมันคนเดียว-มานานมากแล้ว

เรื่องมันมีอยู่ว่า
ผู้ชายคนนี้เป็นรุ่นน้องของเอซัง ที่ดูท่าว่าจะชอบเอซัง แต่ความชอบของมัน ออกจะแปลกประหลาด โดยแรก ๆ เราก็เห็นว่า เออ คงไม่ได้อะไรนัก เนื่องจากรุ่นน้องเอซัง ก็คือรุ่นเดียวกันกับเรา มันก็เพื่อนเรา แต่หลังจากที่จบ ป.ตรี เราพบว่ามันเป็นลางหลอกหลอนอะไรบางอย่าง ซึ่งจริง ๆ เอก็คงรู้มานานแล้ว แต่เอไม่ได้บอกเรา จนเราสังเกตเองได้ และภายหลังเอถึงเล่า ว่า ไอ้บ้าเนี่ย มันชอบเดินตาม หรือบางทีก็เดินมาดักรอ แล้วพอเอเดินไปถึง มันก็จะออกมาจากมุมตึก แล้วเดินคุยไปตลอดทางไปตึก อะไรทำนองนี้ ซึ่งฟังดูอาจโรแมนติก (ชิบหาย) แต่ในความจริงแล้ว มันไม่โรแมนติกโว้ย มันหลอน เนื่องจากถ้าเป็นนาน ๆ ทีก็ไม่เท่าไร แต่ไอ้บ้านี่มันแสดงพฤติกรรมนี้ทุกวัน เราเคยเห็นจนต้องถามเอเลยว่า "เฮ้ย ไอ้นี่มันไม่มีบ้านไม่มีช่องเหรอไง หรือมันหลงทาง ตะกี้ก็เพิ่งเห็น แล้วมันจะเดินไปเดินมาทำไมของมันนักหนา" และภายหลังรู้ถึงพฤติกรรมของมันไง วันนึงขณะเดินออกจากโรงอาหาร เราก็เลยสังเกต และก็เห็นจริง ๆ ว่า มันมาด้อม ๆ มอง ๆ ที่มุมตึก พอเห็นเอกับเราเดินมา มันก็วิ่งไปหลังเสา ธรรมดาเอจะแยกกับเราแล้วเดินไปทางนั้น แต่เนื่องจากเราเห็นมันทำลับ ๆ ล่อ ๆ แล้ว เราจึงบอกเอว่า เฮ้ยเอ อย่าไป ไปอีกทางดีกว่า เชื่อไหมคุณผู้ชมขา ไอ้บ้านี่วิ่งมาเลยค่ะ วิ่งมาแบบไม่ได้มาทักนะ มาหลบ ๆ ตามเสา คือ เราเห็นแล้ว อดไม่ได้เลยค่ะ เรานะแหกปากด่ามันเลยว่า "เฮ้ย คนเรามันก็บ้าเนอะ หน้าด้าน เิดินตามอยู่ได้ หลอนชิบหายเลยว่ะ" ด่าไปลอย ๆ ตอนประมาณ 8 โมงนิด ๆ บริเวณหน้าหอสมุด โดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน เพราะว่าเราหลอน (แทนเอซัง) จริง ๆ การด่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีค่ะ เราอาจถูกฆ่าได้เพราะปากหมา ๆ แต่ว่า ณ ตอนนั้นเราโง่ค่ะ เราคิดอะไรไม่ออก เลยด่าไปก่อน กลัวลืม ?!

มันไม่เดินตามเลยค่ะ

หลังจากนั้น มันก็เป็นของมันอย่างนี้ เพียงแต่เราก็ไม่ค่อยเห็นอ่ะค่ะ (ก็มันตามเอ ไม่ได้ตามเรานี่ฟะ)

พอเอปรึกษาอีก เราแนะนำให้เอทำมุขนี้
"มุข เดินถือโทรศัพท์ แล้วแกล้ง คุย (พูดคนเดียว) ประมาณว่า ติดสายอยู่ มันจะได้ไม่เดินมาทัก หรือ ถ้ามันจะตีความได้ ก็คือ มันจะเห็นว่า เอยุ่งอยู่ หรือ อาจจะคุยกับแฟนอยู่ - ถ้าคิดได้อย่างนี้ ก็จะได้เลิกยุ่งสักทีไง)"
เป็นไง มุขเรา เด็ดไหม
มันก็ธรรมดาอ่ะนะ แต่ว่าได้ผลเหมือนกัน เพราะมันไม่มาทักเอเลย แต่ก็ยังตามอยู่

เราเห็นพี่สาวสุดสวยของเราแล้ว ก็สมเพชเวทนาเหลือเกิน เคยบอกเอซังไปว่า "เฮ้ย ไมไม่บอกมันไปตรง ๆ เลยวะ ว่า ... กูรำคาญมึงว่ะ เลิกตามกูสักทีเหอะ กูหลอน" - บอกงี้จริง ๆ
เอซังบอกประมาณว่า "แอม คนเราอยู่ในสังคมเดียวกัน จะพูดอย่างนั้นได้ไง น่าเกลียดตาย" อะไรทำนองนี้
เราเถียงเลย "น่าเกลียด ก็ยังดีกว่าหลอนว่ะ บางครั้งคนบางคนก็ไม่รู้ตัวเลยว่า การกระทำของมันน่ะ ถือเป็นการ คุกคาม แล้ว ไม่ใช่ชอบหรือเสน่หาแล้ว โคตรน่ากลัว เหมือนพวกโรคจิตเลย"

ก็ไม่รู้เอซัง แบบว่า เราสองพี่น้อง คล้ายกันมาก แต่บทจะต่าง มันก็ต่างอ่ะ ความคิดมันต่าง
เรามันพวกมารยาททราม (กับคนที่ควรทราม) พอดีเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบปั้นหน้า มันเมื่อย

ที่เรากล้าบอกเอซัง ทำไมเราจะไม่เคยทำ มันไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจนักหรอนะคะ แต่จำเป็นต้องเล่า เพราะว่าเราอยากให้คนกลุ่มนั้น ได้รับรู้ว่า พฤติกรรมของเขา มันถือเป็นภัยคุกคามอย่างหนึ่ง

- สมัย ป.ตรี ปี 1 ถ้าจำไม่ผิด จะมีค่ายหนึ่ง ซึ่งเราเป็น 1 ใน 3 คน ที่ไม่ได้ไปค่ายนั้น เหตุผลที่ไม่ได้ไป คือ เราปวดอึ เราเลยไม่ไป (เหตุผลฟังขึ้นมาก) วันนั้นแบกกระเป๋าเดินทางมาแล้วด้วยนะ แต่สุดท้ายก็บอกเพื่อนว่าไม่ไป แล้วบอกต่อแค่ว่า "รู้สึกป่วยมาก ถ้าไปอาจทำให้พี่ ๆ เดือดร้อน ต้องมาดูแล" (ตอนนั้นเรายังปรับตัวไม่ได้ ย้อนนิดว่าอย่างช่วงประชุมเชียร์ อีนี่จะมีปัญหากว่าทุกคน จนพี่ ๆ ต้องรู้จัก เพราะถือว่าพ่อใหญ่ ก๊าก... ล้อเล่น เอาสรุป ๆ แล้วกันว่า โซต้งโซตัสอะไรน่ะ อย่ามามีกับกูเชียวนะ ถ้าคนที่สั่งกูมันยังไร้ระเบียบวินัย ก็อย่าสะเออะมาสั่งกู การประชุมเชียร์ไม่ใช่เรื่องของการแสดงแสนยานุภาพ หรือการแก้แค้นรุ่นพี่ - แต่เสือกมาลงกับรุ่นน้อง >ขออภัยจริง ๆ ค่ะ เอนทรี่นี้หยาบคายมาก ๆ เลย แต่ขอจริง ๆ ถ้าไม่หยาบมันจะไม่ตรงกับที่คิดตอนนั้นอ่ะค่ะ คือตอนนั้นคิดงี้จริง ๆ /// ปกติเราไม่พูดหยาบคายค่ะ ไม่พูดแต่เขียน ก๊่าก...) และการที่เราไม่ได้ไปค่ายนั้นนั่นเอง ทำให้เราไม่รู้ว่า เพื่อนในเอกมีคนมีเรื่องกัน (คนที่ไปทุกคนเขารู้หมดเลยไงว่าใครมีปัญหากับใคร) พออีนี่ไม่รู้ แล้วก็ไม่มีคนบอกอีนี่ อีนี่ก็อยู่ไปตามปกติ แต่รู้สึกแปลก ๆ หน่อย ๆ ว่า เอ๊ะ ทำไมวันนี้ ไอ้เพื่อนผู้ชายคนนี้ มันตามกูจังเลยวะแม่ง ตามทุกฝีก้าว ตามทุกตึก ทุกห้อง รวมถึงห้องน้ำ!!! จนเราออกมาจากห้องน้ำแล้ว พบว่ามันนั่งรออยู่หน้าห้องน้ำแหละ เราถึงกับกรี๊ด (ในใจ) แล้วพูดกับมันอย่างสุภาพสุด ๆ ว่า "เอ่อ คุณคะ ไม่มีอะไรทำหรือคะ มาเดินตามเราอยู่ได้ จะไปไหนก็ไปเถอะ เราจะไปแล้ว" (ในใจคิดว่า กูจะไปตามทางของกูแล้ว อย่าตามมานะมึง ไม่งั้นมีเรื่องแน่ กูรำคาญ)

เพื่อนเรามันก็เอ่อ ๆ อะไรของมัน แต่อีนี่ไม่ไหวค่ะ อีนี่แจ้นเลย เพราะว่าเพื่อนซี้ 2 คนมาพอดี ก็เผ่นสิคะ อยู่ทำไมให้มันตาม หลอนโว้ยหลอน จนเราถามเพื่อน 2 คนของเราแหละค่ะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพื่อนก็เล่า แต่ว่าเล่าแบบไม่ค่อยชัด (ไม่แน่ใจว่าเขาห้ามมาพูดต่อ หรือว่าัมันเองก็ไม่รู้รายละเอียด แต่ที่รู้คือเรารู้แล้วว่าใครมีเรื่องกับใคร - ก็ไอ้ผู้ชายคนนี้กับเพื่อนเราผูหญิงคนนึง ซึ่งมันเรื่องของเขา เราก็จำไม่ได้) แต่ที่ชัด ๆ หลังจากวันนั้น คือ เราไม่คุย ไม่ยุ่งกับไอ้เพื่อนผู้ชายคนนั้นเลย เพราะว่า เราหลอนค่ะ เราว่าเขาคุกคาม (คือเรื่องจริง ๆ มันน่ากลัวนะคะ ขนาดพูดงั้นไปแล้ว มันก็ยังตาม ยังทำมาแบบบังเอิญเจอ มีอีเมลมาด้วย มาแบบว่า "แอมครับ ผมทำอะไรผิดเหรอครับ บอกผมทีนะครับ" ทำนองนี้ เราก็ตอบไปว่า "คุณไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกค่ะ เพียงแต่เรากลัวคุณอ่ะค่ะ ไม่ต้องตามเราก็ได้นะคะ ตามคนอื่นบ้างก็ได้")  เราไม่คุยไม่เจรจากับมัน มีหลายคนว่าเราใจร้าย (อ้าว อีคนที่ว่ากู-มาลองเป็นกูดูไหมล่ะ ให้มันตามมึงแทน-มึงเอาไหมล่ะ ดีแต่ว่ากู คิดสิคิด กูก็คนนะ มีสิทธิในการตัดสินใจชีวิต ตนเอง - คือเราไม่คุยกับมัน แต่เรื่องงาน เรื่องของเอก ของคณะ เราก็ยังบอก แจกจ่าย ทั่วถึง ไม่ลำเอียงนะ เพียงแต่ขอเถอะ ขออย่ามาทำให้กูหนักใจ อย่ามาคุกคาม ณ ตอนนั้น เรามีคำคำนึง ที่คนทั้งเอกจะฮามาก นั่นคือคำว่า "ไอ้...(ชื่อมัน)...มันไม่มีจุดยืน" จนพี่เมย์เพื่อนป้าเอ เอาไปเรียกตอนคุยกันเองในกลุ่มเพื่อนเอว่า คุณสแตนดิ้งพอยต์ ก๊าก... มันไม่มีจุดยืนครับพี่ ต้องเรียกมันว่า คุณโนสแตนดิ้งพอยต์ สิ ถึงจะถูก - โนสแตนดิ้งพอยต์ เราตกภาษาอังกฤษ จึงคิดได้แค่นี้ ก๊าก...)

เห็นใจเพื่อนคนนี้มันเหมือนกันนะคะ เพราะว่าัมันเป็นความบกพร่องทางบุคลิกภาพอ่ะค่ะ จึงทำให้ใคร ๆ มักเห็นมันเป็นตัวตลก แต่อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าเรามีจุดยืน ไม่คุยกับมัน แต่ก็ไม่ได้ลำเอียงเรื่องงาน คุยเรื่องงานได้ (เวลามีปัญหา ขอให้มีให้ตรงจุดค่ะ เราเกลียดมากเลย เวลาเห็นคนบางคนมีปัญหากับบางคน แค่ไม่ชอบบางพฤติกรรม แต่กลับใช้วิธี แบน (ban) คนนั้นไปเลยเนี่ย เวลาเราเห็นใครทำ เราจะไม่ชอบ แม้จะไม่ด่า //เพราะบางทีก็ด่าไม่ได้// แต่เราจะจดจำไว้ว่า คนคนนั้น "ใจแคบ" และไม่มีความเป็นนักพัฒนา

โกรธเกลียดเกิดกันได้ทุกคนค่ะ แต่ยังไงต้องคำนึงถึงส่วนรวมด้วย ถ้าแบนเขาแล้วส่งผลต่องาน คนที่แบนเขาก็เท่ากับมีพฤติกรรมที่ดูแย่ไม่แพ้กันค่ะ

ต่อ ๆ

นี่แหละ ทำให้เราลองแนะเอซัง ให้ทำแบบเราไง อีกอย่างไอ้รุ่นน้องเอน่ะ มันไม่ได้เรียนอะไรแบบเอแล้ว ก็แทบจะไม่มีอะไรต้องติดต่อกันแล้ว จะได้ไม่ต้องคอยแสดงท่าโทรศัพท์ ให้เหนื่อย (ต้องคิดบทพูดอีก เฟก ไม่สนุกเลยนะ ลำบากทั้งกายและใจ) ก๊าก...

แต่สุดท้ายเอซัง เขาจะจัดการไง ก็เรื่องของเขาแหละ เราทำได้แค่เสนอมุขให้เอาไปใช้

หรือเอซังจะยังคงใช้มุขเดินพูดโทรศัพท์ (จริง ๆ แล้วพูดคนเดียว) อย่างนี้ต่อไป ก็เรื่องของเขา

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์ความคิดนะคะ เพราะเชื่อว่า มุขนี้น่ะมีคนคิดได้ตั้งแต่มีโทรศัพท์มือถือเกิดขึ้นบนโลกแล้ว จึงถือเป็นมุขสาธารณะ ก๊าก...

จะงงไหมเนี่ย สรุปอีกทีว่า
สิ่งที่เห็น มันอาจไม่เป็นอย่างนั้น = เอซังคุยโทรศัพท์ จริงแล้วเขาไม่ได้กำลังติดสาย แต่ว่าเป็นสัญญาณบอกว่า อย่ารบกวน + ฉันไม่ต้องการคุยกับแก แกกำลังคุกคามฉัน ฉันไม่ได้ชอบแก แกฝันอะไรของแกอยู่ ตื่นโว้ยตื่น ตื่นได้แล้ว ตะวันแยงตูดแล้ว - ไอ้แอมพากษ์ล้วน ๆ

คุณผู้ชายท่านใด ชอบสะกดรอย ทำเหมือนเป็นเป็นนักสืบ หรือชอบเล่นมุข "บังเอิญเจอกันอีกแล้วนะครับ" น่ะ ถ้าเจอมุขโทรศัพท์ ก็รีบ ๆ ตื่นได้แล้วนะคะ
ถ้าผู้หญิงเขามีใจบ้าง เขาก็จะชวนพูดชวนคุยมาให้คุณพอมีความหวังแหละค่ะ ไม่ใช่หนีแบบนี้ - เอ๊ะ หรือเอซังจะไปชวนมันพูดคุยบ่อย ๆ มันเลยยังมีความหวัง เฮ้อ พี่กู อัธยาศัยดีเกินเหตุแหง่ ๆ ไม่เหมือนเราค่ะ ถ้าเราไม่ชอบใคร เราจะไม่ชวนมันคุยเลย ถ้ามันคุยมา เราก็จะไม่คุยเช่นกัน หาทางปฏิเสธมันไปเรื่อย ๆ และอีกด้านหนึ่งคือถ้าใครที่เราชวนคุย ไม่ยอมคุยกับเรา (อย่างที่ดูไม่มีเหตุผลนัก) เราก็จะไม่คุยกับมันอีกค่ะ เพราะเราไม่อยากถูกมองว่าไปคุกคามใคร!
---

ยังมีหลายเรื่องนะคะ ที่คนเราเลือกที่จะใช้แสดงออกมาให้คนเห็น แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ดังนั้นถ้าอยากรู้อะไร ก็ ถามเหอะ ซักเหอะ ถามสักคำ ฉันจะได้ตอบ Note (หรือ ถามสักคำ ฉันจะได้ด่า ก๊าก...)
ไปนอนดีกว่าพรุ่งนี้จะไปถอนฟันคุดอีกด้าน (คาดว่าฟันคุดเพราะเหงือกบวมไม่หายเลย) หลังจากที่ฝ่าด้านหนึ่งไปเมื่อปีที่แล้ว ตังค์ ๆ โว้ว งานการไม่ได้เลย ช่วงนี้มีแต่โพสต์บล็อกกับเก็บงานทีละเล็ก ๆ ยังไม่เสร็จเป็นโปรเจ็ก ๆ

ฝนหยุดตกแล้วค่ะ อะไรวะ ว่าจะเขียนแป๊บเดียว ดันเขียนตั้งชั่วโมงนึง
August 12

"วันแม่ วันแม่ วันแม่ วันแม่ วันแม่ วันแม่ วันแม่"

ตั้งชื่อ วันแม่ 7 คำ
เพราะว่า 1 สัปดาห์มี 7 วัน ก็เป็นวันแม่ได้ทั้ง 7 วันแหละ เอิ๊ก ๆ

วันนี้วันแม่แห่งชาติ

ไปบ้านอาม่ามา เหมือนทุกปที่ถ้าไม่ไปหาอาม่าก็ต้องไปหาย่า ไปหาแม่ของแม่กับป๋า (เหมือนวันพ่อแห่งชาติที่ต้องไปหา อากงหรือไม่ก็ไปหาปู่ เอิ๊ก ๆ)

พอคนเราโตขึ้น มีชีวิตเป็นของตัวเอง (กว่าตอนเด็ก) มีครอบครัวเป็นของตัวเอง คนเราก็จะอยู่ดูแลครอบครัว ดังนั้นคงจะมีแต่วันหยุดเทศกาลต่าง ๆ เท่านั้น ที่คนเราจะได้กลับไปหาแม่กับพ่อ
(ต่อไม่ถูก เอาว่าจะบอกแค่นี้แล้วกัน)

เปลี่ยนเรื่องเลย
เมื่อวานนี้ ประมาณ 6 โมงเย็น ขณะกินข้าวที่เซนทรัลบางนา เอซังชี้ให้เราดูเด็กคนนึง อายุประมาณ 4 - 5 ขวบ (เด็กหันหลังอยู่) แล้ว
เอก็ถามว่า : "แอม น่าจะเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงอ่ะ"
เราก็ตอบทันทีว่า : "เด็กผู้หญิง" (ก็เห็นเป็นเด็กผู้หญิง ถ้าเราตอบว่าเด็กผู้ชาย เราก็บ้าแล้ว)
เอซัง : "เหรอ"
ถามทำไมไม่รู้ แล้วก็เงียบ
เราเลยพูดว่า : "อยากมีลูกว่ะ"
เอหันขวับกลับมาพูดว่า : "มีปัญญาดูแลเหรอ ดูแลแม่ให้ได้ก่อนเถอะ"
เรา - "?!#$%^&*+_."
เสียงเอซังดังลูป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อยู่ในหัวกบาล
เราก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าคำพูดของเรานั้น ออกมาจากการที่ผีเจาะปากมาพูดหรืออะไรบางอย่างสั่งให้พูด แต่ทว่า คำพูดเอซังอ่ะ ชัดเลย โคตรชัดเลย ชัดสุด ๆ


เอนทรี่เมื่อวานน่ะ เขียนหลังจากที่เจอเรื่องนี้นะ

และก็เอนทรี่เมื่อวานน่ะ เรายังบ่นแม่เราอยู่เลย เพราะแม่บ่นเราก่อนอ่ะ ตอนนี้แม่เขาอยู่ในช่วงวัยทอง หงุดหงิด (มาก....................) และมีอาการทางร่างกายที่ชัด ๆ คือ น้ำในหูไม่เท่ากัน ขี้บ่นและพาลมาก ๆ ป๋าจะโดนประจำ เช่น แม่ด่าเราอยู่ (ไม่เกี่ยวกับป๋า) อยู่ดี ๆ ก็จะลามเข้าไปด่าป๋าจนได้ (ก๊าก...)

ก็งี้แหละ ก็ต้องเข้าใจอ่ะนะ แม่ลูกกัน และ สามีภรรยากัน (ก็คือ) คนในครอบครัวเดียวกัน ตัดไม่ขาดหรอก (แล้วทำไมต้องตัดด้วย เขียนอะไรของมันวะเนี่ย! - นั่นสิ ชอบร่ายจนออกนอกเรื่อง บางทีเราก็งงนะว่าจะต่อยังไง แต่สิ่งนึงคือ เราไม่ชอบกดลบอ่ะ เสียดายที่พิมพ์ไป ก๊าก...)

เอาว่า...วันนี้วันแม่ เดี๋ยวจะเอาดอกไม้ไปให้แม่ (ขอบอก แปลกดี ส.ค.ปีนี้ ไม่มีคนเอาดอกมะลิปลอมมาขายเราเลย) แต่เราก็ซื้อไว้แล้วแหละ ตั้งแต่ มิ.ย. มีน้องผู้หญิงวัยประถมคนนึงเดินมาขายที่หน้าสหกรณ์ มศว ซึ่งตอนนั้นเราแปลกใจมาก ว่า ?น้องจ๊ะ นี่มันเพิ่ง มิ.ย. เอง ทำไมรีบมาขายจัง? แต่ก็ไม่ได้พูดหรอก เราก็ซื้อมาอย่างเดียวแหละ ซื้อ:ให้กำลังใจเด็ก จริง ๆ คิดว่าจะซื้ออย่างอื่นให้แม่อีก แต่ก็ไม่ได้ซื้อเลย (ดอกนี้เราก็ลืม จนเอซังบอกว่า ขอเอี่ยวด้วยนะ ก๊าก... เพราะเขาเห็นไงว่าเราเก็บไว้ที่กระเป๋าใส่ที่ชาร์ตแบตมือถือเรา ???ดู๊ดู นังแอมมันเลือกที่เก็บ! - "อ้าว ไว้ที่นี่ แม่จะได้ไม่เห็นไงล่ะ")

วันนี้เฮียย้ง (พี่ชายเรา ศักดิ์เป็นลูกพี่) ซื้อมะลิปลอมในกระเช้าน่ารักมากให้ตั้วอี้ แล้วก็ซื้อดอกมะลิให้ม่าด้วย แต่เรากลับไม่มีอะไรแบบนี้เลยให้ม่าเลย (ดีที่มีดอกที่ซื้อน้องตั้งแต่ มิ.ย.) แต่ยังไงก็ช่างเถอะ เมื่อรู้แล้ว ก็รีบไปเตรียมไว้เลย ปีหน้าจะได้มีกระเช้าใหญ่ ๆ บ้าง 555 (ปีหน้ามันก็ลืมอีก เชื่อดิ - คนอ่านนึกด่า)

งั้นไม่ต้องซีเรียส ทำตัวดี ๆ ให้แม่ชื่นใจพอแล้ว
ส่วนเรื่องแม่บ่น แม่ด่า นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ ก็คงเหมือนกับการหายใจแหละ ที่ไม่ว่าจะร้อน จะหนาว จะเจ็บป่วยไข้ จะร้อนในกระหายน้ำ หรือจะสุขสบายดี ยังไง ๆ เราก็ยังหายใจ ไม่มีอะไรให้ต้องเหนื่อย เพราะถ้าวันไหนเราเหนื่อยที่จะต้องหายใจ วันนั้นเราก็...
ตายนั่นเอง

ขาดแม่ = ขาดใจ
อย่าลืมบอกรักแม่นะทุกท่าน

ไปแล้ว เอิ๊ก ๆ
ได้เวลาเอาดอกมะลิปลอมไปให้แม่แล้ว ฟี๊ว... ... ... หอมแม่ 2 ที


---
ปล.ช่วงนี้เช็คเมล ทุกจันทร์พุธศุกร์ 3 ทุ่มครึ่ง ไม่ออนเอ็มเลย (คงออนตอนอยู่ห้องเอซังที่ ม เพราะว่าทำงานไม่ค่อยได้) เพราะไม่ว่าง และทำตามกฎเหล็กของเราเองอยู่ (อยู่ในโหมดเคลียร์งาน) บอกทำไมไม่รู้ แค่อยากบอก คือ การบอกมันเท่ากับเป็นสัญญาของเราไงละฟะ แต่ก็นะ ทุกกฎมันก็ต้องมีข้อยกเว้น แต่หลัก ๆ คือตามนี้
ไฮไฟว์ ใครเกรียน-เราลบ ตะกี้แว๊บไปดู เริ่มเห็นเด็กเกรียนแล้ว ใครไม่รู้ ไม่รู้จัก มันแอดมาตั้งแต่ชาติไหนไม่รู้? สรุปไม่รู้อะไรเลย / อยากเกรียนเกรียนไป ว่างเมื่อไรฉันจะไปเอาออกจากคอนแท็ก เพราะไม่ชอบกินเด็ก! (ไม่ใช่อั้ม ก๊าก...) และไม่ชอบคนที่ไม่รู้กาละเทศะ ให้ไฟว์มาได้ไง Handsome เงี่ยะ ส่งเดชมาก
August 11

แล้วเราก็มีปัญหากับงานกลุ่มอีกแล้ว และมันจะยังเป็นอย่างนี้ต่อไป จนกว่าทุกคนจะเลิกโยนขี้ให้คนอื่น

ไม่ได้มีปัญหากับเพื่อน
 
แต่ว่าเป็นกับการทำงานกลุ่ม
 
เราเองก็ชอบงานกลุ่มไม่แพ้ใคร
เพราะว่าถ้ามันห่วย ก็จะมีคนโดนด่าเป็นเพื่อนกัน (คิดงี้อีก?)
 
แต่ ในขณะเดียวกันเราก็เกลียดงานกลุ่มมาก ๆ
เพราะทุกคนจะเข้าใจว่าเราเก่งโคตร พระเจ้าส่งมา หรือเราเป็นเทวดา ทุกคนถึงได้เมินเฉย และเฉื่อยชากันเหลือเกิน (ปล่อยให้เราบ้าอยู่คนเดียว ตั้งแต่เราจำความได้ เหนื่อยนะ แล้วบางทีไม่ช่วยแล้วยังมาหักหน้าเราอีก อยู่กลุ่มเดียวกันป่าวเนี่ย อีนี่หนิ เดี๋ยวแม่ตบดิ้นเลย ปากหมา ชีวิตจริงกล้าตบใครที่ไหนกัน ตัวก็เล็กกว่าชาวบ้าน - เคยเจอกันบ้างป่าวคะ ตอนประชุมไม่ประชุม ตอนเสนอ เราพูดผิด มันซ้ำเติมอีก คนกลุ่มเดียวกันนี่แหละ)
 
เรามักจะค้นงานตั้งแต่แรก ตั้งแต่ได้รับคำสั่งมา ค้น ๆ  และก็ส่งให้อ่านต่อ หรือประกาศทิ้งไว้ให้เพื่อนกลุ่มอื่นได้ดูด้วย เป็นการกระตุ้นให้ทุกคนรีบทำงาน และหลังจากนั้นก็ปล่อยไปเรื่อย ๆ เราไม่ค่อยจ้ำจี้จำไช เพราะเราก็ไม่ชอบให้ใครมาจ้ำจี้จ้ำไชเราเช่นกัน มันน่ารำคาญและแสดงถึงความไม่ไว้วางใจ ไม่ให้เกียรติและไม่เคารพความเป็นมนุษยชนของเรา (เฉพาะกับเพื่อนนะ แต่บางทีก็มีที่บ้านโดยเฉพาะการทำงานบ้านบางอย่างเนี่ย กะอีแค่ล้างจานก็ต้องมา "กำกับ" จะอะไรนัก เราก็ล้างจานของเรามาสิบกว่าปีแล้ว มันจะอะไรนัก หรือเราแย่งงานแม่! ทำดีก็ด่า ทำไม่ดีก็ด่า หนีไปอยู่ในโอ่งดีไหมเนี่ย ขอโทษ วันนี้อยากบ่น อยากบ่นมาก นอกเรื่องอีกอีนี่ แต่ขอนอกเรื่องหน่อยนะ ถ้าใครพยายามช่วยทำงานบ้าน แล้วมันไม่ได้แย่นัก ขอร้องคุณแม่บ้าน คุณเจ้าของงาน อย่ากำกับนักเลยค่ะ ให้เขาได้เรียนรู้เองบ้างเถอะ เขาจะได้จำได้จนวันตาย ไม่ใช่นู่นก็ต้องบ่น นี่ก็ต้องว่า ต้องคอยมากำกับ กำกับซ้ำซาก มันไม่ได้น่ารำคาญ แต่มันทำให้เหนื่อยใจ เหนื่อยกายไม่ว่า อย่ามาทำให้เหนื่อยใจ!)
 
เราบอกตรง ๆ เราเข้าใจนะ ที่ทุกคนคิดงี้ ทำงี้ ทุกคนล้วนมีเหตุผล
กลับเข้าเรื่องเดิม
และเราเอง จริง ๆ จะทำให้ดีไปเลยก็ทำได้
แต่เราไม่อยากทำ เพราะว่า เราเคารพในศักยภาพของทุกคน ดังนั้น เราจึงไม่ต้องการทำคนเดียว เด่นคนเดียว เก่งคนเดียว โชว์พาวในงานกลุ่ม เมื่อมันเป็นงานกลุ่ม ทุกคนก็ต้องทำ และถึงทำน้อยทำมาก เราก็จะพยายามทำให้มันเหลื่อมล้ำเบียดบังกันน้อยที่สุด เพราะว่าเราไม่ชอบเอาเปรียบใคร และในขณะเดียวกันเราก็ไม่ชอบให้ใครเอาเปรียบเรา - งานกลุ่ม ไม่มีคำว่าน้ำใจ มีแต่คำว่า รับผิดชอบร่วมกัน ดีก็ดีด้วยกัน เลวก็เลวด้วยกัน ยกเว้นว่ามันไม่ไหวจริง ๆ มันอาจมีข้อยกเว้น แต่กรณีนี้จะไม่เป็นกับงานของเรา (งานที่เราต้องไปทำ) คือเราไม่มีทางให้มันล่มสลายไปต่อหน้าต่อตาแน่ ๆ ถ้ามันไม่ถึงที่สุดจริง ๆ
 
แต่
 
เราอยากบอกว่า มีคนโดนฤทธิ์ของเราไปเรียบร้อยแล้ว
คือ เราไปรับงานมาไง
เป็นงานที่ได้เงินด้วย
แต่สุดท้ายเราก็ไม่รับเงิน
และไม่มีงานให้เขาด้วยเช่นกัน
เพราะว่าเราไม่เข้าใจงาน ถึงขั้นที่จะสังเคราะห์งานได้
เราทำไม่ได้เนื่องจากข้อตกลงที่ให้ ไม่เป็นไปตามนั้น (ตกลงกันไม่ชัดเองด้วย)
เรานึกว่า เราต้องทำแค่จัดแต่งเท่านั้น
กลายเป็นเราต้องหาข้อมูลเองด้วย (ซึ่งข้อมูลเป็นข้อมูลเฉพาะ มั่วไม่ได้ มันมีหลักสูตร ซึ่งเราไม่รู้ข้อมูลนั้น มันไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ ตามไหล่ทาง หรือกูเกิล)
ดังนั้นเราจึงตัดสินใจ "ไม่ทำเลย" แต่พิมพ์บางส่วนที่มี และช่วยตามสั่ง แบบว่าหวังไถ่บาป ซึ่งคงไถ่ไม่ได้หรอก ช่วยไปงั้นแหละ รู้สึกผิดก็เท่านั้น
นี่คือผลจากการที่ทางนั้นเขาไว้ใจเรามากเกินไป และคงคิดว่าเราเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย เก่ง ฉลาด เลิศ หรู อลังการดาวล้านดวง
ป่านนี้เขาคงเข็ดไปอีกนาน
 
บอกตรง ๆ เราก็รู้สึกผิดมากนะ แต่ทำไงได้อ่ะ
เราก็มีเวลาโง่เหมือนกัน (จริง ๆ น่าจะโง่บ่อย ๆ ด้วย เพียงแต่คนเขามักจะเห็นตอนที่ไม่โง่ ถ้าอ่านบล็อกนี้มาตลอด จะเห็นความโง่ของเรา ครั้งแล้วครั้งเล่า โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า)
ถ้าสั่งงานแบบโยนขี้แบบนี้ เราก็ไม่ทำหรอกค่ะ
เราผิดเอง ที่ไม่เช็คข้อมูลที่ได้มา (ซอส) ตั้งแต่ต่อหน้าเขา  
ถ้าเราเช็คตอนนั้น เราคงไม่รับงานค่ะ เพราะว่าจริง ๆ เราก็ตะขิดตะขวงใจมาก แต่ว่าเกรงใจไงเลยรับ ๆ ไป (อยากช่วย เพราะว่าเขาทำงานไม่ทัน)
บทเรียนนี้ ยิ่งใหญ่มาก ต่อไปเราจะรับงานด้วยความระมัดระวังให้มากกว่านี้ เพราะไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก มันเสียชื่อและเสียความรู้สึกทั้งสองฝ่าย
 
สรุป งานกลุ่มไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่ถ้าคุณต้องทำงานกลุ่ม กรุณารับผิดชอบต่อกลุ่มด้วย อย่าโยนขี้! เพราะถ้าดีเราจะดีด้วยกัน ถ้าเลวเราก็จะเลวด้วยกัน จำไว้!
 
สั่งงานแบบโยนขี้ ในความคิดของเรานั้นแปลว่า สั่งงานส่งเดช ไม่พูดชัด ๆ ไม่มีสัญญา ตกลงปากเปล่า หรือถึงมีสัญญา ก็เป็นสัญญาที่ไม่ชัดเจน ดิ้นไปมาได้ ไอ้คนรับงาน ก็มีแต่ซวย ถ้ากลัวมากก็ต้องทำตาย ทำมากกว่าที่ได้ ทำแล้วขาดทุน ทำไม่จบไม่สิ้น หรือถ้าไม่กลัวก็จะออกมาแบบเราคือไม่ทำงานนั้นเลย
โยนขี้นั้นมีนิยามเยอะค่ะ สุดแล้วแต่เรื่อง การโบ้ยความเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องไม่ดี) ให้กับคนอื่น ก็ถือเป็นการโยนขี้เช่นเดียวกัน 
ถ้าคุณเป็นคนดี พลเมืองดี หรือมีความเป็นคน กรุณาอย่าโยนขี้ค่ะ เพราะมันทุเรศ
August 04

ค่าของคนคนนึงมันน้อยขนาดนั้นเลยหรือ?

ไอ้เด็กที่ฆ่าคนขับแท็กซี่ มันเป็นคนหรือเปล่า
 
มันมีเงื่อนงำอะไรหรือเปล่า
 
มันติดเกมจริงหรือเปล่า
 
แล้วการฆ่าคนน่ะ เป็นสิ่งที่สมควรทำมากเลยเหรอ??? (กูประชด อย่ามาควาย)
 
ชีวิตของคนคนนึงมีค่าน้อยขนาดที่ใครอยากฆ่าแกงก็ได้เชียวหรือ แถมเป็นการฆ่าโดยที่ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรกันมาก่อนด้วย ถ้ามันไม่เจอคนขับแท็กซี่คนนั้น ลองคิดดูว่า ใครกันที่จะต้องกลายเป็นศพ ตัวคุณเอง? พ่อของคุณ? พี่ของคุณ? น้องของคุณ? น้าของคุณ? อาของคุณ? ลุงของคุณ? เพื่อนของคุณ? แฟนของคุณ? 
 
คนทุกคนในโลกล้วนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ทำไมมันถึงเลือกที่จะสัมพันธ์กับคนอื่นแบบเป็นผู้ล่า มันคิดว่ามันเป็นใคร ไอ้เด็กอายุไม่บรรลุนิติภาวะคนนั้น มันคิดว่ามันเป็นพระเจ้าหรือไง (ขออภัยค่ะ ไม่ได้หมายถึงสิ่งเคารพ แต่หมายถึง มันคิดว่ามันมีอำนาจครองโลกหรืออย่างไร) มันถึงได้ไปพิพากษาชีวิตของคนคนนึง คนที่ทำงานสุจริต คนที่เป็นสามี คนที่เป็นพ่อ คนที่มีภาระต้องดูแลครอบครัว มันทำให้เขาตาย 
 
เราอยากรู้ ว่าได้เด็กคนนี้ มันเป็นคนหรือเป็นปีศาจ หรือถ้ามันเป็นโรคจิต ทำไมคนโรคจิตฆ่าคนแล้วถือว่าไม่ผิด ถ้าไม่ผิด ทำไมไม่ฆ่าคนโรคจิตให้มันตายตามคนที่มันฆ่าไปเลยล่ะ เราไม่เข้าใจคนเขียนกฎเลยจริง ๆ (เคยสงสัยกันบ้างไหม ช่างเถอะ มันนอกประเด็นที่อยากเล่าแล้ว)
 
มาต่อที่เรื่องเกม
 
เกมที่ไอ้เด็กเลว ๆ คนนั้นมันเล่น คือ เกมห่าเหว อะไร เราไม่ทราบ เพราะเราเกลียดการเล่นเกม มาตั้งแต่จำความได้ (อย่ามาเกรียน กูเกลียดกูก็ไม่ได้บอกว่ามึงต้องเกลียด มึงชอบก็เรื่องของมึง แต่กูเกลียดอ่ะ จะทำไม ไอ้พวกเกรียนที่บ้าเกม) แต่มันส่งผลแน่ ๆ ถึงมันไม่อ้าง การที่คนคนนึงสามารถฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น ถ้าไม่เกม ก็ต้องหนัง ถ้าไม่หนังก็ต้องเป็นสันดานเดิมของมัน
 
เกมดี ๆ มึงไม่มีปัญญาหามาเล่นเหรอ ถ้าชอบความรุนแรง กูว่ามึงไปถลกหนังควายทำกระเป๋าหนังขาย หรือไปไถนาแทนควาย หรือไปทำงานใช้แรง น่าจะเป็นประโยชน์กับมวลชน และน่าชื่นชมน่านับถือกว่าการเล่นเกมเยอะเลย กูว่ากรรมกรยังน่านับถือกว่าคนที่เล่นเ