Pranitee's profilePranitee's space : บอก บ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 03

    บ๊ายบายจีออซิตี้ส์ ต้องมาเขียนที่นี่ เพราะว่าโบราณพอ ๆ กัน ก๊าก...

    เมื่อสองวันก่อน เราได้ยินข่าวว่ายาฮูจะปิด ยาฮู๓๖๐ จากจดหมายข่าวของเว็บพันทิพย์ พอรู้ก็แตกตื่นเลย ไปย้ายบล็อก (มันมีบริการย้ายไปได้) เพราะเสียดายถ้ามันจะสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย (แบบว่า อุตส่าห์เขียน ชอบเรื่องที่เขียน เขียนไปได้ไงก็ไม่รู้ ตัวเว็บน่ะเราไม่เสียดายหรอก เพราะบล็อกเราเยอะ จะเขียนที่ไหนก็ได้ แต่เรื่องที่เขียนคิดใหม่อาจไม่เหมือนเดิม เพราะมันยาวมาก.... ไปอ่านได้ที่นี่ มันไม่มีฟีดแล้วนะ ไม่ต้องติดตาม ที่ไหน-ไม่มีฟีด ที่นั่น-เราเลิกเขียนแน่นอน)

    แต่เมื่อวานได้รับเมลจากทางยาฮูเองแล้วว่าจะไม่มีทั้งยาฮู๓๖๐ และจีออซิตี้ที่ฟรี (คือถ้าจะยังเก็บเว็บไว้ ก็ต้องเสียกระตังค์ต่อเดือน ประมาณ สี่ดอลลาร์กว่า ๆ) เราจึงตัดสินใจ ไปเซฟข้อมูลกลับมา แล้วดีลีทไซต์ทิ้งเลย เพราะส่วนใหญ่เป็นข้อมูลยุคกลาง (ยุคที่เว็บ ๒.๐ ยังไม่เปรี้ยงปร้าง เหมือนทุกวันนี้ และยิ่งพวกเว็บฝากไฟล์เสียงนี่ไม่มีเลย จะ ไอจิ๊ก ไอมีม ยังไม่เกิด หรือเกิดก็ยังไม่ดัง แต่คิดว่ายังไม่เกิดมากกว่า) ตอนนั้นลำบากมาก ๆ สำหรับคนไม่อยากจ่ายเงินเพื่อเรื่องทำนองนี้ (คือจะบอกว่าเรารู้สึกว่าำลำบากม๊ากมาก)

    ไปเซฟมา มี ๔ ที่ (เพราะมีแค่สี่ที่ ชื่อเราสอง ชื่อแม่สอง ตอนแรกจะอัพงานให้แม่ แต่ทำไปทำมา เอามาใช้เองให้หมดเลย) ก๊าก... บ้าบ้าบอบอ แต่ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่งดงามของเรา (จำว่า อีนี่มันบ้าขนาดนั้น)

    ตอนนี้ดีลีทหมดแล้ว แต่สิ่งที่เสียดายคือ เราใช้ไฟรฟอกเซฟมา ทำให้ลืมดูว่าแบนด์วิทมันหมด จึงได้ไฟล์เปล่ามา ๒ ไฟล์ (แบนด์วิทหมด ก็อดโหลด แต่มันดันโหลดชื่อไฟล์มาได้ เราเลยเข้าใจผิดคิดว่าโหลดมาครบแล้ว) ซึ่งไฟล์อันนึงเรายังมีต้นฉบับขนาดใหญ่ แต่อีกอันนั้นมันสาบสูญไปแล้ว (ถึงมี ก็ขี้เกียจหาว่ะ มันคือเสียงของคุณพี่แท็กซี่คนนี้ รึเปล่า ก็จำไม่ได้ หรือไม่ใช่ก็ไม่รู้ เพราะดีลีทไซต์ไปแล้ว ก็ไม่คิดไรมาก คิดไปก็ทำอะไรไม่ได้ มันไปแล้ว)

    ส่วนที่เหลือก็ตามเซฟมาได้หมด แต่บ้า ๆ บอ ๆ ไอ้อันนึง ที่มีเป็นไฟล์เสียง 1 2 3 4 5 6... 20 น่ะ มันมาจากหน้าบล็อกนี้นะ เพลง 17 รวมอยู่ใน 16 ด้วย งงเลย ก็ดูบ้า ๆ ดี

    ถ้าจะไปหามาดูเล่น ๆ เพราะอยากดู จู้ฮุกกรู สามารถไปสู่ได้ที่ back up geocities


    ................

    เล่าต่อนิดนึงว่า
    เราอ่านเรื่องนี้แล้วเห็นด้วยจริง ๆ ทำไมต้องมีเครือข่ายสังคม (Social Network)
    โดยเฉพาะตรง (แต่การ "มารดแล้วนะ เธอมารดบ้างสิ" มันเป็นเรื่องของสมาชิกเขา อย่าเยอะจนน่าเกลียดก็พอ)

    ถ้าใครมีบล็อก exteen หรือ อ่านบล็อก exteen และไม่ตกยุคเกินไป จะรู้ว่า ตอนนี้มีจูนไรท์
    คือให้เขียนบล็อกกันทั้งเดือนจูน (มิถุนายน) แล้วให้คนอ่านแวะมาอ่าน ขณะเดียวกันก็มากดรดน้ำต้นไม้ที่เป็นแฟลช แล้วมีการเปลี่ยนภาพการเจริญเติบโตได้ (ก๊าก... ปลูกต้นไม้จริง ๆ ดีกว่าพี่น้อง ปลูกในคอมมันเปลืองไฟ)

    เราคิดว่าเป็นไอเดียที่บรรเจิดมาก เนื่องจาก จะทำให้คนอ่านที่มีความรู้สึกร่วมกับผู้เขียนบล็อก (หรือคนที่ชอบผู้เขียนบล็อก คนที่กรี๊ด
    ผู้เขียนบล็อก คนที่ประทับใจผู้เขียนบล็อก คนที่อะไรก็ตามบอกไม่ถูกแต่ในทางบวกกับผู้เขียนบล็อก และพอมีความรู้สึกร่วมว่าการปลูกต้นไม้ทางเน็ตเป็นเรื่องสร้างสรรค์) กดเข้ามาที่หน้าบล็อกจริง ๆ (ถึงแม้จะไม่ได้แวะมาคอมเม้นต์) แทนการอ่านจาก feed เพื่อมากดรดน้ำต้นไม้ให้ นั่นจะทำให้สถิติคนเข้าเว็บเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล (ในความคิดเรา)

    แต่ นั่น ไม่ใช่สิ่งยืนยันอะไรเลย (จริง ๆ - ถึงมันจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องบ้าง เช่น เรื่องของความป๊อป แต่คุณคิดกันเหรอว่าคนที่กดเข้ามา เขาจะต้องอ่านหน้านั้นจบทุกคน เราว่าไม่จริงอ่ะ บางคนกดมาคอมเม้นต์ เพื่อประกาศว่าตัวเองมาแล้วนะ อ่านป่าวยังไม่รู้เลย ซึ่งเราเดาว่าไม่ได้อ่าน คนแบบนี้ไม่ต้องเข้ามาบล็อกเราหรอก เพราะเราไม่ได้เก็บสถิติมาต้มน้ำกิน เราอยากให้คนที่อยากอ่านได้อ่านแค่นั้นเอง) นอกจากยืนยันแค่ว่ามีคนเข้ามากด และต้นไม้ก็โตขึ้น (โตเพราะเป็นไปตามคำสั่งของโปรแกรมว่าถ้ากดปุ่มรดด้วยเงื่ิอนไขนี้ ต้นไม้จะโตแบบนี้) และสถิติคนเข้าเว็บก็เพิ่มขึ้น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ (ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ "เจ้าของเว็บทุกเว็บที่ประกอบการเป็นธุรกิจ" พึงปรารถนา รวมไปถึงตำแหน่งที่จะดีขึ้น อันดับที่จะสูงขึ้น ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นตกตะลึงงึงงันอะไรด้วย)

    เราแปะไปเหมือนกันนะ (เป็นคนทันสมัย ก๊าก... และกดให้คนที่เราแวะไปอ่านเหมือนกัน ไม่ได้อยากรดหรอก แค่อยากรู้สึกว่าได้รดบ้าง ถึงไม่มีใครมาขอให้รดก็กด ถึงใครมาชวนให้รด ก็กด แล้วแต่อารมณ์เรา มันไม่ใช่เรื่องสำคัญกับชีวิตขนาดนั้น) แต่เราไม่คาดหวังหรอก (เรียกว่าไม่มีหวังเลย) ว่าต้นไม้ของเรามันจะโต เพราะว่าเราไม่มีกลุ่มผู้อ่านที่ชัดเจน (หรือถึงมี เขาก็แค่อ่านจากหน้าฟีด แค่นั้น เขาคงไม่กดเข้ามาคอมเม้นต์ในเรื่องที่เขาเองก็ยังเง็ง ๆ เชื่อได้หรือเชื่อไม่ได้ก็ไม่รู้ต้องลองไปทำดู หรือไม่ว่างมากดมารดน้ำต้นไม้ในเว็บเรา เพราะมันเสียเวลาทำมาหากิน เนื่องจากว่าเราไม่ได้มีความสำคัญกับเขานัก ปากก็หมา เขียนก็ยาวน่ารำคาญ ก๊าก... แถมต้นไม้นี้ก็ไม่น่าจะทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นด้วยสักหน่อย) ซึ่งตลอดมาเรารู้เพียงว่า ถ้าสิ่งที่เราเขียน มันเป็นประโยชน์กับเขาเหล่านั้น (เขาสามารถเอาไอเดียที่เราเขียนไว้ทำแก้เซ็ง เอาไว้ทำสนุก ๆ เอาไว้ทำให้มีความสุข เอาไว้ทำมาหาแดก เอาไว้ทำแจก ฯลฯ) เราก็ยินดีแล้ว ต้นไม้มันจะโต บล็อกคนจะกดมาอ่าน หรือจะมีคนคอมเม้นต์หรือเปล่าเราก็ไม่สน หรอก "อาจสนบ้างว่า ที่ทำ ๆ ไปเนี่ย จะได้ตังค์ป่าว จะได้ตังค์ชาติไหน ชาตินี้หรือไม่" (แอดเซนต์ที่แปะไว้สามชาติ) เอาว่าเห็นด้วยกับคำที่คุณชุคุงเขียนไว้ในบล็อกว่า
    มันเหมือนการขายตัวเอง เหมือนเสนอโปรเจค เหมือนขายของเพื่อตอบสนองความต้องการต่อกัน (link ข้างบนตะกี้แหละ) อันนี้คือใช่เลย ถ้ามีคนต้องการให้เราเขียน แต่เราไม่อยากเขียน เราก็คงไม่เขียน, ถ้าไม่มีคนอยากให้เราเขียน แต่เราอยากเขียน เราก็จะเขียน (เพราะเราเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนหรอก ที่ไม่อยากให้เราเขียน ต้องมีคนบางคนอยากให้เราเขียนบ้างแหละ หรือไม่ก็คือ เขาก็ไม่ได้อยากให้เราเขียนหรอก "จะใครเขียนก็ได้" แต่เขาแค่อยากอ่านอยากรู้เรื่องแบบนี้ แล้วพอดีเซิร์ชมาเจอที่เราเขียน มันก็ดีจะตาย เขาก็ได้ลองอ่านได้ดูได้รู้ได้ไอเดียไป ส่วนเราก็ได้บอกในสิ่งที่เราอยากบอก "อยากบอกทุกเรื่องเลย ฝีเจาะปากมาหรือไงไม่รู้") เอาว่าถ้าเรายากจนเมื่อไร (จน = หมดตัว ไม่มีจะแดก ไม่มีเงินเล่นเน็ต ไม่มีเงินใช้ สิ้นไร้ไม้ตอก หรือจนเวลา เพราะ เวลาหมดไปกับเรื่องที่เราเห็นว่ามีคุณค่ากับชีวิตของเรามากกว่า) เราก็หยุดเขียนบล็อกเองแหละ หยุดเพราะมันต้องหยุด ถ้าไม่หยุดคือตายแน่ ๆ

    ถ้าอยากให้เขียนต่อ ก็คงต้องทำให้เรามี
    ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ซะก่อน  
    หรือไม่ ก็ต้องทำให้สิ่งที่เราเขียน ๆ เนี่ย มันงอกเป็นเงินเป็นทองได้ก่อน

    เราหวังว่าที่เราเขียนเนี่ย คงทำให้คุณผู้อ่าน มองอะไรให้เห็นหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ มุม

    ปล.
    - เมื่อวานเรายกเลิกฟีดเป็นสิบสิบอันที่เคยกดรับในกูเกิลรีัดเดอร์ บางส่วนคือเจ้าของบล็อกเขาเลิกเขียนบล็อกแล้ว บางส่วนคือเราพบว่าเราแอดไปตามกระแส (คนอื่นบอกว่ามันดี มันเจ๋ง) แต่พอเราติดตามมันแล้ว กลับพบว่ามันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น หรือไม่ได้เห็นว่าเนื้อหาที่โพสต์จะเป็นประโยชน์กับชีวิตเราแต่อย่างใด พอตัดสินใจยกเลิกการรับได้ ก็รู้สึกว่า "อืม ดีว่ะ ปล่อยวางได้อีกระดับ"
    - และจูนไรท์อ่ะ บอกตรง ๆ ว่าแว๊บแรก เราอยากบ้าจี้ตามเหมือนกัน เพราะทุกวันนี้เราแม่งก็เขียนบล็อกทุกวัน บ้าบอมาก ก็จับยัดลงที่มายสกายเอกซ์ทีนแค่นี้ก็ได้เขียนทุกวันแล้ว แต่เพราะว่ามันดันก็เป็นเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องแต่งเพลงไง เราไม่อยากให้บล็อกเราเสียความเป็นเอกลักษณ์ (เพราะที่นั่นมันคือที่สอนแต่งเพลง หรือไม่ก็เล่าเรื่องแนวนั้น "เราควรรักษามาตรฐานของแต่ละที่ไม่ให้มันหลุดแนว") ถึงแม้จะมีสิ่งจูงใจ ก็คงไม่ทำ เพราะเราคิดว่าเรารู้ว่าคุณค่าของการเขียนบล็อก ในระดับปัจเจกชนคืออะไร จูนไรท์จึงไม่ได้เกิดมาเพื่อสนองความต้องการของเรา (เพราะเท่าที่ดู สถิติเว็บเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง มันเหมือนเดิม จำนวนคนอ่านของเราคงเส้นคงวา จะมากจะน้อยก็ช่างเถอะ ถ้าคุณได้อะไรไปบ้าง เราก็ดีใจ แต่ถ้าฝืนอ่านให้ได้ชื่อว่าอ่าน อย่าอ่านเลย เพราะนี่เราก็เลิกอ่านอะไรที่คนอื่นเขาบอกว่าดีว่าเจ๋งไปเยอะแล้ว เนื่องจากมันไม่ได้ดีไม่ได้เจ๋งกับการดำเนินชีวิตของเรา ก๊าก... เออ ถ้าอ่านบล็อกเราแล้ว ทำให้คุณสามารถแต่งเพลงได้ เราก็จะยิ่งยินดีด้วยนะ เพราะเราก็แค่อยากให้พวกคุณ หัด "คุยกับตัวเอง" ซะบ้าง อย่ามัวแต่คุยกับคนอื่น จนหลายครั้งก็หลงลืมไปว่า ไม่มีใครสามารถอยู่กับคุณได้ตลอดเวลา หรือตลอดไป)

    ก๊าก...
    ฝากเรื่องนี้ด้วย http://pranitee.multiply.com/journal/item/120/120 มันดูเข้ากับที่นี่มากกว่า

    ไปและ เสียเวลาบ่นมาเยอะและ บ๊ายบายจีออซิตี้ส์อีกสักที (ขอบใจมาก ๆ ที่ครั้งนึงแกเคยเป็นบริการที่ช่วยเติมเต็มความฝันเฟื่องของเรา)

    เมื่อยว่ะ ก๊าก...
    February 12

    ทำใจไม่ได้

    โทษที (ขอโทษใครก็ไม่รู้ คงไม่มีใครมาอ่านหรอก โดยเฉพาะที่อยากให้อ่าน ประกาศปิดบล็อกนี้มานานแ้ล้ว อ่านก็อ่าน ไม่อ่านก็ไม่ต้องอ่าน) เรากดพับลิชไปแล้ว แต่นึกได้ว่าลืมเล่าเรื่องสบตา (อยู่ล่างสุด)
    ......

    สมัยเราเรียนหนังสืออยู่ป.ตรี เราจำได้ว่าทุกครั้งที่เราทะเลาะกับใคร มีปัญหาอะไร เราจะมานั่งระบายใส่สเปช จนหลัง ๆ ที่เราเปลี่ยนมุมมองชีวิตไปเยอะ และมีบล็อกเยอะขึ้นมาก ๆ จนชักจะจำไม่ได้ว่า มันมีกี่ที่ สเปชก็เลยไม่ได้ใช้ เพราะฟีดเบอรนเนอร์มันเจ๊งด้วย ขี้เกียจตามมาแบคอัพเอง (วันนี้คงไม่แบคอัพ ถ้าบล็อกเจ๊งวันนี้ ก็ปล่อยแม่งเจ๊งไป อะไรจะเกิด ก็ต้องปล่อยมันไป)

    แต่วันนี้ไม่ไหว เหมือนกลับมาตามหาตัวเอง (ไม่ได้เทียบว่าบล็อกอื่นไม่ใช่ตัวเอง) แต่เรียกว่ากลับมาหาความบ้าลึก ๆ ในตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่ มันอยู่ที่นี่

    ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนด่า ด่าเพื่อน ด่าคนที่เคยรู้สึกดี คนรู้สึกดีด่า หรือด่าบ้าบอคอแตก จับยัดใส่ แล้วก็ทิ้ง ๆ ลืม ๆ ไป
    เผื่อว่าครั้งนี้จะลืม ๆ มันไป

    เพราะไม่อยากจำ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มันเป็นเรื่องที่ลำบากใจ
    หากย้อนกลับไปอ่าน เรื่อง อะไรที่เราเคยเล่าว่าเราไปเป็นมือที่สามของคนคู่หนึ่ง เราเข้าใจเรื่องลักษณะนั้น และเห็นใจคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับเรา (ถึงมันจะเล็กน้อยสุด ๆ เมื่อเทียบกับพวกที่ทำตัวเหลวแหลกที่มีให้เห็นได้ทั่วไปตามไหล่ทาง ไม่ได้ว่า แต่เหลวแหลกในที่นี้ คือ พวกที่เป็นโรคขาดรัก เมื่อคืนดูตาสว่าง ดูแล้วเข้าใจตัวเองมากขึ้น เราตอบข้อสุดท้ายข้อเดียว คือ เราเป็นพวกรุนแรง ในที่นี้ขอตีความว่าเป็นหัวรุนแรง เพราะเราเป็นแบบนั้นมานานแล้ว แต่ข้ออื่นเราไม่ได้เป็น เพราะเราไม่รู้ว่าเป็นไปแล้ว มันจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้ยังไง แต่หัวรุนแรงเนี่ย มันทำให้เราแอคทีฟ และสร้างสรรค์บรรเจิด เพราะไม่ใช่บ้าบ้าบอบอเราก็หัวรุนแรงหมด เรามีสติ แต่หลายครั้ง เหตุผลส่วนตัวบอกสติว่า เฮ้ย ขอร้องเถอะ ถ้าไม่ได้แสดงออกบ้าง สภาพแวดล้อมรอบตัวของเราจะกลับสู่สมดุลไม่ได้ เพราะหลายครั้งสภาพแวดล้อมก็บีบคั้นให้เราต้องแสดงออกถึงความรู้สึกที่มาจากส่วนลึกของจิตใจจริง ๆ ไม่ต้องเสียเวลาปั้นหน้า)

    แต่ถ้าเป็นมือที่สามแบบตั้งใจมาเป็นเลยล่ะ

    อยากรู้ว่าคิดยังไง


    เมื่อคืนเราคุยกับเพื่อนซี้สุดสวยของเราอีกแล้ว ปัญหาเดิม ๆ แต่สำหรับผู้หญิง (ที่ไม่ใช่มือที่สาม) ก็มีสิทธิ์จะคิดอ่ะ
    แต่เมื่อคืนพูดคุยไม่นาน แต่เรื่องที่พูดค่อนข้างซีเรียสมาก มากถึงขั้นว่า เกือบโดนบอกเลิก ซึ่งเราเห็นอยู่ (เห็นเองเพราะคุ้นเคยกับคู่นี้) ว่าเกือบโดนบอกเลิกคือเพราะอะไร

    แต่เขาก็ยังพยายามปรับเข้าหากัน

    มันต้องพยายามปรับเข้าหากัน

    ก็ไม่รู้จะเป็นไงต่อไป ก็ปล่อยเป็นเรื่องของเขาไป เรามีหน้าที่รับฟัง ตามที่เพื่อนมันต้องการ เราอยู่ข้างมัน เพื่อจะเข้าใจมัน ไม่ใช่ตามใจมัน

    ยอมรับว่ายิ่งคุยเรื่องนี้ยิ่งวิตกจริตแดก (แต่ก็มองทุกมุม มีมุมดี มีแง่คิด ไว้มาระวังกับชีวิตตัวเรา)

    มือที่สาม ถามจริงเหอะ "มึงเป็นอะไร มึงทำทำไม หรือมึงไม่รู้"

    เพื่อนเรา บอกว่า บางคนก็รู้ว่า เพื่อนเราเป็นแฟนกับพี่เขา(แฟนมัน) แต่ก็ยังสาระแนมายุ่ง คิดว่ายังไม่แต่งงานเลยยังมีสิทธิ์งั้นเหรอ?

    เราอยากจะบอกว่า ที่สังคมในโลกเป็นเหี้ย ๆ เป็นนี้ ก็เพราะว่าไอ้คนที่คิดแบบนี้ (ยังไม่แต่งงานเลยยังมีสิทธิ์) อ่ะ เพราะพอคิดได้ระดับนี้ ต่อไปก็อาจคิดว่า การแต่งงานไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่งได้ก็เลิกได้ หรือไม่ก็คิดว่า เลิกแล้วก็กลับมาใหม่ได้ (พอดีเราอ่านหลายแหล่งนะ ความคิดตีกันยุ่งเต็มหัว และตอนนี้ค่อนข้างไม่มีสติ มีแต่อารมณ์โกรธ) ทำไมถึงคิดอะไรแค่นี้

    เมื่อวานฟัง ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ พูดในรายการตาสว่าง แล้ว ตาสว่างขึ้นเยอะเลย
    ว่า ปัญหาสังคมทุก ๆ อย่าง น่ะ ล้วนเกิดมาจากการเป็นโรคขาดรัก (มีวิธีเช็ค 11 ข้อ จดไว้แต่ไม่พิมพ์ เพราะขี้เกียจเดินไปหยิบ จำไม่ได้ จำได้ข้อเดียวที่เล่าไปแล้วตะกี้ ซึ่งถ้าตอบว่าใช่มากกว่า 5 ข้อ ถือว่าเป็นโีรคขาดความรัก เอานึกหน่อยดีกว่า
    ๑) รู้สึกเหงาตลอดเวลา
    ๒) รู้สึกต้องการให้คนอื่นมาสนใจ
    ๓) รู้สึกอยากเป็นจุดเด่น
    ๔) รู้สึก จำไม่ได้ว่ะ ไปหยิบก็ได้เว้ย
     

    เอาใหม่ ๆ
    ๑) รู้สึกเหงาตลอดเวลา
    ๒) ต้องการความสนใจจากคนอื่น
    ๓) ต้องการเป็นจุดเด่น
    ๔) รู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่า
    ๕) อยากทำลายคนที่เด่นกว่า
    ๖) รู้สึกอิจฉาคนที่ประสบความสำเร็จ
    ๗) ไม่กล้ารักใคร รักใครไม่เป็น
    ๘) ไม่เชื่อในความรัก
    ๙) คิดว่าไม่มีใครรักตัวเอง
    ๑๐) มีความผิดปกติในการแสดงความรัก
    ๑๑) แสดงความรุนแรง
    เนี่ยแหละ
    ใครเป็นมากกว่าห้าข้อแปลว่าเป็นโรคขาดรัก)

    เรามาจาระไนย์ที่ละข้อ แบบมีเหตุผล ที่อาจไม่สมเหตุสมผล ก็มันเรื่องของฉัน
    ๑) รู้สึกเหงาตลอดเวลา (ไม่ เราไม่เป็น แทบจะไม่เป็น เพราะเราอยู่กับตัวเอง ด้วยการ แต่งกลอน แต่งเพลง หาเรื่องเขียนบล็อก นั่งคิดถึงคนที่รัก ฯลฯ จะเหงาบ้างเมื่อไปไหน แล้วถูกทิ้งไว้ลำพัง แบบจะไปไหนก็ไม่ได้ (ต้องนั่งรอแบบเบื่อ ๆ ตอนเด็ก ๆ เป็นบ่อย แม่ชอบเอาไปไว้ ร.ร.แม่ แล้วทิ้งให้นั่งอยู่คนเดียว ตอนเด็กไม่ค่อยคุยกับเอ ทะเลาะกันตลอด อันนั้นแหละรู้สึกเหงาบ่อยมาก) จะนั่งแต่งเพลงก็ไม่ได้ (ไม่มีกระดาษปากกา ไ่ม่มีเงินซื้อ หรือมีเงินซื้อแต่ไม่มีร้านขาย) ไม่มีอะไรให้นั่งมอง)
    ๒) ต้องการความสนใจจากคนอื่น (ไม่ ข้อนี้เราเกลียดมาก เพราะเราไม่ชอบให้ใครสนใจเรา ไม่ต้องมามองเราถ้าเราไม่อยากให้มอง และไม่ชอบไปมองใคร กลัวมันถามว่า "มองหน้าทำไม อยากมีเรื่องหรือไง" เด็กช่างกลเยอะ)
    ๓) ต้องการเป็นจุดเด่น (ไม่ เพราะ เป็นจุดเด่น อันตราย มักซวยก่อน แต่หลายอย่างที่ทำแล้วไปเด่นอันนั้นเรามีเหตุผลอื่น เช่น ต้องออกไปเป็นตัวแทนนั้นโน้นนี้ ก็เพราะว่ามันไม่มีใครยอมออก ก็เลยต้องออกเอง เพราะขี้เกียจรำคาญ และมันเสียเวลา น่าเบื่อ! จริง ๆ ก็ไม่อยากออก อยากอยู่เป็นคนหมู่มากเหมือนกันแหละ "ใจเขาใจเรา บางคน มันก็ไม่เข้าใจ" มาหาว่าเราอยากเด่นอีก I้eพวกเวรเอ๊ย มันต้องลองเป็นจุดเด่นกันทุกคนดูค่ะ ผลัด ๆ กันเป็น แล้วคุณจะเข้าใจว่าความแตกต่างระหว่าง ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม กับ การเป็นโรคขาดรักน่ะ ว่ามันต่างกันยังไง ถ้าพวกขาดความรักคือ ประมาณว่า คนเขาคุย ๆ กัน ดู ๆ กันอยู่ อีนี่ต้องไปเจ๋อเสนอหน้าแทรกกลางระหว่างเขา อันนี้ใช่เลย ขาดรักมากนักหรือไงยะหล่อน! เดี๋ยวจะช่วยสงเคราะห์ให้ โดยการกระชากหนังหัวมาตบซ้ายตบขวา ให้กระอักความรักให้ตายไปเลย)
    ๔) รู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่า (ไม่อ่ะ ถ้ารู้สึกเองก็แย่แล้ว เพราะคนอื่นน่ะเขาคอยจะเหยียบย้ำซ้ำเติมใจเรา (ใจคุณ ๆ) หากคุณยิ่งซ้ำเติมตัวเอง ด้วยการเติมความรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่าให้กับตัวคุณเองอีก หมดแล้วล่ะ ค่าของคุณ หมดเกลี้ยง ยังไงขอให้มองเห็นค่าของคุณไว้เถอะค่ะ เอาไว้หล่อเลี้ยงใจ และที่สำคัญคุณควรปรับใจคิดให้ได้ด้วยว่านอกจาก ฉันจะไม่ด้อยค่าแล้ว ฉันจะต้องให้กำลังใจกับผู้อื่น ให้เขามองเห็นค่าของตัวเขาเองให้ได้ ช่วย ๆ กัน ก็ช่วยกันไปค่ะ ค่าของคนมีเท่ากันแหละค่ะ อยู่ที่ว่าจะหาพบหรือเปล่า ถ้าตัวเองยังหาไม่พบ ก็อย่าไปหวังให้ใครมาหาพบเลยค่ะ)
    ๕) อยากทำลายคนที่เด่นกว่า (ไม่อ่ะ ทำลายมัน แล้วเราจะเด่นกว่าไหมล่ะ)
    ๖) รู้สึกอิจฉาคนที่ประสบความสำเร็จ (ไม่อ่ะ อิจฉาว่ะ เราเคยด่าไว้ที่นึง นานแล้ว สมัยเรียนตรี ลองอ่านดู

    เคยเป็นโรคอิจฉาริษยาไหม?

    โรคนี้ร้ายแรงพอสมควร แม้ไม่ได้เกิดจากเชื้อใด ก็สามารถติดต่อกันได้ ทางสัมผัสหูและตา (ทางอื่นได้หรือเปล่านะ แต่หูกับตานี่ประจำ)

    เราไม่สาธยายอาการของโรคนะ เพราะคิดว่าเคยเป็นกันทุกคน

    คนบางคน พออิจฉาริษยา ก็มักจะทำตัวชั่ว ๆ กลั่นแกล้งคนที่คุณอิจฉาริษยาต่าง ๆ นานา ขอบอกว่าทำแบบนี้ เลวมาก

    แต่ คนบางคน พออิจฉาริษยา กลับพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ๆ เพื่อเอาชนะคนที่อิจฉาริษยาให้ได้ มันเป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่งไง ถ้าทำได้อย่างนี้นะ มันจะเกิดการพัฒนาหลาย ๆ อย่าง ทั้งตัวคุณเอง และยังสิ่งที่คุณทำด้วย

    เวลาเกิดความอิจฉา ริษยา ทำไมเราจะต้องไปดึงให้คนที่เราอิจฉาริษยาตกต่ำลงมาล่ะ ทำไมเราไม่คิดจะพัฒนาตัวเองให้แซงหน้าเขาไป หรือว่าคุณไม่มีความสามารถพอ ถึงต้องเอาชนะเขาด้วยวิธีต่ำ ๆ ไม่มีอะไรพัฒนาเลยสักอย่าง วนอยู่ในวงเวียน กลั่นแกล้งกันไป กลั่นแกล้งกันมาไม่มีที่สิ้นสุด ปัญญาอ่อน)
    ๗) ไม่กล้ารักใคร รักใครไม่เป็น (ไม่อ่ะ เรารักคนทั้งโลก รักแบบเพื่อนมนุษย์คนนึง เราปรารถนาให้ คนทุกคนที่เกิดมา ใช้ชีวิตเอาตัวให้รอด และตายอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งไว้เพียงคุณงามความดีให้คนรุ่นหลังไ้ด้สรรเสริญ  แต่โลกมันไม่สวยงามขนาดนั้น เอาว่าไม่อยากยุ่งกับชีวิตคนอื่น รู้แต่ว่าถ้าเรารักใคร เราก็ปรารถนาให้เขาเป็นแบบนั้น ให้เขามีความสุข ส่งความสุขเท่าที่เขาพึงพอใจ (มากไป ถ้าเขาไม่ต้องการ เขาก็ลำบากใจ น้อยไปถ้าเขาขาด เขาก็น้อยใจ มากไป ถ้าเราให้ไม่ได้อีก เราก็หนักใจ น้อยไป ถ้าเรายังให้ได้อีก เราก็ต้องเติมให้ มันอยู่ที่ว่าจะเข้าใจสิ่งที่ทำให้กันหรือเปล่า "ความรักในแบบของเรา จะยึดความเข้าใจเป็นสำคัญนะ เพราะรักแบบไม่ลืมหูลืมตา มันก็บ้า!" มีวิธีการมากมายที่จะใช้แสดงความรัก แต่ที่สำคัญคือ ต้องเป็นสัญลักษณ์ที่เข้าใจตรงกันทั้งคู่ หรืออย่างน้อยคือมีความเป็นสามัญ เช่น มอบน้ำใจ ให้กัน ก็ถือเป็นความรัก ความหวังดีได้ แต่ถ้าไปคบชู้แล้วบอกว่าถือเป็นการแสดงความรักต่อแฟน อันนี้เหตุผลฟังไม่ขึ้นว่ะ ฟังไม่ขึ้นเลยจริง ๆ เป็นการแสดงความรักต่อแฟนของชนเผ่าไหนมิทราบ แต่ถ้าเป็นการมอบรักให้ชู้อ่ะ ก็ใช่ แต่คำเตือนคือ ระวังจะตายก่อนแก่!)
    ๘) ไม่เชื่อในความรัก (ไม่อ่ะ เราเชื่อในความรัก เชื่อมาก ๆ ความรักทำให้คนจะตาย ไม่ยอมตาย ความรักที่ผิดหวัง ทำให้คนที่ยังไม่สมควรตาย ต้องตาย (ความรักจริง ๆ ไม่ใช่หมายถึงความหลง) เช่นกรณีที่ครอบครัวเขารักกันมาก จนเป็นห่วง จนกังวลว่าถ้าเขาตายไป คนในครอบครัวจะลำบากก็เลยฆ่าตายหมดแบบนี้อ่ะ เราเชื่อว่าความรักมีอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ และในอีกมุมนึงมันก็มีพลังอันน่าสยดสยอง ต้องเรียนรู้ที่จะรักอย่างเข้าใจ)
    ๙) คิดว่าไม่มีใครรักตัวเอง (ไม่อ่ะ เรารู้ว่ามีคนรักเราเยอะมาก เหมือนกับที่เรารักคนทั้งโลก รัก ไม่ใช่ใคร่ อย่าตีความส่งเดช ทุเรศทุรัง ไม่ได้หมายถึงมีคนมาหมายปองมาก ไม่มี ไม่สน เอารักแบบปรารถนาดี มีเยอะ เยอะจนบางทีเพราะสิ่งนี้ทำให้เราลำบากใจ และรู้สึกผิดด้วยซ้ำที่ทำให้คนที่รักเราต้องผิดหวังและเสียใจ แต่ทำไงได้ นอกจากการเฝ้ารอความรักจากคนอื่นแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือการรักตัวเอง ถ้าคิดว่าไม่มีใครรักตัวเอง ก็แปลว่าคุณเองก็ไม่รักตัวเองเหมือนกัน ถ้าไม่รักตัวเอง ก็อย่าหวังว่าจะมีใครมารักคุณเลย ไม่มีหรอก เคยได้ยินเพลงนี้ป่ะ รักตัวเองดีที่สุด ขอให้เธอนั้นจงหยุดเสียน้ำตาให้เขาจบสักที รักตัวเองดีที่สุดลุกขึ้นแล้วเดินต่อ ขอให้มองเป็นความหลังแล้วลืมมันไป เพลงของ Saturday Seiko เราชอบมาก ฟังมาหลายปีก็ยังชอบ ชอบสุด ๆ เวลาเศร้าทุกเรื่อง เพลงนี้ช่วยได้เสมอ)
    ๑๐) มีความผิดปกติในการแสดงความรัก (ไม่ว่ะ เรารักเราก็แสดงให้รู้ว่ารัก แม้ไม่พูด ไม่ใช่ว่าถ้าพูดแล้วจะไม่เท่! แต่เพราะว่ากับการตีความของบางคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนนอก คำนี้อาจนำมาซึ่งความเดือดร้อน และความน่าสะพรึงที่อาจไม่คาดคิด แต่การแสดงออกถึงความรักมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะการสบตา (เราไม่ชอบสบตาคน แต่ตอนนี้คิดได้แล้ว เดี๋ยวเล่า) การกอด การหอมแก้ม การพูดดีด้วย การเป็นห่วงเป็นใย การตบตีหรือการด่าทอ (ถ้าบางคนเขามีข้อตกลงกันว่าอย่างนั้น มันก็เป็นสัญลักษณ์แทนความรักได้ แม้เราจะไม่เห็นด้วยเลย!) สุดท้ายคือการวางเฉย ก็ยังเป็นการแสดงความรักอีกทางหนึ่ง กรณีที่หมดหนทางจะแสดงความรักในรูปแบบอื่นแล้ว แต่ที่สำคัญคือ ทั้งคนที่แสดงความรักให้เขา และคนที่รับความรักนั้นต้องเข้าใจสัญลักษณ์นี้เหมือนกัน ถ้าไม่เข้า ทำไปก็เท่านั้น ทำมาก ๆ ก็รำคาญกันอีกต่างหาก นี่แหละที่จะบอก ก็คือพวกที่ มีความผิดปกติในการแสดงความรัก แหละ เช่น ลูกอยากให้พ่อกอด "เพราะใจลูกเรียนรู้มาตลอดว่า การกอดคือการแสดงความรัก" แต่พ่อไม่ยอมกอด เพราะเข้าใจว่าการแสดงความรักของพ่อคือต้องทำให้ลูกมันเข้มแข็ง อย่ามาอ่อนแอ ลูกผู้ชายมากอดได้ไง เดี๋ยวเป็นไอ้ตุ๊ด ก็เลยสะบัดลูกกระเด็น ผลคือ ลูกเข้าใจว่าพ่อไม่รัก แต่พ่อก็เข้าใจไปว่า นี่แหละ วิธีแสดงความรักของเขา --- ฟังดูแล้วประสาท ๆ นะ แต่คนเราคิดงี้จริง ๆ ใครไม่เป็น ใครคิดได้ ถือว่าโชคดี อย่าว่ากระไรเลย ตอนเด็ก ๆ เราเคยกลัวอะไรไม่รู้ อาจจะเป็นคน คือประมาณว่าไปไหนไม่รู้ที่ไม่คุ้น (อาจเคยเล่าแล้ว) เราเลยกอดแม่ ไม่ยอมนั่งเรียบร้อยดี ๆ อ่ะ แม่เลยเอามือเฉดหัวเรากระเด็นออกไป ต่อหน้าธารกำนัล ตั้งแต่นั้น เราไม่เคยอยากกอดแม่อีกเลย แต่พอโตแล้วคิดได้ ตอนนี้กอดแม่ได้ตลอด แต่ไม่กอดในที่สาธารณะ กลัวแม่เฉดหัวอีก ไม่ชอบอ่ะ มันเจ็บนะ ฝังลึกเป็นปมในใจ แต่ไม่มีทางที่ปมนี้จะมาทำลายความรักที่เรามีต่อแม่ได้ เพราะจุดสูงสุดในชีวิตของคนทุกคนคือต้องรักพ่อรักแม่ เรามาคิดดูว่าที่แม่เฉดหัวตอนนั้น คงเพราะรำคาญเรา และอายเพื่อน ๆ ที่ว่า ลูกสาวคนเล็กเป็นลูกแหง่ ขี้แย ติดแม่แจ เลยผลักให้มัน(เรา)กระเด็นไปก่อน โดยที่ลืมคิดว่า พูดดี ๆ มันก็เลิกกอดแล้ว (เราไม่ใช่คนเข้าใจอะไรยาก!) พูดสิ แน่จริงพูดสิ ความไม่เข้าใจกัน คือต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งปวง แต่ถ้าพูดกันไม่ได้ ก็ทำใจเหอะ แค่พูดกันยังไม่ได้เลย แล้วจะรักกันได้ยังไง!)
    ๑๑) แสดงความรุนแรง (อันนี้เราเป็น ไม่ต้องมองไกล ถ้าอ่านมาตั้งแต่ต้น จะรู้ โดยไม่มีข้อสงสัยใดใดเหลือในใจเลย)

    พอดีวันนั้นเราตั้งใจจะโทรหาคน แต่ไม่โทรแล้ว เขาคงอยากคุยกับคนอื่นมากกว่า
    เพราะเราเรียนรู้มาว่า "คนที่พูดคนเดียว ถ้าไม่ใช่คนบ้า ก็แปลว่า เป็นคนที่เขาไม่อยากคุยด้วย!" หรืออาจมีคำอธิบายแบบอื่นอีก เพียงแต่เราไม่อาจจะหยั่งรู้


    จำไว้ค่ะ ทุกคนก็มีปัญหาเหมือนกันหมด (ต่างกันแค่บริบทของปัญหา)

    อย่าแก้ปัญหาผิดวิธีค่ะ


    โรคขาดรัก นั้น รักษาได้ หากคุณเรียนรู้ที่จะเข้าตัวคุณเอง คนรอบข้าง และโลกนี้
    (ก่อนอื่น ถ้าเป็น ต้องยอมรับว่าเป็น ถ้าุคุณไม่ยอมรับ ก็จบ เป็นงี้ต่อไป)
    กะอีแค่คนที่คุณอยากให้เขารัก เขาไม่รักคุณ ก็ไม่ต้องไปเสียใจค่ะ คุณจงรักเขาต่อไป และดูแลหัวใจของคุณให้สวยงามก็พอ
    ขอให้โชคดี ถ้าสังคมโดยรวมดี ชีวิตของทุกคนก็จะดีขึ้น
    ไม่เกี่ยวกับรวยไม่รวย ไม่เกี่ยวจริง ๆ (จริง ๆ ไปหาดูรายการย้อนหลังเอาแล้วกัน http://www.tasawang.com/tasawang/onair.php

    ออกอากาศเมื่อ: 11 ก.พ. 2552
    ชุด ชั้นในประดับเพชร 100 ล้านบาท, กันยารัตน์ ติยะพรไชย(ลุลา) แนะนำอัลบั้มเพลงโกอินเตอร์, โรคขาดรัก กับ คชาภา ตันเจริญ(มดดำ) - ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ กับวิธีตรวจสภาพความรักในจิตใจด้วยคำถาม 11 ข้อ)

    ปล. แรงบันดาลใจในการเขียนมาจาก น้ำตาจากความไม่เข้าใจ และไม่มีโอกาสให้เข้าใจ (ไม่มีหนทางให้กล้าออกไปตามหาเหตุผล)
    และวันนี้เราประจักษ์แล้วว่า เพลงเพลงนึงมีความหมายจากที่มาของการได้ยิน (คนส่งให้ฟัง, ตัวเองตามหามาฟังเอง ส่วน ความฮิตไม่ฮิต ความดังไม่ดังไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวเลย ไม่เกี่ยวเลยจริง ๆ)

    ไปแล้ว เหนื่อย คงต้องไปพักสมองด้วยหนังสือพระ ที่ยังอ่านไม่จบ

    ที่ลืม ในรายการบอกว่า การสบตา (ใจต้องคิดดี ปรารถนาดี รักกันจริง ๆ ด้วย ไม่ใช่สบตาส่งเดช) ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เรายอมรับว่าที่ผ่านมา เราไม่ชอบสบตาคน (ยกเว้นคุยเรื่องงานการ หรือด่า ด่านี่เราถลนตาใส่เลย จนหลัง ๆ ไม่อยากมองตาใคร เพราะมองแล้วอยากด่าแทน เราท่าจะบ้า) ซื้อของก็ไม่สบตาคนขาย มองคนก็ไม่มองตา จะไปมองผม มองปากแทน อะไรทำนองนี้ เพราะเรามีปัญหาจริง ๆ แหละ เรากลัว (กลัวสายตาของคน) ไม่รู้ทำไมเรากลัว (ไม่ใช่กลัวติดโรคตาแดง ตากุ้งยิง) สงสัยเราจะเป็นบ้า พูดตรง ๆ ตาคนน่ากลัว หรือเราจะกลัวโดนเมดูซ่าสาปเป็นหินก็ไม่รู้ (อีนี่ท่าจะบ้า) แต่พอรู้แบบนี้แล้ว ก็เข้าใจ ว่าทำไมเราถึงขี้กลัวสารพัด เฮ้อ... ก็เหลือปรับความคิดของเราแหละ และเริ่มมองตาคนโดยไม่ต้องสนใจว่าจะไปเห็นขี้ตาเขาหรืออย่างไร ก๊าก... เชื่อแล้วว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจจริง ๆ)



    September 21

    เลิกเขียนบล็อกที่นี่ ส่งท้ายด้วย ข้อแนะนำคุณครูและอาจารย์ทุกท่านค่ะ จะเอาไปใช้หรือไม่ ก็แล้วแต่ แต่เรามองจากในมุมของเรา ทั้งการที่ได้คลุกคลีกับครูอาจารย์และชีวิตการที่เป็นนักเรียน ลองปรับใช้ตามสบายค่ะ

    เรามีบล็อก ตอนนี้ 9 บล็อกอ่ะ (โพสต์ที่ http://pranitee.posterous.com/blog-post-2997 )

    จะบ้าแล้ว

    1. สเปชของ msn ไว้ด่าคน
    (ด่าแบบมีเหตุมีผล ไม่ใช่การใส่ร้าย เหมือนเล่ม "ปรัชญาชีวิตของมิสแอม" ชื่อไดอารี่เรา ก๊าก...)
    2. exteen ไว้เล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ในการแต่งเพลง โชว์เพลงที่แต่ง
    (เดี๋ยวนี้ไม่มีอารมณ์ ไม่ได้โพสต์เลย)
    3. มัลติพลาย ที่ชื่อเรา ไว้สอนโปรแกรม สอนนู่นนี่
    (ไม่อยากจะโพสต์แล้ว ฟีดมันมา 2 บรรทัดอ่ะ ถ้าอยู่ดี ๆ มันเจ๊ง เราคงร้องไห้ เพราะว่าไม่เคยแบคอัพมานานแล้ว)
    4. มัลติพลายประกาศงาน พอกัน ถ้าหายไป เรากรี๊ด
    ทุกวันนี้เลยไม่ชอบมัลติพลายเลย เพราะฟีดมันมาไม่หมดอ่ะ
    ที่อื่นเราจะเก็บฟีดทางอีเมลด้วย ไว้ช่วงไหนว่าง ๆ คงต้องดูดเว็บเอาเลย (เซ็ง ๆ)
    5. ไฮ5 มันโพสต์ได้สั้นอ่ะ เขียนไม่ทันมันก็เต็มซะแล้ว
    6. ไอมีม เขียนเกี่ยวกับแปลเพลงอ่ะ จริง ๆ ที่ไอมีม เราเขียนแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง และเรื่องที่เราจะเอาไปแต่งเพลงมากกว่าที่ เอกซทีนซะอีก แบบว่า จริง ๆ คือที่ที่เราจะโพสต์ถ้าเราคิดไม่ออกว่าจะโพสต์ที่ไหน
    7. 360บล็อก ไว้เขียนเกี่ยวกับสิ่งที่อยากให้มี อยากให้เป็น แบบสร้างสรรค์บรรเจิดเกิดมาไม่เึคยพบเจอ อยากเขียนแบบที่คิดเลย โดยที่มันจะเป็นได้จริง หรือเป็นไปไม่ได้ เราก็จะเขียน ถ้าเรารู้สึกว่า มันน่าจะมีอะไรแบบนั้นนะ **************ตอนนี้เราชอบเขียนที่นี่อ่ะ เราอยากให้มีให้เป็นเต็มไปหมด
    8. เวิร์ดเพรส จะไว้แนะนำหนังสือที่อ่าน (แทนรีวิวของมัลติพลาย) เดี๋ยวนี้ไม่ได้อ่านหนังสือเลย
    9. โพสเตอรัส เป็นที่เก็บไฟล์ระบายอารมณ์ ***********ค่อนข้างเละเทะ แต่ชอบ ทีหลังจะเก็บต้นฉบับในเมลก่อน แล้วพอถึงกำหนดค่อยโพสต์ 555
     
    เลยกะว่าจะเลิกเขียนที่ MSN Spaces ไปเขียนที่ posterouse แทน หรือไม่ ก็ไม่ต้องเขียนเรื่องนี้เลย ไม่เขียนก็ดี เพราะขี้เกียจ เซ็ง ๆ ตัวเองเหมือนกัน ไม่รู้วันวันทำไมมันมีเรื่องอยากเขียนมากมาย งานการก็ไม่ทำให้เสร็จ อีบ้าเอ๊ย 
     
    ไหน ๆ ก็จะเลิกใช้ที่นี่แล้ว ส่งท้ายด้วยเอนทรี่นี้ พิมพ์ไว้เมื่อคืน

    ข้อตกลงในการเรียน

    1. ถ้าใครไม่ส่งงาน ครูจะโทรบอกแค่หัวหน้าห้อง แล้วให้หัวหน้าห้องกระจายข่าวต่อ (ดังนั้นจึงควรเก็บเงินห้องเป็นค่าโทรศัพท์ให้หัวหน้าห้องได้เลย) จะโทรตามหรือ sms หรือวิธีไหนแล้วแต่หัวหน้า แต่ถ้าถึงกำหนดแล้วอีกฝ่ายบอกว่าไม่รู้ข่าว-หัวหน้าโดน ก๊าก... (เวลาติดต่อ เก็บหลักฐานด้วย) หรือหัวหน้าจะไปใช้เพื่อนคนไหนตามต่อ ก็ย่อมได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ครูจะแจ้งไปยังหัวหน้าคนเดียวเท่านั้น ไม่ได้อยากให้หัวหน้าลำบากนะ แต่เข้าใจเถอะว่า ครูบางคนเขาไม่ตามจริง ๆ การที่ครูมาตามงานให้น่ะ ถือว่าช่วยลูกศิษย์สุด ๆ แล้ว ถ้ามันเหนื่อยนักก็ไปคิดตังค์ค่าตามกับเพื่อน ๆ เอาเองแล้วกัน ซึ่งเพื่อนต้องจ่ายด้วยอย่างไม่มีเงื่อนไข (ผลประโยชน์ตัวเอง ไม่รักษาก็แย่แล้ว) คนอื่นที่ต้องจ่ายเงินห้องส่วนนี้ แต่หัวหน้าไม่ได้โทรตาม ถือว่าเงินนี้คือเงินทำบุญไปซะ จะได้สบายใจ (ตย.การเก็บเงิน เก็บเทอมละ 10 บาทก็แล้วกัน นักเรียน 50 คน ก็ 500 บาท คงไม่น่าโทรเกินนี้ เหรัญญิกจะจ่ายให้หัวหน้า ครั้งละ 5 บาท มันจะโทรถูกโทรฟรีโทรมากโทรน้อยช่างหัวหน้า เอาหลักฐานมาเบิก หลักฐานคือ บันทึกการโทรในมือถือและถ้าได้อัดเสียงรับทราบของอีกฝ่ายด้วยยิ่งดี เงินที่เหลือ พอจบเทอม เงินเหลือก็คืนเพื่อน หรือจะทบเป็นเงินห้องก็ตามสบาย หรือไม่ก็จะให้หัวหน้าไปเลย 500 บาท ให้เป็นค่าจ้างไปเลย เพราะวิชาเดียวเทอมเดียวไม่น่าโทรเกินนี้หรอก หัวหน้าจะได้มีกำลังใจทำงาน 555 อาจารย์ท่านอื่น จะทำตามก็ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ถือว่าช่วยเด็ก)  

     

    - ถ้าเป็นครูบางคน เขาไม่ตามหรอกนะ เด็กจะได้เกรดอะไร จะติดไอ เขาก็คิดว่าช่างหัวมัน

    แต่นี่เราแปลกใจมาก ที่แม่โทรถามเบอร์เด็กนักเรียน แล้วโทรตามงานจากทุกคนที่ไม่ส่งงานจนจะติด ร เป็นสิบ ๆ คนเลย เราไม่ได้เสียดายค่าโทรศัพท์หรอกนะ เพราะยังไงเราก็ไม่ได้เป็นคนจ่าย แต่เราเห็นว่า แม่จะเสียอารมณ์มาก ๆ ตอนที่โทรไปแล้วพบว่าเป็นเบอร์ที่ผิด แล้วการเถียงกับเด็กที่บางทีเด็กมันก็พูดส่งเดชว่าส่งแล้ว ๆ อ่ะ มันช่างเหนื่อยเปล่า ๆ

     

    - พอดีเราตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย อาจารย์มักจะโทรหาเรา (ทั้งที่เราไม่ใช่ประธานเอก) แล้วให้เราตามเพื่อนให้ ว่าใครไม่ส่งงาน ซึ่งเราไม่เคยเสียดายค่าโทรนะ เพราะเรารู้สึกดีว่ามีโอกาสได้ช่วยไม่ให้เพื่อนมันติด i แต่ถ้าคนไหนหลายครั้งเกิน เราจะด่ามัน เพื่อนในเอก ตอนปโท เคยเสนอซื้อบัตรเติมเงินให้เราด้วย แต่เราไม่เอา คิดว่าไม่ได้รู้สึกเป็นภาระมากมายขนาดนั้น เพราะส่วนใหญ่คือเพื่อนจะโทรมามากกว่า เราโทรไปอ่ะถือว่าน้อย ที่สำคัญคือ มีบล็อก มีเมล ก็ใช้ทางนี้ร่วมได้ ประกาศ ๆ ไป แล้วย้ำว่า เพื่อนสนิทใคร ก็จำจี้จำไชกันต่อเอาเองนะเว้ย ซึ่งมันก็โอเคนะ ช่องทางการสื่อสารกันน่ะ ควรมีหลาย ๆ ช่องทาง (คนที่ไม่พยายามมีช่องทางให้ติดต่อ เช่น ปิดโทรศัพท์ ไม่เช็คเมล อะไรทำนองนี้ คือคนที่มีโอกาสเสียผลประโยชน์ได้มากกว่า ดังนั้นจงพยายามตามข่าวสารเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองด้วย อย่าหวังพึ่งคนอื่นอย่างเดียว เพราะมันทุเรศ อย่างน้อยแค่พยายามทำงานในส่วนของตัวเองให้เสร็จตามกำหนดให้ได้ก็ยังดี อย่าทำตัวเป็นขยะสังคม นั่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่ทำ ถ้าเป็นงี้ ลาออกไปเลยดีกว่ามั๊ง!)

     

    2. เวลาส่งงาน ก็ให้ยกงานไปส่งที่ห้องพักครู

    - อย่ามาส่งในห้อง เพราะมันเป็นหน้าที่ของครูเหรอ ที่ต้องแบกงานเด็กไปตรวจ

     

    - สำหรับเรา ณ ตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นงานพรีเซนต์ ส่งในห้องเสมอ เพราะจะมีเล่มเดียว ส่งกับมืออาจารย์ แต่ก็มีบางทีที่อาจารย์ให้ไปส่งที่ห้องพักครู เราก็เอาไปส่ง

    ซึ่งการส่งที่ห้องพักครู หรือกล่องรับ อะไรทำนองนี้อ่ะ มีความเสี่ยงสูงมาก

    จะเล่าให้ฟังว่าเจอแบบไหนมาบ้าง

     

    ตอนปี 1 ไปส่งรายงานที่ห้องที่เขาบอกว่าสามารถเอาไปส่งได้ (ส่งห้องใครก็ได้ ในสองท่านนี้ และส่งตอนไหนก็ได้ เสร็จก่อนส่งก่อน) แต่ผลสุดท้ายมันไม่มีใครส่งก่อนไง (คนที่เหลือหลายร้อยคนเขาส่งกันวันสอบปลายภาค กองกันเต็มหน้าห้องสอบ) แล้วเขาก็ไม่ถามนะว่ามีใครส่งก่อนไหม ไม่มีการตาม สรุปวิชานั้นเราได้เกรดบีและเพื่อนเราได้ซี (ส่งก่อนกันสี่คน) ตอนแรกเราก็เฉย ๆ แต่หลัง ๆ เราชักแปลกใจ เพราะว่าเพื่อนคนอื่น ๆ ทักว่า หน้าอย่างแก ไม่น่าจะได้บี เพราะว่า ขยันมาก ๆ อาจารย์พี่เลี้ยงสองท่าน ก็ชม ไม่เคยขาดปาก (ไปชมให้เพื่อนคนอื่น ๆ ฟังด้วย จนมันหมั่นไส้ ก็มี) สุดท้าย เราได้ไปคุ้ยกองรายงานที่เขาแจ้งให้ไปรับคืน แล้วก็พบว่า งานของเราสี่คน ไม่มีร่องรอยการตรวจ (งานนี้ ยี่สิบคะแนน) เพียงเพราะไปวางในห้องที่เขาไม่ได้รับผิดชอบชื่อเรา (ผู้สอนสองท่าน แบ่งเด็กกันคนละครึ่ง) เขาไม่ส่งต่อให้กันด้วยนะ เขาคงคิดว่าเป็นความผิดของเรา อืม เราผิดที่ขยัน ผิดที่ทำงานเสร็จก่อน ผิดที่เชื่อว่าคำพูดของผู้ใหญ่เชื่อถือได้ คำพูดที่ว่าเสร็จก่อนส่งก่อน คำพูดที่ว่าส่งห้องใครก็ได้ รู้ป่ะ เราตามเรื่องนี้เลยนะ ตอนนั้นคิดว่า เขาต้องแก้เกรดให้เรา เพราะเราไม่ผิด พอไปหาท่านนึง เขาไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น (ท่านที่เรา เอางานไปส่งในห้อง) บอกแค่ให้ไปตามกับอีกท่าน ซึ่งอีกท่านนี้เราพยายามตามอยู่หลายวัน แต่ว่าท่านเกษียณ และไปเที่ยวแล้ว สิ่งดีที่สุดที่เราได้ทำคือได้โทรศัพท์คุยกับท่าน โดยเจ้าหน้าที่เขาต่อสายให้ รู้ไหมพอเราพูดไปนิดเดียว ท่านไม่ยอมรับ หาว่าเราส่งช้าแล้วมาอ้าง แต่พอเราอธิบายทุกอย่างจนจบ ท่านบอกว่า โอเค คุณได้ทำตามที่ผมสั่ง แต่ตอนนี้คุณไม่มีสิทธิ์พูดอะไรแล้ว เพราะว่าเกรดมันออกไปแล้ว ถ้าผมแก้เกรดให้พวกคุณ ผมจะมีความผิด รู้ไหม ฟังจบ เราปล่อยโฮ...เลยอ่ะ เพื่อนเราอีกสามคนมันก็งง วันนั้นเราร้องไห้ไม่หยุดเลย ที่ร้องน่ะ ไม่ได้เสียใจที่ยังคงได้บีนะ แต่เสียใจที่ได้ยินคำพูดหมา ๆ แบบนี้ออกมาจากผู้ใหญ่ ใหญ่มาก ๆ ทำให้เราจดจำไว้ตลอดเลยนะว่า อย่าส่งงานก่อน จงส่งงานพร้อมเพื่อน ไปกันทั้งเอกเลยยิ่งดี  

    แต่เจออีกกรณี อันนี้ชอบมาก อาจารย์ใหม่ (ยังเด็ก ๆ เลย) ท่านหนึ่ง ขอไม่ออกชื่อ (คือขอไม่ออกชื่อเลยสักท่าน เพื่อความสบายใจของเรา) ท่านน่ารักมาก ท่านเคยจัดห้อง แล้วทำรายงานตกหล่นไว้ชุดหนึ่ง สิบกว่าคน ท่านให้เกรดเด็กไปแล้ว แต่พอท่านกลับมาพบรายงานนั้น (ผ่านไป หลายเดือนแล้ว) ท่านไปร้องขอแก้เกรดแล้วโดนสอบสวนเลยด้วย แต่ท่านบอกว่าท่านทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้เด็กกลุ่มนึงอ่ะ เรานะรู้สึกประทับใจท่านมากเลย (เออไม่เกี่ยวกับเรานะ พอดีท่านไม่เคยสอนเราอ่ะ เพราะอยู่คนละภาควิชา) เราเคยไปดูท่านสอนมาครั้งนึง (ขอไปดูเอง) เลยได้ยินเรื่องนี้ ประทับใจมาก ทำให้รู้สึกได้เลยว่า นี่แหละครูที่ประเสริฐ ไอ้อย่างที่เราเจอที่ได้บีมาน่ะ มันก็แค่คนที่หากินกับอาชีพครูแค่นั้นเอง

     

    - ดังนั้นสิ่งที่ควรระวังคือ เรื่องสถานที่ส่งงาน เอาให้มันชัวร์ ที่เดียวไปเลย อย่าให้ส่งได้หลายที่ เพราะว่าถ้ามันไปอยู่ผิดที่ มันเดือดร้อนหลายฝ่าย ไม่ครูเดือดร้อน (ต้องไปแบกมาตรวจ) ก็คือเด็กเดือดร้อน (ครูไม่ได้ตรวจ อดได้คะแนน) สถานที่ส่งงานที่เดียวที่ว่านั้น ควรจะตั้งเป็นตู้กระจกไขกุญแจ แบบที่สามารถส่งงาน (รับงานที่เด็กมาส่ง) ได้อย่างเดียว ไม่มีใครสามารถหยิบงานออกไปได้ นอกจากอาจารย์ (คนที่มีกุญแจ) งานจะถึงมืออาจารย์ชัวร์ ๆ (ที่ภาคก็ออกแบบหน้าห้องให้มีตู้รับงานแบบนี้อยู่สองสามห้อง ซึ่งเราชอบมาก ส่งแล้วสบายใจ)

     

    ตอนนี้คิดออกแค่นี้ ถ้าคิดออกอีกจะมาโพสต์ใหม่
     
    ที่บล็อกไหนก็ไม่รู้ สักที่แหละ ก๊าก...

    August 23

    ฟันคุด หมดแล้ว ถ้าคุดอีก ก็ไม่ทำแล้ว จะแย่แล้ว

    ฟันคุดครั้งก่อน http://pranitee.spaces.live.com/blog/cns!AB6726A4E825D390!945.entry 
    นั่นด้านซ้าย
    ฝึกอ่านข่าวไม่ได้ไปอาทิตย์นึง
     
    ฟันคุดครั้งนี้
    ขอเท้าความก่อน ว่าจริง ๆ หมอเคยชวนให้ถอนซีกขวาออกด้วย ตั้งแต่ถอนซีกซ้ายแล้ว แต่เราก็อิดออด (เพราะว่าเอาออกที ขนหน้าแข้งแม่ก็ร่วงที ร่วงเยอะด้วย) แต่เพราะว่าอาทิตย์ก่อน เรากระแดะไปเคี้ยว เจลลี่เบลลี่ (ที่ซื้อแชมมี่มา) กร๊วม ๆ แล้วต่อด้วย เลย์ปลาหมึก อีกทั้งถุง และก็สาหร่ายปรุงรสเถ้าแก่น้อยอีกทั้งถุง มันไปผสมกันอีท่าไหนไม่รู้ เราปวดเหงือกมากเลย พอส่องกระจกชโงกดูเงา เอ๊ย ดูฟันซี่ในสุด ข้างขวา พบว่า เหงือกมันบวมเป่ง ก็ทายาแก้เหงือกบวม มันก็ไม่ดีขึ้นนัก เลยรอถึงวันนี้ ก็ไปบอกหมอเลยว่า ถอนเลยค่ะหมอ (ดูสิ คนอะไร เดินไปเสียตังค์เอง) แบบว่ามันเซ็งอ่ะ ปวดเหงือก ทำให้พูดไม่ได้ อึดอัด (ธรรมดาพูดวันละสิบล้านคำ อีเวอร์ ล้อเล่นค่ะ จริง ๆ เราเป็นคนพูดน้อยนะ ก็บอกแล้วว่าปากดีในโลกไซเบอร์ ตัวจริงโง่ ๆ เซ่อ ๆ ค่ะ - Profile ที่ mysky.exteen)
     
    เอาว่าถอนเถอะ เราจะได้กินอะไรอร่อยสักที ทนมาอาทิตย์นึงแล้ว
     
    พอไปถอน (ขอบอกนิดว่า วันนี้ เราสุขภาพดีอยู่นะคะ จะมีก็แค่นอนตีสี่เพราะลืมนอน มัวแต่ดูรูปคนในไฮไฟว์ ซึ่งบ้าที่สุดดูจนลืมเวลา มีคนเคยกล่าวว่า "โทรทัศน์คือหลุมดำของกาลเวลา แต่เราค้นพบว่า ไฮไฟว์ต่างหากที่คือหลุมดำของกาลเวลาตัวจริง ไม่เชื่อไปถามคนที่มีไฮไฟว์ได้เลย ถ้าเขามีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง เขาจะไม่สามารถละตัวเองออกมาได้เลย แต่ส่วนเรานี่ ถ้าลองเจอภาพตลก ๆ ฮา ๆ นะ เราจะตามดูไปเรื่อย ๆ เซ็งเลย วันหลังไม่ทำแล้ว แต่ก็เล่นเน็ตเช้าแล้วแหละ ทำไปทำมาเลยตีสี่") ตอนอยู่ร้านหมอเราค้นพบอะไรดังนี้
    ๑. อย่าใส่แว่นไปทำฟัน เพราะว่าต้องถอด ต้องถือไว้ในมือ มันแกะกะไปหมด
    ๒. ถ้าขากรรไกรจะค้างให้รีบบอกหมอ เพราะมันปวดมาก พอดีเราเป็นคนปากเล็กนะ (ถือแม้จะมีหมาอยู่เยอะก็ตาม) หมอบอกว่าอ้าปากกว่านี้ เครื่องมือหมอเข้าไม่ได้ เราอ้าจนจะตายแล้ว จนผู้ช่วยหมอ ต้องมาดึงคางกับหน้าเรา ช่วยแยกปากเราให้มันกว้าง ซึ่งขอบอกว่า "ความรู้สึกตอนใกล้ตายน่ะ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง มันน่ากลัวมาก" หมอบอกว่า ปวดมือเลย มือหมอแทบหัก หมอคงหยิบคีมทุกอันที่มีในร้านมาถอนฟันเรา (หลายสิบอัน เราอ้าปากนานเกือบชั่วโมง) และเครื่องมือทุกอันคงมีมูลค่า เพราะว่า วันนี้แม่จ่าย ห้าพันแปดร้อยบาท (ครึ่งหมื่นอ่ะคุณ) สักห้าร้อยคงเป็นค่าโวทาเรลอีมัลเจลทามือคุณหมอก๊าก ๆ ทำไงได้อ่ะ ฟันคุดซี่บนมันรักเรามาก ไม่อยากจากเราไป มันเลยติดเหนียวแน่นขนาดนั้น (บ้าที่สุด) แต่ซี่ล่างนี่ กึ๊กเดียว หลุดเลย
    ๓. ๑ อาทิตย์ตัดไหม เสาร์หน้าเราต้องออกจากบ้านอีกเหรอเนี่ย แต่ก็ดี จะได้ไปหาไรอร่อย ๆ กิน อาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์เราคงผอมแห้ง เพราะเราปากระบม จนไม่กล้าถ่ายรูปมาฝาก
    ๔. รูปฟัน เราจะเอามาให้ดูวันหลังนะ ขี้เกียจถ่าย ก็อีซี่บน มันกระแดะมีสี่ราก แล้วตอนแอกซ์เรย์ มันเรียงตัวสวยงามมากจนหมอดูไม่ออกอ่ะ เขาถึงไม่รู้ว่าต้องดึงด้วยเครื่องมือไหน รู้ไหม ลิ้นเราแตกและคาดว่าหลอดอาหารตอนต้นคงอักเสบมาก เพราะเรากลืนน้ำลายแล้วปวดมาก (กลืนน้ำลายแล้วปวดนี่จบกันเลย)
    ๕. เราต้องใช้หลอดดูดข้าวต้มหมูใส่เต้าหูไข่ เอาหลอดจิ้มเต้าหู้ไข่เหมือนดูดเจเล่ไลท์เลย ขอขอบคุณคนคิดไอเดียวิธีการกินเจเล่ไลท์ ไม่งั้นเราคงกินไรไม่ได้ เราอ้าปากไม่ได้
    ๖. เออ ถ้าคุณผ่าฟันคุดแล้วหมอย้ำให้กินยา ขอบอกว่า นั่นคือสัญญาณอันตรายจริง ๆ เพราะคราวก่อนหมอไม่ย้ำ และไม่ปวดเท่านี้ ในช่วงสองชั่วโมงที่ยาชายังทำงาน เราไม่รู้ตัวเลยค่ะว่ามันจะปวดขนาดนี้ (ช่วงนั้นเรายังไปเดินชอปอุปกรณ์ทำงานกราฟฟิกอยู่ที่บีทูเอสที่เซนทรัลบางนาได้สบาย ๆ เลย) แต่พอเลยสองชั่วโมง เชื่อไหม มันปวด ปวดมาก ปวดจนเราร้องไห้ (เริ่มปวดตั้งแต่ในแท็กซี่ - ทำให้เราอดไปเดินตลาดนัดในหมู่ล้านกับแม่เลย อยากไปตลาดนัดอ่ะ พรุ่งนี้ค่อยไปแล้วกัน ไม่ได้ไปมาหลายอาทิตย์แล้ว ขี้เกียจเดิน) และที่บอกตอนแรกว่าเราปกติดี เพราะจะบอกว่า มันปวดมาก ปวดจนไข้ขึ้น พอดีเราเป็นสัตว์เลือดเย็นอ่ะนะคะ ถ้าอยู่ในที่เย็น ๆ เช่น รถแท็กซี่แอร์เย็น ๆ อุณหภูมิเราก็จะเย็นตามนั้น (เป็นคนมือเท้าเย็น เลือดน้อย มันไม่หาย ออกกำลังก็ยังไม่หาย เลยชอบกินเลือดหมู เลือดจะได้เยอะ ๆ ก๊าก...) พอมันอักเสบที่ปาก มันก็จี๊ดขึ้นหัวเลยค่ะ หัวนี้ลุกเป็นไฟเลย แต่ตัวเย็น สรุป เราคลั่งค่ะ แล้วก็ปวดหูขวามาก ตอนกินยานี่ทรมานมาก เพราะปกติเรากลืนยาไม่ได้ค่ะ เราต้องอมจนมันละลาย (ฝึกแล้ว แต่ไม่ได้ แม้แต่โรมิล่า=ยาแก้ไขเม็ดสีเหลือง) เคยกลืนได้แต่นั่นคือความบังเอิญก๊าก (พอดีเด็ก ๆ เราไม่ค่อยป่วยแบบต้องกินยาเม็ดอ่ะค่ะ มากินยาเอาตอนแก่แล้ว เลยกลัวยาติดคอตาย) แต่วันนี้อมก็ไม่ไหวค่ะ ยาหมอะลายยากมากเลย มันเคลือบหนา จะใช้ฟันอีกข้างกัดให้แตก ก็ดันปวดลามไปทั้งปาก + กัดไม่ลงด้วย เพราะติดผ้ากอซของข้างขวา ฟันมันขบลงมาได้ไม่สุดอ่ะค่ะ จะเอาผ้ากอซออก ก็ดันเพิ่งเอาออกตะกี้ก่อนกินยา ซึ่งจะเอาออกบ่อย ๆ ก็ไม่ไหวค่ะ มันปวดมาก ตอนผ้าแยกออกจากแผลเนี่ย เหนือคำบรรยาย สุดท้าย เราเอายาละลายน้ำ เอาหลอดดูเลยค่ะ - อีนี่ อนาถาจริง ๆ เออ ฟันหน้าเราไม่ใช้กัดของแข็งนะคะ เพราะว่าขี้เกียจไปซ่อมอีก ครั้งก่อนกัดก้ามปู ซ่อมไปตั้งสามซี่ ซึ่ละแปดร้อย ยังจำได้ไม่ลืมเลยค่ะ) ไม่ใช่เรื่องตลกค่ะ เรื่องจริง ใครจะว่าเราบ้า หรือโอเวอร์ก็ว่าตามสบายนะคะ เพราะเราคิดว่าถ้ามันลำบากนักก็ไม่ต้องพยายามหรอกค่ะ (ทั้งที่รู้ว่า ยาบางอย่างเนี่ย ถ้ารอให้ละลายในปากมันอาจจะเป็นอันตรายกับอวัยวะต่าง ๆ ระหว่างทางเดินอาหารได้)
    ๗. หลังจากเราดื่มยาดื่มข้าวแล้ว (ไม่อิ่ม แต่กินไม่ไหว) เราก็นอนสลบไปสี่ชั่วโมง จนตะกี้สี่ทุ่มเพิ่งตื่นมาอาบน้ำ และเห็นป๋าเล่นเน็ตอยู่แล้วกำลังจะเลิกเล่น เราเลยขอมาเช็คเมลหน่อย เพราะคาดว่าต้องมีผู้ชายหล่อ ๆ ส่งเพลงมาให้ฟัง แล้วก็มีจริง ๆ ด้วย หุ ๆ ชอบ ๆ เพลงเท่มาก เมื่อวานลองไปหาฟังในยูตูบแล้ว แต่ได้ไฟล์มาก็ดี จะได้เอาใส่มือถือ เอาไว้เปิดตอนเต้นแอโรบิกหน้าบ้าน
    ๘. สุดท้ายก็เลยมาบ่นให้ฟังดีกว่า กลัวหลายวันแล้วจะลืมเรื่องฟันคุดสุดทรมาน
    ๙. คำเตือน การผ่าฟันคุด ไม่ใช่เรื่องตลก เพราะนอกจะเสียฟัน เสียเงิน เสียเวลาอ้าปาก ขวัญเสียกลัวเครื่องมือหมอทำฟันซี่อื่นหัก แล้วยังโคตรทรมาน ใครบ้าไปถอนทีสี่ซีก ถ้าไม่โอดโอยก็ไม่น่าจะใช่คนแล้วค่ะ ครั้งก่อนว่าปวดแล้ว ครั้งนี้ปวดกว่ามาก ๆ ทำให้เรานึกไปถึงคนที่ถูกทำร้ายร่างกายเช่น โดนต่อย โดนตบฟันหลุด ปากเบี้ยว ปากบวมนี่ มันคงทรมานมากเลยนะคะ ดังนั้นอย่าทำร้ายกันเลยค่ะ เพราะขนาดเราโดนถอนฟัน แต่สภาพจิตใจยังดีอยู่ เพราะเดินไปให้หมอถอนให้เอง เรายังทรมานขนาดนี้เลยค่ะ ถ้าโดนทำร้ายร่างกายเนี่ย เท่ากับเขาโดนสองเด้ง เพราะว่า ไม่มีใครหรอกใช่ไหมคะ ที่จะอยากถูกทำร้าย เขาต้องทั้งเจ็บใจและเจ็บกาย โอ้ย แค่คิดก็เจ็บมากแล้วค่ะ ขนาดไม่เคยโดนใครทำร้ายร่างกายนะ (อย่ามีแหละดีแล้ว อย่ามาจองเวรจองกรรมกับตูเลย พูดดี ๆ ตูก็กลัวจะตายแล้ว - ดูเอนทรี่เมื่อวานสิคะ แค่เพื่อนเราตามเรา ไม่ได้ทำไรเราเลย เรายังกลัวจนหลอน) อย่ามาตบเราค่ะ แม้เราจะปากหมามาก แค่คุณพูดกับเราตรง ๆ ว่า อีนังแอม เลิกปากหมาเสียที ไม่งั้นมึงตาย เราก็จะเลิกปากหมาค่ะ เพราะถ้าคุณฆ่าเราตาย คุณจะเป็นบาป เราไม่อยากให้คุณบาป ถ้าคุณฆ่าเราตาย เราจะไม่มีชีวิตอยู่ตอบแทนพระคุณพ่อแม่พี่เรา คุณก็จะบาปอีก เพราะถือว่ามาขัดบุญเรา เห็นไหมคะมีแต่บาปกับบาป ที่พูดถึงเรื่องบาป เพราะว่าเราตื่นมา (หลังจากสลบไปเพราะปวดฟัน) เราทันได้ยิน เสียงในละคร เรื่องไรวะ? ที่มีนายสัน สิงขร อ่ะค่ะ ย่าของสัน สิงขร บอกสันว่า ถึงเขาจะเป็นยังไง ก็อย่าไปว่าเขา เพราะยังไงเขาก็เป็นแม่ของสัน อะไรทำนองนี้ จริง ๆ เราเคยได้ยินแบบนี้บ่อยนะคะ แต่เราอยากบอกว่า ณ บางเวลา ละครก็ช่วยให้เราหยุด และคิดอะไร บางอย่าง เราชอบบ่นแม่อ่ะค่ะ วันหลังเราไม่บ่นแล้วดีกว่า เพราะบ่นไปเราก็บาป แม่ก็เสียใจ แม่เสียใจ เราก็บาป โว้ว มีแต่บาปกับบาป ก็ไม่ต้องคิดไรมาก เดี๋ยวก็ลืมแล้ว เพราะเราบ่นแม่ พอไม่กี่วิ เราก็ลืมอยู่ดี จะบ่นทำไม ที่ผ่านมา ถือว่าไม่ไร้ประโยชน์นะคะ อย่างน้อย เราก็ได้แสดงให้คุณเห็นว่า แม่ทุกคนต้องบ่นค่ะ เมียทุกคนก็ต้องบ่นค่ะ เพราะว่าบางที ความรักที่มีมาก ๆ ก็ทำให้เกิดความคาดหวัง และบางทีคุณที่รำคาญคนบ่นน่ะ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาบ่นค่ะ ทุกอย่างมีเหตุ มีผล ทุกอย่างมีสองด้าน มีขาว มีดำ ในคนทุกคน มีดี มีเลว ถ้าเข้าใจและยอมรับ โลกของเราจะไม่มีความวุ่นวายเหมือนทุกวันนี้หรอกค่ะ
     
    ลองพยายามมีน้ำใจให้เพื่อนมนุษย์กันมาก ๆ นะคะ แล้วโลกจะน่าอยู่มากขึ้น
     
    ไปและ ได้เวลากินยาแก้ปวดแล้ว
     
    ปล.ลืม ๆ
    เรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยา ที่ว่า คนอื่น สามารถส่งผลให้อีกคน แสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์บางอย่างออกมาน่ะ ลองอ่านนี่ดูนะคะ บล็อกใหม่เราเอง ก๊าก... อยากโปรโมต และมันเป็นหนังสือที่บอกถึงเรื่องนี้ได้ชัดเจนและอ่านง่าย เราจึงอยากแนะนำ
    กับอีกอย่างนึงคือ ชีวิตนี้เราเลิกกินน้ำอัดลมทุกชนิดได้แล้ว (ยังต้องกินเวลาเข้าสังคม แต่ถ้าเลี่ยงได้ จะไม่กินเลย เพราะเรากินน้ำอัดลมแล้วจะปวดท้องมาก เหมือนท้องจะขาดเป็นเสี่ยง ๆ) เราจึงคิดที่จะเลิกกินขนมห่อ ๆ ค่ะ เลิกแน่ ๆ แล้วไปฝึกทำขนมไทย (แบบไม่หวาน) กินดีกว่า อยากลองทำดู มีไรบ้างว้า ขนมข้าวเกรียบปากหม้อแล้วกัน พูดแล้วอยากกิน ฮือ อดไปอีกหนึ่งอาทิตย์ ฉันจะต้องผอมตายแน่ ๆ ฮือ...
     
    ถ้ามีสะกดผิด โปรดอภัย ไม่เจตนา แต่รีบไปกินยาและจะนอนแล้ว
    August 22

    สิ่งที่เห็น มันอาจไม่เป็นอย่างนั้น - นึกไม่ออกว่าควรชื่ออะไร อาจเขียนไม่จบ ฝนตกหนัก

    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากเขียนมากนานมาก ๆ นานโคตร ๆ นานจริง ๆ แต่เพราะว่า ตัวอย่างที่อยากยกมีที่เป็นคนอื่น (ไม่ใช่เรา) เราจึงไม่กล้าเขียน แต่มาวันนี้คิดว่าเขียนดีกว่า เพราะว่า เราอยากให้คุณ ๆ ได้ทราบว่า "สิ่งที่มองเห็น บางทีมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ว่ามันมีเหตุผลแหละ ว่าทำไมถึงต้องทำให้ใครเข้าใจ ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันเพื่ออะไรกันล่ะ เหอะ ๆ งงกันแล้วล่ะสิ"

    อ่านเถอะ

    เมื่อวานซืน ขณะที่เรากับเอซังเดินออกจากตึก 19 ที่ มศว (มศว ไม่มีจุด ไอ้อีนิสิตมศวคนไหน ใส่จุดนี่ มันน่าจับมาตบกระโหลกสักทีสองทีเลยนะ โทษฐานที่ไม่เคยใส่ใจรายละเอียดของสถาบันเลย - ลองคิดสิ ถ้าใครเรียกชื่อคุณผิด คุณจะโกรธไหม นี่น่ะชื่อ ม แม้ไม่ใช่ชื่อคุณ แต่เป็นชื่อเฉพาะ ควรใส่ใจด้วย ไม่ว่า ม ใดก็ตาม ถ้าเราต้องเขียนถึง ม อื่น เราก็จะระวังเสมอไม่ให้เกิดการสะกดผิดเหมือนกัน เราต้องให้เกียรติทุกที่ เข้าใจไหม!)

    แค่วรรคแรกก็ตีกับคนซะแล้ว จะเล่าจบไหมเนี่ย

    ขณะที่เราเดินออกจากตึก มีผู้ชายคนนึง ซึ่งมันเป็นรุ่นน้อง ป.ตรี ของเอซัง มันเดินมาตัดหน้า แล้วเอซังก็ทักทายว่า "เป็นไง หรือ ดีจะ อะไรทำนองนี้"
    เราก็แหกปากแว๊ด ๆ ใส่เอซังไปว่า "ไปทักมันทำไม" (ทักขณะเดินผ่าน ไม่ได้ถึงกับด่าใส่หน้า แต่เจตนาเราคือต้องการด่าให้มันได้ยิน)
    ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันตกใจ

    คุณผู้อ่านคงคิดแล้วสินะ ว่า แหม อีนังแอมมันคิดว่าตัวเองมาจากสวรรค์หรือไง เที่ยวพิพากษาชาวบ้านไปทั่ว
    ไม่ใช่หรอกค่ะ เรารู้ตัว ว่าเรามาจากดินเนี่ยแหละค่ะ และไม่ได้พิพากษามันด้วย เราแค่ต้องการจะทำให้ไอ้คนนั้นมันตื่นสักที หลังจากที่มันฝันอะไรของมันคนเดียว-มานานมากแล้ว

    เรื่องมันมีอยู่ว่า
    ผู้ชายคนนี้เป็นรุ่นน้องของเอซัง ที่ดูท่าว่าจะชอบเอซัง แต่ความชอบของมัน ออกจะแปลกประหลาด โดยแรก ๆ เราก็เห็นว่า เออ คงไม่ได้อะไรนัก เนื่องจากรุ่นน้องเอซัง ก็คือรุ่นเดียวกันกับเรา มันก็เพื่อนเรา แต่หลังจากที่จบ ป.ตรี เราพบว่ามันเป็นลางหลอกหลอนอะไรบางอย่าง ซึ่งจริง ๆ เอก็คงรู้มานานแล้ว แต่เอไม่ได้บอกเรา จนเราสังเกตเองได้ และภายหลังเอถึงเล่า ว่า ไอ้บ้าเนี่ย มันชอบเดินตาม หรือบางทีก็เดินมาดักรอ แล้วพอเอเดินไปถึง มันก็จะออกมาจากมุมตึก แล้วเดินคุยไปตลอดทางไปตึก อะไรทำนองนี้ ซึ่งฟังดูอาจโรแมนติก (ชิบหาย) แต่ในความจริงแล้ว มันไม่โรแมนติกโว้ย มันหลอน เนื่องจากถ้าเป็นนาน ๆ ทีก็ไม่เท่าไร แต่ไอ้บ้านี่มันแสดงพฤติกรรมนี้ทุกวัน เราเคยเห็นจนต้องถามเอเลยว่า "เฮ้ย ไอ้นี่มันไม่มีบ้านไม่มีช่องเหรอไง หรือมันหลงทาง ตะกี้ก็เพิ่งเห็น แล้วมันจะเดินไปเดินมาทำไมของมันนักหนา" และภายหลังรู้ถึงพฤติกรรมของมันไง วันนึงขณะเดินออกจากโรงอาหาร เราก็เลยสังเกต และก็เห็นจริง ๆ ว่า มันมาด้อม ๆ มอง ๆ ที่มุมตึก พอเห็นเอกับเราเดินมา มันก็วิ่งไปหลังเสา ธรรมดาเอจะแยกกับเราแล้วเดินไปทางนั้น แต่เนื่องจากเราเห็นมันทำลับ ๆ ล่อ ๆ แล้ว เราจึงบอกเอว่า เฮ้ยเอ อย่าไป ไปอีกทางดีกว่า เชื่อไหมคุณผู้ชมขา ไอ้บ้านี่วิ่งมาเลยค่ะ วิ่งมาแบบไม่ได้มาทักนะ มาหลบ ๆ ตามเสา คือ เราเห็นแล้ว อดไม่ได้เลยค่ะ เรานะแหกปากด่ามันเลยว่า "เฮ้ย คนเรามันก็บ้าเนอะ หน้าด้าน เิดินตามอยู่ได้ หลอนชิบหายเลยว่ะ" ด่าไปลอย ๆ ตอนประมาณ 8 โมงนิด ๆ บริเวณหน้าหอสมุด โดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน เพราะว่าเราหลอน (แทนเอซัง) จริง ๆ การด่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีค่ะ เราอาจถูกฆ่าได้เพราะปากหมา ๆ แต่ว่า ณ ตอนนั้นเราโง่ค่ะ เราคิดอะไรไม่ออก เลยด่าไปก่อน กลัวลืม ?!

    มันไม่เดินตามเลยค่ะ

    หลังจากนั้น มันก็เป็นของมันอย่างนี้ เพียงแต่เราก็ไม่ค่อยเห็นอ่ะค่ะ (ก็มันตามเอ ไม่ได้ตามเรานี่ฟะ)

    พอเอปรึกษาอีก เราแนะนำให้เอทำมุขนี้
    "มุข เดินถือโทรศัพท์ แล้วแกล้ง คุย (พูดคนเดียว) ประมาณว่า ติดสายอยู่ มันจะได้ไม่เดินมาทัก หรือ ถ้ามันจะตีความได้ ก็คือ มันจะเห็นว่า เอยุ่งอยู่ หรือ อาจจะคุยกับแฟนอยู่ - ถ้าคิดได้อย่างนี้ ก็จะได้เลิกยุ่งสักทีไง)"
    เป็นไง มุขเรา เด็ดไหม
    มันก็ธรรมดาอ่ะนะ แต่ว่าได้ผลเหมือนกัน เพราะมันไม่มาทักเอเลย แต่ก็ยังตามอยู่

    เราเห็นพี่สาวสุดสวยของเราแล้ว ก็สมเพชเวทนาเหลือเกิน เคยบอกเอซังไปว่า "เฮ้ย ไมไม่บอกมันไปตรง ๆ เลยวะ ว่า ... กูรำคาญมึงว่ะ เลิกตามกูสักทีเหอะ กูหลอน" - บอกงี้จริง ๆ
    เอซังบอกประมาณว่า "แอม คนเราอยู่ในสังคมเดียวกัน จะพูดอย่างนั้นได้ไง น่าเกลียดตาย" อะไรทำนองนี้
    เราเถียงเลย "น่าเกลียด ก็ยังดีกว่าหลอนว่ะ บางครั้งคนบางคนก็ไม่รู้ตัวเลยว่า การกระทำของมันน่ะ ถือเป็นการ คุกคาม แล้ว ไม่ใช่ชอบหรือเสน่หาแล้ว โคตรน่ากลัว เหมือนพวกโรคจิตเลย"

    ก็ไม่รู้เอซัง แบบว่า เราสองพี่น้อง คล้ายกันมาก แต่บทจะต่าง มันก็ต่างอ่ะ ความคิดมันต่าง
    เรามันพวกมารยาททราม (กับคนที่ควรทราม) พอดีเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบปั้นหน้า มันเมื่อย

    ที่เรากล้าบอกเอซัง ทำไมเราจะไม่เคยทำ มันไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจนักหรอนะคะ แต่จำเป็นต้องเล่า เพราะว่าเราอยากให้คนกลุ่มนั้น ได้รับรู้ว่า พฤติกรรมของเขา มันถือเป็นภัยคุกคามอย่างหนึ่ง

    - สมัย ป.ตรี ปี 1 ถ้าจำไม่ผิด จะมีค่ายหนึ่ง ซึ่งเราเป็น 1 ใน 3 คน ที่ไม่ได้ไปค่ายนั้น เหตุผลที่ไม่ได้ไป คือ เราปวดอึ เราเลยไม่ไป (เหตุผลฟังขึ้นมาก) วันนั้นแบกกระเป๋าเดินทางมาแล้วด้วยนะ แต่สุดท้ายก็บอกเพื่อนว่าไม่ไป แล้วบอกต่อแค่ว่า "รู้สึกป่วยมาก ถ้าไปอาจทำให้พี่ ๆ เดือดร้อน ต้องมาดูแล" (ตอนนั้นเรายังปรับตัวไม่ได้ ย้อนนิดว่าอย่างช่วงประชุมเชียร์ อีนี่จะมีปัญหากว่าทุกคน จนพี่ ๆ ต้องรู้จัก เพราะถือว่าพ่อใหญ่ ก๊าก... ล้อเล่น เอาสรุป ๆ แล้วกันว่า โซต้งโซตัสอะไรน่ะ อย่ามามีกับกูเชียวนะ ถ้าคนที่สั่งกูมันยังไร้ระเบียบวินัย ก็อย่าสะเออะมาสั่งกู การประชุมเชียร์ไม่ใช่เรื่องของการแสดงแสนยานุภาพ หรือการแก้แค้นรุ่นพี่ - แต่เสือกมาลงกับรุ่นน้อง >ขออภัยจริง ๆ ค่ะ เอนทรี่นี้หยาบคายมาก ๆ เลย แต่ขอจริง ๆ ถ้าไม่หยาบมันจะไม่ตรงกับที่คิดตอนนั้นอ่ะค่ะ คือตอนนั้นคิดงี้จริง ๆ /// ปกติเราไม่พูดหยาบคายค่ะ ไม่พูดแต่เขียน ก๊่าก...) และการที่เราไม่ได้ไปค่ายนั้นนั่นเอง ทำให้เราไม่รู้ว่า เพื่อนในเอกมีคนมีเรื่องกัน (คนที่ไปทุกคนเขารู้หมดเลยไงว่าใครมีปัญหากับใคร) พออีนี่ไม่รู้ แล้วก็ไม่มีคนบอกอีนี่ อีนี่ก็อยู่ไปตามปกติ แต่รู้สึกแปลก ๆ หน่อย ๆ ว่า เอ๊ะ ทำไมวันนี้ ไอ้เพื่อนผู้ชายคนนี้ มันตามกูจังเลยวะแม่ง ตามทุกฝีก้าว ตามทุกตึก ทุกห้อง รวมถึงห้องน้ำ!!! จนเราออกมาจากห้องน้ำแล้ว พบว่ามันนั่งรออยู่หน้าห้องน้ำแหละ เราถึงกับกรี๊ด (ในใจ) แล้วพูดกับมันอย่างสุภาพสุด ๆ ว่า "เอ่อ คุณคะ ไม่มีอะไรทำหรือคะ มาเดินตามเราอยู่ได้ จะไปไหนก็ไปเถอะ เราจะไปแล้ว" (ในใจคิดว่า กูจะไปตามทางของกูแล้ว อย่าตามมานะมึง ไม่งั้นมีเรื่องแน่ กูรำคาญ)

    เพื่อนเรามันก็เอ่อ ๆ อะไรของมัน แต่อีนี่ไม่ไหวค่ะ อีนี่แจ้นเลย เพราะว่าเพื่อนซี้ 2 คนมาพอดี ก็เผ่นสิคะ อยู่ทำไมให้มันตาม หลอนโว้ยหลอน จนเราถามเพื่อน 2 คนของเราแหละค่ะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพื่อนก็เล่า แต่ว่าเล่าแบบไม่ค่อยชัด (ไม่แน่ใจว่าเขาห้ามมาพูดต่อ หรือว่าัมันเองก็ไม่รู้รายละเอียด แต่ที่รู้คือเรารู้แล้วว่าใครมีเรื่องกับใคร - ก็ไอ้ผู้ชายคนนี้กับเพื่อนเราผูหญิงคนนึง ซึ่งมันเรื่องของเขา เราก็จำไม่ได้) แต่ที่ชัด ๆ หลังจากวันนั้น คือ เราไม่คุย ไม่ยุ่งกับไอ้เพื่อนผู้ชายคนนั้นเลย เพราะว่า เราหลอนค่ะ เราว่าเขาคุกคาม (คือเรื่องจริง ๆ มันน่ากลัวนะคะ ขนาดพูดงั้นไปแล้ว มันก็ยังตาม ยังทำมาแบบบังเอิญเจอ มีอีเมลมาด้วย มาแบบว่า "แอมครับ ผมทำอะไรผิดเหรอครับ บอกผมทีนะครับ" ทำนองนี้ เราก็ตอบไปว่า "คุณไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกค่ะ เพียงแต่เรากลัวคุณอ่ะค่ะ ไม่ต้องตามเราก็ได้นะคะ ตามคนอื่นบ้างก็ได้")  เราไม่คุยไม่เจรจากับมัน มีหลายคนว่าเราใจร้าย (อ้าว อีคนที่ว่ากู-มาลองเป็นกูดูไหมล่ะ ให้มันตามมึงแทน-มึงเอาไหมล่ะ ดีแต่ว่ากู คิดสิคิด กูก็คนนะ มีสิทธิในการตัดสินใจชีวิต ตนเอง - คือเราไม่คุยกับมัน แต่เรื่องงาน เรื่องของเอก ของคณะ เราก็ยังบอก แจกจ่าย ทั่วถึง ไม่ลำเอียงนะ เพียงแต่ขอเถอะ ขออย่ามาทำให้กูหนักใจ อย่ามาคุกคาม ณ ตอนนั้น เรามีคำคำนึง ที่คนทั้งเอกจะฮามาก นั่นคือคำว่า "ไอ้...(ชื่อมัน)...มันไม่มีจุดยืน" จนพี่เมย์เพื่อนป้าเอ เอาไปเรียกตอนคุยกันเองในกลุ่มเพื่อนเอว่า คุณสแตนดิ้งพอยต์ ก๊าก... มันไม่มีจุดยืนครับพี่ ต้องเรียกมันว่า คุณโนสแตนดิ้งพอยต์ สิ ถึงจะถูก - โนสแตนดิ้งพอยต์ เราตกภาษาอังกฤษ จึงคิดได้แค่นี้ ก๊าก...)

    เห็นใจเพื่อนคนนี้มันเหมือนกันนะคะ เพราะว่าัมันเป็นความบกพร่องทางบุคลิกภาพอ่ะค่ะ จึงทำให้ใคร ๆ มักเห็นมันเป็นตัวตลก แต่อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าเรามีจุดยืน ไม่คุยกับมัน แต่ก็ไม่ได้ลำเอียงเรื่องงาน คุยเรื่องงานได้ (เวลามีปัญหา ขอให้มีให้ตรงจุดค่ะ เราเกลียดมากเลย เวลาเห็นคนบางคนมีปัญหากับบางคน แค่ไม่ชอบบางพฤติกรรม แต่กลับใช้วิธี แบน (ban) คนนั้นไปเลยเนี่ย เวลาเราเห็นใครทำ เราจะไม่ชอบ แม้จะไม่ด่า //เพราะบางทีก็ด่าไม่ได้// แต่เราจะจดจำไว้ว่า คนคนนั้น "ใจแคบ" และไม่มีความเป็นนักพัฒนา

    โกรธเกลียดเกิดกันได้ทุกคนค่ะ แต่ยังไงต้องคำนึงถึงส่วนรวมด้วย ถ้าแบนเขาแล้วส่งผลต่องาน คนที่แบนเขาก็เท่ากับมีพฤติกรรมที่ดูแย่ไม่แพ้กันค่ะ

    ต่อ ๆ

    นี่แหละ ทำให้เราลองแนะเอซัง ให้ทำแบบเราไง อีกอย่างไอ้รุ่นน้องเอน่ะ มันไม่ได้เรียนอะไรแบบเอแล้ว ก็แทบจะไม่มีอะไรต้องติดต่อกันแล้ว จะได้ไม่ต้องคอยแสดงท่าโทรศัพท์ ให้เหนื่อย (ต้องคิดบทพูดอีก เฟก ไม่สนุกเลยนะ ลำบากทั้งกายและใจ) ก๊าก...

    แต่สุดท้ายเอซัง เขาจะจัดการไง ก็เรื่องของเขาแหละ เราทำได้แค่เสนอมุขให้เอาไปใช้

    หรือเอซังจะยังคงใช้มุขเดินพูดโทรศัพท์ (จริง ๆ แล้วพูดคนเดียว) อย่างนี้ต่อไป ก็เรื่องของเขา

    เราไม่สงวนลิขสิทธิ์ความคิดนะคะ เพราะเชื่อว่า มุขนี้น่ะมีคนคิดได้ตั้งแต่มีโทรศัพท์มือถือเกิดขึ้นบนโลกแล้ว จึงถือเป็นมุขสาธารณะ ก๊าก...

    จะงงไหมเนี่ย สรุปอีกทีว่า
    สิ่งที่เห็น มันอาจไม่เป็นอย่างนั้น = เอซังคุยโทรศัพท์ จริงแล้วเขาไม่ได้กำลังติดสาย แต่ว่าเป็นสัญญาณบอกว่า อย่ารบกวน + ฉันไม่ต้องการคุยกับแก แกกำลังคุกคามฉัน ฉันไม่ได้ชอบแก แกฝันอะไรของแกอยู่ ตื่นโว้ยตื่น ตื่นได้แล้ว ตะวันแยงตูดแล้ว - ไอ้แอมพากษ์ล้วน ๆ

    คุณผู้ชายท่านใด ชอบสะกดรอย ทำเหมือนเป็นเป็นนักสืบ หรือชอบเล่นมุข "บังเอิญเจอกันอีกแล้วนะครับ" น่ะ ถ้าเจอมุขโทรศัพท์ ก็รีบ ๆ ตื่นได้แล้วนะคะ
    ถ้าผู้หญิงเขามีใจบ้าง เขาก็จะชวนพูดชวนคุยมาให้คุณพอมีความหวังแหละค่ะ ไม่ใช่หนีแบบนี้ - เอ๊ะ หรือเอซังจะไปชวนมันพูดคุยบ่อย ๆ มันเลยยังมีความหวัง เฮ้อ พี่กู อัธยาศัยดีเกินเหตุแหง่ ๆ ไม่เหมือนเราค่ะ ถ้าเราไม่ชอบใคร เราจะไม่ชวนมันคุยเลย ถ้ามันคุยมา เราก็จะไม่คุยเช่นกัน หาทางปฏิเสธมันไปเรื่อย ๆ และอีกด้านหนึ่งคือถ้าใครที่เราชวนคุย ไม่ยอมคุยกับเรา (อย่างที่ดูไม่มีเหตุผลนัก) เราก็จะไม่คุยกับมันอีกค่ะ เพราะเราไม่อยากถูกมองว่าไปคุกคามใคร!
    ---

    ยังมีหลายเรื่องนะคะ ที่คนเราเลือกที่จะใช้แสดงออกมาให้คนเห็น แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ดังนั้นถ้าอยากรู้อะไร ก็ ถามเหอะ ซักเหอะ ถามสักคำ ฉันจะได้ตอบ Note (หรือ ถามสักคำ ฉันจะได้ด่า ก๊าก...)
    ไปนอนดีกว่าพรุ่งนี้จะไปถอนฟันคุดอีกด้าน (คาดว่าฟันคุดเพราะเหงือกบวมไม่หายเลย) หลังจากที่ฝ่าด้านหนึ่งไปเมื่อปีที่แล้ว ตังค์ ๆ โว้ว งานการไม่ได้เลย ช่วงนี้มีแต่โพสต์บล็อกกับเก็บงานทีละเล็ก ๆ ยังไม่เสร็จเป็นโปรเจ็ก ๆ

    ฝนหยุดตกแล้วค่ะ อะไรวะ ว่าจะเขียนแป๊บเดียว ดันเขียนตั้งชั่วโมงนึง
    August 12

    "วันแม่ วันแม่ วันแม่ วันแม่ วันแม่ วันแม่ วันแม่"

    ตั้งชื่อ วันแม่ 7 คำ
    เพราะว่า 1 สัปดาห์มี 7 วัน ก็เป็นวันแม่ได้ทั้ง 7 วันแหละ เอิ๊ก ๆ

    วันนี้วันแม่แห่งชาติ

    ไปบ้านอาม่ามา เหมือนทุกปที่ถ้าไม่ไปหาอาม่าก็ต้องไปหาย่า ไปหาแม่ของแม่กับป๋า (เหมือนวันพ่อแห่งชาติที่ต้องไปหา อากงหรือไม่ก็ไปหาปู่ เอิ๊ก ๆ)

    พอคนเราโตขึ้น มีชีวิตเป็นของตัวเอง (กว่าตอนเด็ก) มีครอบครัวเป็นของตัวเอง คนเราก็จะอยู่ดูแลครอบครัว ดังนั้นคงจะมีแต่วันหยุดเทศกาลต่าง ๆ เท่านั้น ที่คนเราจะได้กลับไปหาแม่กับพ่อ
    (ต่อไม่ถูก เอาว่าจะบอกแค่นี้แล้วกัน)

    เปลี่ยนเรื่องเลย
    เมื่อวานนี้ ประมาณ 6 โมงเย็น ขณะกินข้าวที่เซนทรัลบางนา เอซังชี้ให้เราดูเด็กคนนึง อายุประมาณ 4 - 5 ขวบ (เด็กหันหลังอยู่) แล้ว
    เอก็ถามว่า : "แอม น่าจะเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงอ่ะ"
    เราก็ตอบทันทีว่า : "เด็กผู้หญิง" (ก็เห็นเป็นเด็กผู้หญิง ถ้าเราตอบว่าเด็กผู้ชาย เราก็บ้าแล้ว)
    เอซัง : "เหรอ"
    ถามทำไมไม่รู้ แล้วก็เงียบ
    เราเลยพูดว่า : "อยากมีลูกว่ะ"
    เอหันขวับกลับมาพูดว่า : "มีปัญญาดูแลเหรอ ดูแลแม่ให้ได้ก่อนเถอะ"
    เรา - "?!#$%^&*+_."
    เสียงเอซังดังลูป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อยู่ในหัวกบาล
    เราก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าคำพูดของเรานั้น ออกมาจากการที่ผีเจาะปากมาพูดหรืออะไรบางอย่างสั่งให้พูด แต่ทว่า คำพูดเอซังอ่ะ ชัดเลย โคตรชัดเลย ชัดสุด ๆ


    เอนทรี่เมื่อวานน่ะ เขียนหลังจากที่เจอเรื่องนี้นะ

    และก็เอนทรี่เมื่อวานน่ะ เรายังบ่นแม่เราอยู่เลย เพราะแม่บ่นเราก่อนอ่ะ ตอนนี้แม่เขาอยู่ในช่วงวัยทอง หงุดหงิด (มาก....................) และมีอาการทางร่างกายที่ชัด ๆ คือ น้ำในหูไม่เท่ากัน ขี้บ่นและพาลมาก ๆ ป๋าจะโดนประจำ เช่น แม่ด่าเราอยู่ (ไม่เกี่ยวกับป๋า) อยู่ดี ๆ ก็จะลามเข้าไปด่าป๋าจนได้ (ก๊าก...)

    ก็งี้แหละ ก็ต้องเข้าใจอ่ะนะ แม่ลูกกัน และ สามีภรรยากัน (ก็คือ) คนในครอบครัวเดียวกัน ตัดไม่ขาดหรอก (แล้วทำไมต้องตัดด้วย เขียนอะไรของมันวะเนี่ย! - นั่นสิ ชอบร่ายจนออกนอกเรื่อง บางทีเราก็งงนะว่าจะต่อยังไง แต่สิ่งนึงคือ เราไม่ชอบกดลบอ่ะ เสียดายที่พิมพ์ไป ก๊าก...)

    เอาว่า...วันนี้วันแม่ เดี๋ยวจะเอาดอกไม้ไปให้แม่ (ขอบอก แปลกดี ส.ค.ปีนี้ ไม่มีคนเอาดอกมะลิปลอมมาขายเราเลย) แต่เราก็ซื้อไว้แล้วแหละ ตั้งแต่ มิ.ย. มีน้องผู้หญิงวัยประถมคนนึงเดินมาขายที่หน้าสหกรณ์ มศว ซึ่งตอนนั้นเราแปลกใจมาก ว่า ?น้องจ๊ะ นี่มันเพิ่ง มิ.ย. เอง ทำไมรีบมาขายจัง? แต่ก็ไม่ได้พูดหรอก เราก็ซื้อมาอย่างเดียวแหละ ซื้อ:ให้กำลังใจเด็ก จริง ๆ คิดว่าจะซื้ออย่างอื่นให้แม่อีก แต่ก็ไม่ได้ซื้อเลย (ดอกนี้เราก็ลืม จนเอซังบอกว่า ขอเอี่ยวด้วยนะ ก๊าก... เพราะเขาเห็นไงว่าเราเก็บไว้ที่กระเป๋าใส่ที่ชาร์ตแบตมือถือเรา ???ดู๊ดู นังแอมมันเลือกที่เก็บ! - "อ้าว ไว้ที่นี่ แม่จะได้ไม่เห็นไงล่ะ")

    วันนี้เฮียย้ง (พี่ชายเรา ศักดิ์เป็นลูกพี่) ซื้อมะลิปลอมในกระเช้าน่ารักมากให้ตั้วอี้ แล้วก็ซื้อดอกมะลิให้ม่าด้วย แต่เรากลับไม่มีอะไรแบบนี้เลยให้ม่าเลย (ดีที่มีดอกที่ซื้อน้องตั้งแต่ มิ.ย.) แต่ยังไงก็ช่างเถอะ เมื่อรู้แล้ว ก็รีบไปเตรียมไว้เลย ปีหน้าจะได้มีกระเช้าใหญ่ ๆ บ้าง 555 (ปีหน้ามันก็ลืมอีก เชื่อดิ - คนอ่านนึกด่า)

    งั้นไม่ต้องซีเรียส ทำตัวดี ๆ ให้แม่ชื่นใจพอแล้ว
    ส่วนเรื่องแม่บ่น แม่ด่า นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ ก็คงเหมือนกับการหายใจแหละ ที่ไม่ว่าจะร้อน จะหนาว จะเจ็บป่วยไข้ จะร้อนในกระหายน้ำ หรือจะสุขสบายดี ยังไง ๆ เราก็ยังหายใจ ไม่มีอะไรให้ต้องเหนื่อย เพราะถ้าวันไหนเราเหนื่อยที่จะต้องหายใจ วันนั้นเราก็...
    ตายนั่นเอง

    ขาดแม่ = ขาดใจ
    อย่าลืมบอกรักแม่นะทุกท่าน

    ไปแล้ว เอิ๊ก ๆ
    ได้เวลาเอาดอกมะลิปลอมไปให้แม่แล้ว ฟี๊ว... ... ... หอมแม่ 2 ที


    ---
    ปล.ช่วงนี้เช็คเมล ทุกจันทร์พุธศุกร์ 3 ทุ่มครึ่ง ไม่ออนเอ็มเลย (คงออนตอนอยู่ห้องเอซังที่ ม เพราะว่าทำงานไม่ค่อยได้) เพราะไม่ว่าง และทำตามกฎเหล็กของเราเองอยู่ (อยู่ในโหมดเคลียร์งาน) บอกทำไมไม่รู้ แค่อยากบอก คือ การบอกมันเท่ากับเป็นสัญญาของเราไงละฟะ แต่ก็นะ ทุกกฎมันก็ต้องมีข้อยกเว้น แต่หลัก ๆ คือตามนี้
    ไฮไฟว์ ใครเกรียน-เราลบ ตะกี้แว๊บไปดู เริ่มเห็นเด็กเกรียนแล้ว ใครไม่รู้ ไม่รู้จัก มันแอดมาตั้งแต่ชาติไหนไม่รู้? สรุปไม่รู้อะไรเลย / อยากเกรียนเกรียนไป ว่างเมื่อไรฉันจะไปเอาออกจากคอนแท็ก เพราะไม่ชอบกินเด็ก! (ไม่ใช่อั้ม ก๊าก...) และไม่ชอบคนที่ไม่รู้กาละเทศะ ให้ไฟว์มาได้ไง Handsome เงี่ยะ ส่งเดชมาก
    August 11

    แล้วเราก็มีปัญหากับงานกลุ่มอีกแล้ว และมันจะยังเป็นอย่างนี้ต่อไป จนกว่าทุกคนจะเลิกโยนขี้ให้คนอื่น

    ไม่ได้มีปัญหากับเพื่อน
     
    แต่ว่าเป็นกับการทำงานกลุ่ม
     
    เราเองก็ชอบงานกลุ่มไม่แพ้ใคร
    เพราะว่าถ้ามันห่วย ก็จะมีคนโดนด่าเป็นเพื่อนกัน (คิดงี้อีก?)
     
    แต่ ในขณะเดียวกันเราก็เกลียดงานกลุ่มมาก ๆ
    เพราะทุกคนจะเข้าใจว่าเราเก่งโคตร พระเจ้าส่งมา หรือเราเป็นเทวดา ทุกคนถึงได้เมินเฉย และเฉื่อยชากันเหลือเกิน (ปล่อยให้เราบ้าอยู่คนเดียว ตั้งแต่เราจำความได้ เหนื่อยนะ แล้วบางทีไม่ช่วยแล้วยังมาหักหน้าเราอีก อยู่กลุ่มเดียวกันป่าวเนี่ย อีนี่หนิ เดี๋ยวแม่ตบดิ้นเลย ปากหมา ชีวิตจริงกล้าตบใครที่ไหนกัน ตัวก็เล็กกว่าชาวบ้าน - เคยเจอกันบ้างป่าวคะ ตอนประชุมไม่ประชุม ตอนเสนอ เราพูดผิด มันซ้ำเติมอีก คนกลุ่มเดียวกันนี่แหละ)
     
    เรามักจะค้นงานตั้งแต่แรก ตั้งแต่ได้รับคำสั่งมา ค้น ๆ  และก็ส่งให้อ่านต่อ หรือประกาศทิ้งไว้ให้เพื่อนกลุ่มอื่นได้ดูด้วย เป็นการกระตุ้นให้ทุกคนรีบทำงาน และหลังจากนั้นก็ปล่อยไปเรื่อย ๆ เราไม่ค่อยจ้ำจี้จำไช เพราะเราก็ไม่ชอบให้ใครมาจ้ำจี้จ้ำไชเราเช่นกัน มันน่ารำคาญและแสดงถึงความไม่ไว้วางใจ ไม่ให้เกียรติและไม่เคารพความเป็นมนุษยชนของเรา (เฉพาะกับเพื่อนนะ แต่บางทีก็มีที่บ้านโดยเฉพาะการทำงานบ้านบางอย่างเนี่ย กะอีแค่ล้างจานก็ต้องมา "กำกับ" จะอะไรนัก เราก็ล้างจานของเรามาสิบกว่าปีแล้ว มันจะอะไรนัก หรือเราแย่งงานแม่! ทำดีก็ด่า ทำไม่ดีก็ด่า หนีไปอยู่ในโอ่งดีไหมเนี่ย ขอโทษ วันนี้อยากบ่น อยากบ่นมาก นอกเรื่องอีกอีนี่ แต่ขอนอกเรื่องหน่อยนะ ถ้าใครพยายามช่วยทำงานบ้าน แล้วมันไม่ได้แย่นัก ขอร้องคุณแม่บ้าน คุณเจ้าของงาน อย่ากำกับนักเลยค่ะ ให้เขาได้เรียนรู้เองบ้างเถอะ เขาจะได้จำได้จนวันตาย ไม่ใช่นู่นก็ต้องบ่น นี่ก็ต้องว่า ต้องคอยมากำกับ กำกับซ้ำซาก มันไม่ได้น่ารำคาญ แต่มันทำให้เหนื่อยใจ เหนื่อยกายไม่ว่า อย่ามาทำให้เหนื่อยใจ!)
     
    เราบอกตรง ๆ เราเข้าใจนะ ที่ทุกคนคิดงี้ ทำงี้ ทุกคนล้วนมีเหตุผล
    กลับเข้าเรื่องเดิม
    และเราเอง จริง ๆ จะทำให้ดีไปเลยก็ทำได้
    แต่เราไม่อยากทำ เพราะว่า เราเคารพในศักยภาพของทุกคน ดังนั้น เราจึงไม่ต้องการทำคนเดียว เด่นคนเดียว เก่งคนเดียว โชว์พาวในงานกลุ่ม เมื่อมันเป็นงานกลุ่ม ทุกคนก็ต้องทำ และถึงทำน้อยทำมาก เราก็จะพยายามทำให้มันเหลื่อมล้ำเบียดบังกันน้อยที่สุด เพราะว่าเราไม่ชอบเอาเปรียบใคร และในขณะเดียวกันเราก็ไม่ชอบให้ใครเอาเปรียบเรา - งานกลุ่ม ไม่มีคำว่าน้ำใจ มีแต่คำว่า รับผิดชอบร่วมกัน ดีก็ดีด้วยกัน เลวก็เลวด้วยกัน ยกเว้นว่ามันไม่ไหวจริง ๆ มันอาจมีข้อยกเว้น แต่กรณีนี้จะไม่เป็นกับงานของเรา (งานที่เราต้องไปทำ) คือเราไม่มีทางให้มันล่มสลายไปต่อหน้าต่อตาแน่ ๆ ถ้ามันไม่ถึงที่สุดจริง ๆ
     
    แต่
     
    เราอยากบอกว่า มีคนโดนฤทธิ์ของเราไปเรียบร้อยแล้ว
    คือ เราไปรับงานมาไง
    เป็นงานที่ได้เงินด้วย
    แต่สุดท้ายเราก็ไม่รับเงิน
    และไม่มีงานให้เขาด้วยเช่นกัน
    เพราะว่าเราไม่เข้าใจงาน ถึงขั้นที่จะสังเคราะห์งานได้
    เราทำไม่ได้เนื่องจากข้อตกลงที่ให้ ไม่เป็นไปตามนั้น (ตกลงกันไม่ชัดเองด้วย)
    เรานึกว่า เราต้องทำแค่จัดแต่งเท่านั้น
    กลายเป็นเราต้องหาข้อมูลเองด้วย (ซึ่งข้อมูลเป็นข้อมูลเฉพาะ มั่วไม่ได้ มันมีหลักสูตร ซึ่งเราไม่รู้ข้อมูลนั้น มันไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ ตามไหล่ทาง หรือกูเกิล)
    ดังนั้นเราจึงตัดสินใจ "ไม่ทำเลย" แต่พิมพ์บางส่วนที่มี และช่วยตามสั่ง แบบว่าหวังไถ่บาป ซึ่งคงไถ่ไม่ได้หรอก ช่วยไปงั้นแหละ รู้สึกผิดก็เท่านั้น
    นี่คือผลจากการที่ทางนั้นเขาไว้ใจเรามากเกินไป และคงคิดว่าเราเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย เก่ง ฉลาด เลิศ หรู อลังการดาวล้านดวง
    ป่านนี้เขาคงเข็ดไปอีกนาน
     
    บอกตรง ๆ เราก็รู้สึกผิดมากนะ แต่ทำไงได้อ่ะ
    เราก็มีเวลาโง่เหมือนกัน (จริง ๆ น่าจะโง่บ่อย ๆ ด้วย เพียงแต่คนเขามักจะเห็นตอนที่ไม่โง่ ถ้าอ่านบล็อกนี้มาตลอด จะเห็นความโง่ของเรา ครั้งแล้วครั้งเล่า โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า)
    ถ้าสั่งงานแบบโยนขี้แบบนี้ เราก็ไม่ทำหรอกค่ะ
    เราผิดเอง ที่ไม่เช็คข้อมูลที่ได้มา (ซอส) ตั้งแต่ต่อหน้าเขา  
    ถ้าเราเช็คตอนนั้น เราคงไม่รับงานค่ะ เพราะว่าจริง ๆ เราก็ตะขิดตะขวงใจมาก แต่ว่าเกรงใจไงเลยรับ ๆ ไป (อยากช่วย เพราะว่าเขาทำงานไม่ทัน)
    บทเรียนนี้ ยิ่งใหญ่มาก ต่อไปเราจะรับงานด้วยความระมัดระวังให้มากกว่านี้ เพราะไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก มันเสียชื่อและเสียความรู้สึกทั้งสองฝ่าย
     
    สรุป งานกลุ่มไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่ถ้าคุณต้องทำงานกลุ่ม กรุณารับผิดชอบต่อกลุ่มด้วย อย่าโยนขี้! เพราะถ้าดีเราจะดีด้วยกัน ถ้าเลวเราก็จะเลวด้วยกัน จำไว้!
     
    สั่งงานแบบโยนขี้ ในความคิดของเรานั้นแปลว่า สั่งงานส่งเดช ไม่พูดชัด ๆ ไม่มีสัญญา ตกลงปากเปล่า หรือถึงมีสัญญา ก็เป็นสัญญาที่ไม่ชัดเจน ดิ้นไปมาได้ ไอ้คนรับงาน ก็มีแต่ซวย ถ้ากลัวมากก็ต้องทำตาย ทำมากกว่าที่ได้ ทำแล้วขาดทุน ทำไม่จบไม่สิ้น หรือถ้าไม่กลัวก็จะออกมาแบบเราคือไม่ทำงานนั้นเลย
    โยนขี้นั้นมีนิยามเยอะค่ะ สุดแล้วแต่เรื่อง การโบ้ยความเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องไม่ดี) ให้กับคนอื่น ก็ถือเป็นการโยนขี้เช่นเดียวกัน 
    ถ้าคุณเป็นคนดี พลเมืองดี หรือมีความเป็นคน กรุณาอย่าโยนขี้ค่ะ เพราะมันทุเรศ
    August 04

    ค่าของคนคนนึงมันน้อยขนาดนั้นเลยหรือ?

    ไอ้เด็กที่ฆ่าคนขับแท็กซี่ มันเป็นคนหรือเปล่า
     
    มันมีเงื่อนงำอะไรหรือเปล่า
     
    มันติดเกมจริงหรือเปล่า
     
    แล้วการฆ่าคนน่ะ เป็นสิ่งที่สมควรทำมากเลยเหรอ??? (กูประชด อย่ามาควาย)
     
    ชีวิตของคนคนนึงมีค่าน้อยขนาดที่ใครอยากฆ่าแกงก็ได้เชียวหรือ แถมเป็นการฆ่าโดยที่ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรกันมาก่อนด้วย ถ้ามันไม่เจอคนขับแท็กซี่คนนั้น ลองคิดดูว่า ใครกันที่จะต้องกลายเป็นศพ ตัวคุณเอง? พ่อของคุณ? พี่ของคุณ? น้องของคุณ? น้าของคุณ? อาของคุณ? ลุงของคุณ? เพื่อนของคุณ? แฟนของคุณ? 
     
    คนทุกคนในโลกล้วนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ทำไมมันถึงเลือกที่จะสัมพันธ์กับคนอื่นแบบเป็นผู้ล่า มันคิดว่ามันเป็นใคร ไอ้เด็กอายุไม่บรรลุนิติภาวะคนนั้น มันคิดว่ามันเป็นพระเจ้าหรือไง (ขออภัยค่ะ ไม่ได้หมายถึงสิ่งเคารพ แต่หมายถึง มันคิดว่ามันมีอำนาจครองโลกหรืออย่างไร) มันถึงได้ไปพิพากษาชีวิตของคนคนนึง คนที่ทำงานสุจริต คนที่เป็นสามี คนที่เป็นพ่อ คนที่มีภาระต้องดูแลครอบครัว มันทำให้เขาตาย 
     
    เราอยากรู้ ว่าได้เด็กคนนี้ มันเป็นคนหรือเป็นปีศาจ หรือถ้ามันเป็นโรคจิต ทำไมคนโรคจิตฆ่าคนแล้วถือว่าไม่ผิด ถ้าไม่ผิด ทำไมไม่ฆ่าคนโรคจิตให้มันตายตามคนที่มันฆ่าไปเลยล่ะ เราไม่เข้าใจคนเขียนกฎเลยจริง ๆ (เคยสงสัยกันบ้างไหม ช่างเถอะ มันนอกประเด็นที่อยากเล่าแล้ว)
     
    มาต่อที่เรื่องเกม
     
    เกมที่ไอ้เด็กเลว ๆ คนนั้นมันเล่น คือ เกมห่าเหว อะไร เราไม่ทราบ เพราะเราเกลียดการเล่นเกม มาตั้งแต่จำความได้ (อย่ามาเกรียน กูเกลียดกูก็ไม่ได้บอกว่ามึงต้องเกลียด มึงชอบก็เรื่องของมึง แต่กูเกลียดอ่ะ จะทำไม ไอ้พวกเกรียนที่บ้าเกม) แต่มันส่งผลแน่ ๆ ถึงมันไม่อ้าง การที่คนคนนึงสามารถฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น ถ้าไม่เกม ก็ต้องหนัง ถ้าไม่หนังก็ต้องเป็นสันดานเดิมของมัน
     
    เกมดี ๆ มึงไม่มีปัญญาหามาเล่นเหรอ ถ้าชอบความรุนแรง กูว่ามึงไปถลกหนังควายทำกระเป๋าหนังขาย หรือไปไถนาแทนควาย หรือไปทำงานใช้แรง น่าจะเป็นประโยชน์กับมวลชน และน่าชื่นชมน่านับถือกว่าการเล่นเกมเยอะเลย กูว่ากรรมกรยังน่านับถือกว่าคนที่เล่นเกมที่มีลักษณะรุนแรงอย่างที่พวกมึงเป็นอยู่เสียอีก
     
    เราเคยด่าคนพวกเล่นเกมไว้เมื่อไม่นานมานี้ (ตอนที่มีข่าวไอ้บ้าคนมันขับสิบล้อชนคน+แทงคนตาย ที่ญี่ปุ่นน่ะ) อ่านได้ที่นี่  http://pranitee.spaces.live.com/blog/cns!AB6726A4E825D390!2083.entry
     
    เราจะมาย้อนว่าเกมดี ๆ ที่เราพูดถึงคืออะไร
    เราชอบเล่นเตอร์ติส (มันสะกดยังไงวะ เกมต่ออิฐน่ะ - หาแล้ว ดูจากในมือถือ มันสะกดงี้เหรอเนี่ย tetris แล้วจริง ๆ มันอ่านว่าไรวะ เท-ทริส เหรอ พระเจ้าฉันเรียกมันผิดมาสิบกว่าปี) มันเป็นเกมธรรมดาเกมหนึ่ง ที่เราจะต้องวางอิฐรูปร่างแตกต่างกัน ให้มันเรียงอยู่จนครบแถว มันถึงจะตัดแถวนั้นไป แล้วคนเล่นก็จะได้คะแนนด้วย เราเปรียบก้อนอิฐเหมือนกับปัญหาในชีวิตประจำวัน (ปัญหาเรื่องคน เรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องแฟน เรื่องความวัวไม่ทันหายความควายก็มาแทรก) ถ้าคุณจัดการได้ดี คุณวางก้อนอิฐมันลงถูกที่ คุณก็จะมีชีวิตต่อไปได้ (ไม่ตาย เกมไม่โอเวอร์) แต่ถ้าคุณโลภมาก กระแดะสร้างปัญหาให้มันสุมสูง โดยหวังว่าจะล้มล้างได้ทีละเยอะ ๆ นั้น หากคุณไม่สามารถบริหารได้ คุณก็จะตายไวมาก หรือพวกที่อีโกสูง เล่นเร็ว ๆ กดก้อนอิฐลง ๆ มาเรื่อย ๆ โดยไม่คิดไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อนว่าควรวางตรงไหน (ที่วางแล้วจะเป็นประโยชน์ วางไปแล้วจะดี หรือรู้ตัวว่าอะไรควรทำ/อะไรไม่ควรทำ) เหมือนไอ้เด็กเลวคนนั้นน่ะ ชีวิตของคุณก็จะตายไวเช่นกัน (ตายทั้งเป็น หมดอนาคต ถึงแม้มันจะไม่ได้สำนึกในความเลวของตัวเองเลยก็ตาม แต่มันก็ไม่น่าจะอยู่อย่างภาคภูมิใจได้อีก เพราะแค่สิ่งที่ควรทำกับไม่ควรทำยังแยกแยะไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วนะ - ถ้าใครรู้จักเรา จะรู้ว่าเราเชื่อในหลักมนุษยนิยม และเราไม่น่าจะพูดอะไรแบบนี้ แต่สำหรับกรณีนี้ เราคิดว่า มันสมควรแล้ว เพราะว่าพฤติกรรมของมัน ไม่ใช่พฤติกรรมของมนุษย์แล้ว)
     
    เรายังคงหลงไหลในเกมต่ออิฐ และยังคงต้องการดำเนินชีวิตในทางที่ถูกที่ควร เพื่อที่จะได้มีชีวิตต่ออิฐไปได้นาน ๆ (ถ้าคิดให้ลึกซึ้ง คงชี้ถึงอะไรได้มากมาย แต่ถ้าคิดแบบควาย ๆ ก็คงคิดว่าฉันจะไปเป็นกรรมกร ก็แล้วแต่จะคิดแล้วกัน ก็ยืนยันไปแล้วว่าคนที่เป็นกรรมกรก็ยังน่านับถือและทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมชาติบ้านเมืองได้มากกว่าคนเล่นเกมที่มีลักษณะนิยมความรุนแรง)
     
    อ่านจบแล้ว ลองคิดดูแล้วกัน ว่าทุกวันนี้ คุณดำเนินชีวิตในทางที่ถูกที่ควรหรือยัง และชีวิตของคนคนนึงมีค่าน้อยขนาดที่ใครสักคนสามารถฆ่าได้เลยเหรอ
     
     
    ...
    ค่อนข้างสับสน 
     
    ขอไว้อาลัยให้คนขับแท็กซี่ ผู้ตกเป็นเหยื่อ
    ชีวิตคนคนนึงมีค่ามากกว่าที่คุณคิด อย่าฆ่าใครเพียงเพราะใจคุณอยากฆ่า ถ้าคุณอยากฆ่าใคร ขอแนะนำให้คุณฆ่าตัวคุณเอง เพราะถ้าคุณอยากฆ่าใครนั่นแปลว่าคุณไม่เคยเห็นคุณค่าในชีวิตเลย และชีวิตนั้น มันก็ควรจะเป็นชีวิตของคุณคนเดียวเท่านั้น ที่สมควรจะเสียสละ แล้วแต่จะคิดนะ แต่ถ้าคิดได้จริง ๆ ก็ควรคิดว่า "ไม่มีชีวิตใดที่ไร้ค่า ถึงขั้นที่ต้องถูกฆ่า"
    มนุษย์+คิดได้+ พูดได้<>ฟังได้ เขียนได้<>อ่านได้ ถ้าหากพยายามสร้างความเข้าใจกัน มันก็ไม่น่าจะต้องมีใครตาย * ฝากคุณเพื่อน คุณพ่อ คุณแม่ คุณครู คุณมนุษย์ช่วยกันใส่ใจกับปัญหานี้ด้วย เพราะว่าคงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวคุณหรือคนที่คุณรัก
     
    บุญรักษาค่ะ ขอโทษคนอ่านที่ต้องหยาบคาย จำเป็นต้องหยาบคาย เพราะรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ
    July 29

    ย้อยมองกลับไป ในวัยที่ไม่มีคอม (เราก็ขี้บ่นแบบนี้มานานแล้ว - บ่นในคอม ตัวจริงไม่ค่อยบ่น เป็นคนเก็บกดมาก - กลัวคนเตะเอา)

    ถ้ามีพิมพ์ผิด เราจะไม่มาแก้ไขนะคะ เพราะเราใช้ไฟร์ฟอกพิมพ์เอนทรี่นี้ ถ้าแก้แล้วมันจะสแปลชเต็มหน้า เวลาดูด้วย ie6 (ผิดก็ช่างเถอะ คนมันเครียด ไม่มีคนอ่านหรอก บ่น ๆ)

    เราได้แตะคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลครั้งแรกในชีวิต ตอนอยู่ ป.4 ตอนนั้นป๋าซื้อคอมมา (จอขาวดำ) ทำงานด้วยโปรแกรมพิมพ์ที่ชื่อ อิหยังจำไม่ได้ แบบที่พื้นดำ ๆ แบบดอสเลยอ่ะ (ตะโกนถามป๋ามาแล้ว ป๋าบอกว่าเวิร์ดจุฬา อะไรเนี่ยแหละ) โบราณมาก เลยจำไม่ได้ ก็ตั้ง 13 ปีมาแล้ว ปรินเตอร์เป็นแบบดอทเมตริก เครื่องใหญ่มาก... แล้วเราก็จำได้ว่าต่อมาเราก็ใช้ วินโดวส์ 3.1 ซึ่งเราก็ทำอะไรไม่ได้เท่าไร (ตอนนั้นโคตรโง่) ใช้พิมพ์รายงานส่งครูได้ก็บุญแค่ไหนแล้ว  (กระแดะอีก อยู่ประถม พิมพ์งานส่งครู - ในขณะที่เพื่อนส่วนใหญ่ใช้มือเขียน แต่ก็มีใช้คอมหลายคนนะ แบบใครมีก็ใช้ ก็แค่นั้น! - ที่โรงเรียนก็มีสอนคอม แต่สอนแบบเลิกใช้ กดรีเซ็ต! เด็ก ๆ อ่ะ เอาไรมาก) เออ ตอนนั้นเราชอบวาดรูปใน coral draw (ยุคกลาง สมัยที่วาดอะไรก็ไม่ได้เท่าไร แบบว่าใช้อีเครื่องนี้จนถึง ม.3 พระเจ้า ป.4-ม.3! มีเอาไปอัพเดทนะ แต่เราก็ยังน้ำลายฟูมปาก ไม่รู้เรื่องอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจาก ถ้าครูอาจารย์สั่งให้ต้องพิมพ์ก็พิมพ์ ก็เท่านั้น)

    เรา ม.3 เอซังอยู่ ม.4 เขาทำเรียนเว็บด้วย เอซังเขาล้ำมาก ล้ำกว่าเราห้าร้อยล้านเท่า บอกตรง ๆ ตอนนั้นเราโคตรควาย เรากลัวคอมมาก กลัวจนขี้ขึ้นสมอง กลัวสุด ๆ และไม่เข้าใจว่า "ทำไมคนเราต้องไปหวังพึ่งพาไอ้เครื่องสี่เหลี่ยมอะไรไม่รู้ ที่รวนก็บ่อย" (แบบเราโง่ไง ใช้ ๆ ไป ก็พัง ก็ซ่อมกันเรื่อย ๆ) แต่พอคอมใหม่มา รอบนี้เป็นจอสีแล้ว มีใส่แผ่นซีดีด้วย (เครื่องเดิมใส่ได้แต่ดิสเก็ต3 1/2 นิ้ว ที่จุ1.44 MBอ่ะ กับอีกไซส์คือแผ่นใหญ่ 5 1/4 นิ้ว โคตรโบราณ อิฉันทันใช้ค่ะ ก๊าก...) ก็แรดเลย เอาแผ่นผีมาฟัง ใส่ซะเครื่องรวน (เครื่องนั้นฮาร์ดดิสก์ 9 กิ๊ก "ซึ่งคือเครื่องปัจจุบันที่เอใช้ทำงาน" เครื่องนี้เราใช้ตั้งแต่ ม.3 ถึง ป.ตรี ปี 3 เทอม 3 เลยนะ - นานดีไหม แต่ก็อัพเดทหลายรอบ เปลี่ยนนู่นนี่นั้นหลายรอบ ตามอายุขัย จนต้องตัดวีดิโอแหละ สเปกไม่ได้ เลยได้เครื่องที่ 3 เดี๋ยวเล่า) เครื่อง 2 เป็นเครื่องคู่บุญ ลองมาแล้วทุกอย่าง เสียบพอร์ตนู่นนั่นนี้ ดึงนั่นนี่ ลงวินโดวจนเครื่องพังเอกกับมือ (ก๊าก... สมเพชตัวเอง) เครื่องนี้ทำให้เก่งคอม (รึเปล่า เรียกว่า ไม่กลัวที่จะใช้คอมจะดีกว่า - เพราะ ทำไปเถอะค่ะ ยังไงมันก็พัง ก๊าก...) - เออ แล้วก็มีเน็ตเล่นแล้ว dial-up ต่อกันแบบต้องจดเลยเพราะค่าโทรศัพท์มันแพงขึ้น (จดว่าเดือนนี้ต่อเน็ตกี่ครั้ง ถ้าต่อเกินแล้ว ห้ามเล่นเน็ต 3 วัน อะไรทำนองนี้ มีวินัยมาก ๆ เฉลี่ยเราต่อเน็ตเดือนละ 52 ครั้ง = 156 บาท ค่าโทรศัพท์เฉพาะต่อเน็ต/// จนมาป.โทเนี่ยแหละ บ้าบล็อก เป็น 100 - 200 ครั้งเลยก็มี =300 - 600 บาท จนตอนนี้เลิกจดแล้ว เพราะว่า ตั้งแต่วันเกิดเราปีนี้ เราก็มี ไฮสปีดใช้ -เลือกปล่อยสัญญาณวันเกิดเราเลยนะเนี่ย อะไรจะประเสริฐขนาดนั้น TOT จ๋า ก๊าก... โคตรดีใจอ่ะ เหมือนได้ของขวัญวันเกิดที่ต้องการมานาน เพราะอยากได้มา 2-3 ปีแล้ว// ซึ่งนี่แหละ มหันตภัยตัวจริง เพราะราคาเจ็ดร้อยกว่าบาท บวกทำเอาเรากี๊กกิ้งเอาท์อย่างรุนแรง ไร้วินัย อยู่กับตัวเองไม่ได้ งานการไม่ทำ เอาแต่บ้าบล็อก สันดานเสีย แม่เรียกกินข้าวไม่กิน เฮ้ย เริ่มยาว เล่าเลยยุคนั้นแล้ว จบ ๆ แค่นี้ก็เลวมากแล้ว - ยังดีอย่างนึงคือ เราไม่เล่นเกม เพราะเราว่า มันเปลืองไฟโดยไม่มีประโยชน์กับมนุษย์คนอื่น ๆ นัก - ต้องโดนพวกเล่นเกมสวดแน่เลยตู - เฮ้ย ขออีกนิด ตอน ม.4 เราเล่นแชตในห้องของเว็บพวก hunsa เล่นบ้า ๆ ตามเพื่อน แบบว่าเข้าไปสาด ๆ ใส่กัน "ว่าไง สบายดีไหมแชมมี่" ทั้งที่นั่งเล่นคอมที่ห้องรีซอสเครื่องติดกัน (จำห้องรีัซอสที่ ร.ว.บ. ได้ป่าว) กลับบ้าน ก็เข้าไปแชต ทั้งที่เข้าไปบางทีก็ไม่ได้คุยกับใคร เพราะความที่ไม่รู้จักและไม่อยากรู้จัก คิดแต่ว่า เห็นมันเป็นของแปลก เลยไป "ดีค่ะ ดีจ้า" บ้าบอไปเรื่อย จนกระทั่ง คอมมันค้างแหละ (ค้างตอนเล่นแชตอยู่) รู้ไหม ตั้งแต่วันนั้น เราไม่แตะ instant messenger ทุกยี่ห้อเลย จนกระทั่ง ป.ตรี ปี 2 ที่เพิ่งมาเล่น MSN  -เพื่อนที่ ม มันงงกันมาก ๆ ว่าทำไมเราไม่เล่น ทั้งที่ดูว่าเก่งคอมดี (ตอนนั้นเก่ง สอนได้ สอบได้ ในความรู้ระดับนั้น) ทีนี้รู้ยังว่าทำไม "เพราะคอมตูดับเพราะมันยังไงล่ะ ตูเลยไม่เล่น!" ถ้าอยากรู้ว่าเล่น MSN ทำไม เพราะเหตุใดหรือใคร ให้ไปตามหาไฟล์เก่า ๆ ที่ File ดู ถ้าจำไม่ผิด เพราะเราเคยเล่าไปแล้ว - แต่เห็นใจว่ะ มันโคตรเยอะ เฉลยให้เลยดีกว่า คือ เราจะคุยกับพี่เทคเราที่ลาออกไปไง เราอยากรู้จักพี่เทคเรา และอยากรู้ว่า "พี่คับ พี่ลาออกไปทำไมคับเพ่ พี่รู้ไหมคับว่าพี่ทำให้หนูลำบากมาก ตอนปี 1 กว่าหนูจะหาป้าเทคและทวดเทคเจอ หนูต้องบูมคนทั้งเอก หนูเซ็ง หนูเหนื่อย หนูเบื่อ พี่ลาออกไมคับ" ก๊าก... ฮาซะไม่มี แต่ถ้าเราไม่อยากคุยกับพี่เทคเรา ป่านนี้ เราอาจจะยังไม่มาออนเอ็มก็ได้ คาดว่านะ! เพราะตอนนั้นสุด ๆ จริง ๆ)
    ระหว่างนี้มี โน้ตบุ๊คเครื่องแรก ได้มาสักตอน ม.4 ม.5 แต่ป๋าใช้ เราไม่ค่อยได้ใช้หรอก มาใช้อีกทีก็ตอนปี 3 เทอม 1 ตอนอีเครื่อง 2 มันพัง ๆ แหละ เราต้องคีย์ SPSS หลายพันฉบับ ป๋าสงสารเลยยกให้ใช้ ตั้งแต่นั้น เราก็ใช้มันจนแบตไหม้ พังคามืออีนี่อีกเช่นเคย!

    มาถึงพีซีเครื่องที่ 3
    หลังจากดันทุรังใช้ทั้ง พีซีเครื่อง 2 (แรม 128 3ตัว) และ โน้ตบุ๊ค (แรม 128) ตัดวีดิโอ ไม่เป็นผล (เป็นผลก็บ้าแล้ว ดูจากสเปก มันเปิดโปรแกรมได้ก็แปลกแล้ว ไม่ใช่สเปกตั้งต้นของโปรแกรมเลย - อีนี่ดันทุรัง ทำทุกทาง) / ลองโน้ตใช้บุ๊คตัดวีดิโอ ไม่ถึง 2 นาที นั้นใช้เวลา เรนเดอร์ถึง 2 ชั่วโมง ก๊าก...)
    ดังนั้น เราจึงอ้อนวอนป๋า (หลังจากที่ได้กล้องวีดิโอ สามหมื่นมาหมาด ๆ) ขอพีซี สี่หมื่นสาม ช่วงนั้นบ้านเรายากจนลงทันที ป๋าใจดีมาก ๆ เลยอ่ะ รักคุณป๋าที่สู้ด... ก็ใช้มาได้จนถึงวันนี้ ตอนนี้ก็ใช้อยู่ ทั้งที่มันดับ - เมนบอร์ดไหม้ มันดับ - ไวรัสลง มันดับ - ยูสเซอร์(ตูนี่แหละ)แอเร่อ มันรวน มันแย่ ตอนตัดวีดิโอ ตอนทำงานกราฟิก ทั้งที่สเปกมันนะสุด ๆ ไม่อยากจะพูด (เพราะจำไม่ได้ ก๊าก...) เราก็ยังทนใช้มันอยู
    ระหว่างนี้ (เมื่อวันที่2เดือนนี้เอง) ได้โน้ตบุ๊คเครื่องที่ 2 ปัจจุบัน ป๋าใช้พิมพ์งาน บ่อย ๆ ก็ตังค์ป๋าอ่ะ ทำไงได้ ก๊าก... เรายังไม่ได้ทำไรมากนัก เพราะเปิดมาครั้งแรก ก็ขึ้นจอฟ้า (คนอื่นเขาไม่เคยเจอหรอก อีนี่เจออยู่คนเดียว ไม่เรียกว่า ยูสเซอร์แอเร่อ จะเรียกว่าอะไร - เราเชื่อเรื่องกฎของแรงดึงดูดนะคะ และพยายามมองโลกในแง่ดีเสมอ แต่ก็ยังเจอ - คงเป็นเพราะเราเปิดคอมบ่อยกว่าทุกคน เราเลยเก็บมาเป็นอารมณ์ ทั้งที่จริง ๆ มันก็ไม่มีอะไร มันก็เรื่องธรรมดา ของอุปกรณ์ ที่ไม่มีชีวิตจิตใจ พูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน เรามันภาษาคน"บ้า ๆ" ส่วนมันพูดภาษา"คอม")่

    และมันคือจุดเริ่มต้นของเอนทรี่นี้

    คอมเครื่องนี้เรารวนตั้งแต่ ประมาณ ต้นปี 2551 มา ตั้งแต่นั้น เรารู้สึกว่า เราทำงานทำการไม่เป็นสุขเลย ความขี้เกียจไม่ได้มาเป็นเทอมนี้ แต่มันเป็นมาตั้งแต่ ต้นเทอม2 (พ.ย.2550) อย่าให้พูดเลยว่าเรื่องอะไร เป็นงานเป็นการนะ เป็นเรื่องซีเรียส แล้วต่อมาเจอว่าเครื่องมือก็คือคอม มันมีปัญหามาก มันทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย! ถ้าไม่มีคอม เราจะตายไหม วิถีชีวิตของเราจะเป็นยังไง ชะตาชีวิตเราจะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็นอยู่ไหม มันน่าคิดนะ (เพราะคอมมันคือปัจจัยต้น ๆ ของการติดต่อด้วยเน็ตอ่ะ) คิดแล้วก็ปวดหัว

    แล้วถ้าเราคิดต่อว่า "ถ้าสักวันหนึ่ง เราตัดขาดจากคอม มันจะเป็นด้วยสาเหตุใด (ย้ายไปอยู่สวน ทำสวน ปลีกวิเวก ทำไร่นาแบบเศรษฐกิจพอเพียง - อยากมีชีวิตที่หากินได้ด้วยตัวเอง - เราชอบทำอะไรด้วยตัวเอง แม้บางทีการทำด้วยตัวเอง จะเฟ่ว และทำให้หน้าแตกหมอไม่รับเย็บมาหลายครั้งแล้วก็ตาม) ที่สำคัญกว่าคือ เราจะเป็นยังไง (ทนอยู่ได้แค่ 3 วัน จากนั้นก็กลับมาเล่นคอมไหม, อยู่ได้ตลอดไป เพราะเบื่อชีวิตแบบนี้เต็มที, ฯลฯ)

    ไอ้คอมที่มันรวน ๆ หลายครั้งมันทำให้เราคิดนะ คิดได้ว่า เลิกใช้มันซะดีไหม หรือมันเป็นที่อะไรกันแน่มันถึงรวน
    ก็เหมือนกับไวรัสคอมแหละ บางทีไวรัสคอมก็ถูกปล่อยมาจากบริษัทขายแอนตี้ไวรัสคอม เพราะถ้าไม่มีไวรัสคอมระบาด ผลิตภัณฑ์ของเขาจะขายได้ไง มันก็ขายไม่ได้ (ของเถื่อนยิ่งมีเยอะอยู่)
    เราต้องใช้คอม เพราะมันยังจำเป็นกับการใช้ชีวิตของเรา ใครเป็นคนบอกว่าจำเป็น นั่นสิใคร?
    แล้วเมื่อไรเราถึงจะหยุดใช้คอม
    คำถามนี้มันคงจะอยู่กับเราไปจนกว่าเราจะหยุดใช้คอม

    - อย่างน้อย ต้องหาทางใช้ให้น้อยลงให้ได้
    และ ดูนะคะ อันนี้เราติดมาจาก ที่ ม นะคะ (ไม่ได้ด่าใคร แต่ขอให้รู้ไว้เถอะ ว่าบางทีหน่วยงาน หรือ ส่วนใด ๆ ที่ คุณพบว่า ทำไมปัญหามันเยอะจัง คนพูดไม่รู้เรื่อง ด่ากันไปมาลับหลัง มันก็เป็นเพราะอย่างนี้แหละค่ะ)
    "คน" พูดภาษา "คน" ถ้าพยายามสื่อความหมาย มันจะช่วยสร้างความเข้าใจกันได้ดีกว่า "คน" ที่พยายามใช้ "คอม" สื่อสารกับ "คน"
    บางทีหากพยายามพูดคุยกันให้มากกว่านี้ ก็ไม่ต้องมาโทษว่าใครผิดใครถูก ใครดีใครเลว
    เราเป็นคนนึงที่ใช้คอมในการสื่อสารบ่อย ๆ แต่ขอบอกเลยนะ ว่าถ้าเราจะพยายามสร้างความเข้าใจกับใคร ในเรื่องใดก็ตาม เราจะพยายามทุก ๆ วิถีทาง ไม่ใช่คิดว่าปล่อยไปในคอมแล้ว มันจะลอยไปสร้างความเข้าใจให้กับคนได้

    บางทีเทคโนโลยี ก็ทำให้เราห่างไกลความเข้าใจที่แท้จริง วันนี้ลองถามตัวเองดู ว่าคุณได้พยายามสร้างความเข้าใจที่ตรงกันให้กับผู้อื่น ให้เขาเข้าใจตรงกับคุณ ให้เขาทำตามด้วยความสมัครใจ ได้มากพอหรือยัง (ขอบอกว่า ไม่ได้ด่าใคร หรือถ้าด่า เรารู้ว่าคนที่เราด่า เขาไม่มาอ่านแน่นอนค่ะ เพราะว่าเขาไม่มีเมลเรา ก๊าก... แต่เอาคำถามเหล่านี้ไปลองถามตัวคุณเองดูได้นะคะ โลกยังต้องการความเข้าใจอีกเยอะค่ะ ขนาดเราว่าเราเข้าใจ ๆ บางทีเรายังต้องไม่เข้าใจเลย เพราะว่า มันเหลืออดจริง ๆ - รู้สึกเหมือนมันกวนบาทา!)

    จุดประสงค์จริง ๆ จะบ่นคอมนะ เพราะวันนี้ลงวินโดวเองดูแล้ว มันแสดงอาการไม่สมประดี แต่แล้วจนตอนนี้ มันกลับเปิดได้ ไม่เข้าใจ ผีหลอกเราแหง๋ ๆ เราคงจะต้องตบตีกับมัน (คอม) ไปอีกนานแสนนาน
    July 22

    ได้คิด คิดได้

    มาถึงวันนี้ เราได้แต่นั่งหัวเราะให้กับตัวเอง (หัวเราะทำบ้าอะไรยะหล่อน วันก่อนยังเห็นขี้มูกโป่งอยู่เลย)
    ไม่มีอะไรมาก
     
    เมื่อวานเที่ยงคืน - ตี 1 เรานั่งคุยกับคุณป๋าซัง
    ได้แง่คิดเยอะมาก เยอะจนจำไม่ได้ ไม่ใช่สิ เยอะจนเริ่มไม่ถูกว่าจะเล่ายังไง แต่เราเองจำได้หมดนะว่าคุณป๋าซังสอนอะไรเราบ้าง เป็นเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลอย่างยิ่งยวด? แต่เราไม่เล่าแล้วกัน ขี้เกียจพิมพ์!!! (ปั๊บป๋าซังนั่งวิพากษ์นิสัยผู้ชายให้ฟัง ออกแนวด่าด้วยซ้ำ ก๊าก... ฮาสุด ๆ เราอยากให้คุณปั๊บป๋าของเพื่อน ๆ ฮาเหมือนคุณปั๊บป๋าของเราจัง แอมรักปั๊บป๋ามาเลยคร๊าบ...)
     
    แต่เอาเป็นว่าเรื่องที่คุยกับคุณป๋าซัง ทำให้เราได้คิด และคิดได้ ในมุมของเรา (ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องบอกคนอ่าน เพราะเราขี้เกียจพิมพ์)
     
    รวมถึงคำพูดของบูม ที่บอกเราเมื่อวานก่อนเรียน ว่า "เฮ๋ย! (คำอุทานเฉพาะตัวของมัน) แกก็เลิกตีความบ้างเถอะ จะตีอะไรนักหนา"
    นั่นดิ เราจะตีความหาพระแสงอะไรนักหนา เป็นทนายซะก็เปล่า เป็นนักกฎหมายเหรอก็ไม่ใช่อีก แล้วจะมัวไปตีความทำไมให้ต้องตีกัน ไม่ต้องตงต้องตีมันหรอก อะไรจะเป็นยังไงก็ช่างมัน โลกจะแตก เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ แล้วจะไปตีความให้ได้อะไรขึ้นมา ปวดหัวซะเปล่า ๆ จริงไหม (คนในประเทศก็ตีกันจะแย่อยู่แล้ว แล้วเราจะตีกันอีกทำไม เราต้อง"รักกันไว้เถิด"สิ จริงไหม! - ว่าไปนั่น ไม่เกี่ยวกันเลย แต่อยากว่าแบบนี้อ่ะ เป็นห่วงประเทศไทยมากกว่า)  
     
    ตัดบท
     
    วันนี้ไม่ได้งานเลย เรานั่งจัดบ้านตรงใต้เครื่องดนตรี เก็บของเรียบร้อยวางเก้าอี้นั่งเล่นดนตรีได้แล้ว ดีใจมาก ๆ เลย กะว่าจะแกะเพลงทุกวัน แกะตอนแม่ดูละครนั่นแหละ (เครื่องดนตรีกับทีวีอยู่ห้องเดียวกัน) คงมีคนสงสัยว่าประชันกันเลยเหรอ? เปล่า! เดี๋ยวเราใส่หูฟังเอง วันนี้ไม่มีหูฟังที่แจ๊คอันใหญ่ เลยต้องเปิดเบา ๆ ไปก่อน แกะโคตรมั่วเลย ไว้ถ้าเล่นได้แล้ว จะอัดมาให้ฟัง วันนี้แกะเพลง เรนโบว์คอนเน็คชั่น ส่วนเพลงของเรานั้นเหรอ ยังก่อน อยากเล่นเพลงนี้มากกว่า อยากร้องเพลงนี้ตั้งแต่เห็นมีในไอมีมหลายสิบเวอร์ชั่นแล้ว อิจฉาอ่ะ อยาก "cover" เพลงนี้บ้าง ("เอามาทำใหม่" ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องใช้คำว่าคัฟเวอร์ สงสัยมาสิบกว่าปีแล้ว แต่ก็ยังไม่คิดจะหาคำตอบอย่างจริงจังสักที) เออ หูฟังกี่บาทเนี่ย จริง ๆ ก็มีหัวแจ๊คเปลี่ยนนะ แต่อยากได้แบบครอบหู เพราะกลัวเสียงละครที่แม่ดูจะลอดเข้ามาได้ ก๊าก... ต้องเก็บตังค์ ๆ (จะหูตึงหนักกว่าเดิมไหมเนี่ย คงไม่อ่ะ เดี๋ยวเปิดเบา ๆ ก็แล้วกัน)
     
    ถ้ามีเครื่องดนตรีอยู่ที่บ้าน อย่าลืมหยิบมาเล่นบ่อย ๆ นะทุกท่าน เดี๋ยวเครื่องมันจะเหงา ก๊าก... ไม่ใช่ ๆ แต่เล่นบ่อย ๆ จะได้เก่งไง ไปเล่นโชว์ได้ ดีจะตาย
     
     
    ตะกี้เข้าดู refering link ของที่นี่ เจอหน้านึงที่ขึ้นมา อ่านดูแล้วโคตรเน่าเลย
    ทำไมเราเป็นคนเขียนอะไรได้น้ำเน่าอย่างนี้? ชีวิตจริงเราน้ำเน่าเหรอ? ก็เปล่า! ชีวิตเราเรียบง่ายจะตาย ซ้ำซาก ฉากโบราณ
    เจองี้แล้ว คิดได้ว่า เดี๋ยวมันก็ผ่านไป?! เดี๋ยวเราก็ลืม!?
    มันก็เหมือน link นั้นแหละ เรายังงงเลยว่าเราทำไมเขียนได้เน่าขนาดนั้น (เน่ามาก ๆ จนยากจะทำใจ) ทั้งที่วันนี้เราไม่ได้รู้สึกอะไรเลย (ตอนกด link ไปอ่านข้อความ เรายังงงอ่ะว่าเราเขียนถึงใครวะ แล้วมันเรื่องอะไรวะ เพิ่งนึกออกตอนเห็น "ความเชื่อส่วนบุคคล") ไม่ใช่ว่าเราไม่ใส่ใจหรือเป็นอัลไซเมอร์นะ แต่คงเพราะ ณ ตอนนั้น เราติสแตก อารมณ์ศิลป์มาก เจอเรื่องนู้นนี้ก็มาตีเป็นเรื่องได้หมด จะเรียกว่าเป็น "พรสวรรค์" ก็ได้หรือจะเรียกว่า "บ้า" ก็ไม่ผิดนัก
     
     
    ใครเห็นอะไรเน่า ๆ ที่เราเขียน แล้วติดใจ แปลกใจ สงสัย ประหลาดใจ ก็อย่ามาใส่ใจ แต่ถ้าถูกใจ เราขอยกให้เอาไปแต่งเพลงได้เลยนะคะ เพราะว่าเราเองก็ไม่รู้ว่าเขียนไปได้ไง บางทีเราอาจจะตีความบ้า ๆ ไปเองก็ได้ เพราะพอถึงวันนี้เราก็จำอะไรไม่ได้เลย มันไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยจริง ๆ แต่เราไม่อยากลบทิ้ง (เพราะเราไม่ได้เห็นว่ามันเป็นความลับอะไร มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว มันไม่เรื่องสำคัญของชีวิตเรา) ขอเก็บเพจนั้นไว้ก่อน เผื่อสักวันหนึ่งเราจะเอาไปเป็นซอสแต่งนิยายขายได้อ่ะ ?!!!  
     
    เอาว่า ณ ตอนนี้ เราโอเค ปกติ ธรรมดา สามัญ และรู้สึกเหมือนวันก่อน ๆ ก่อนนู้นเลยแหละ ไกลมาก ย้อนไปหลาย ๆ ไปเลย สมัยยังหัวฟู ผมสั้นเต่อ เอ๋อ ๆ ก๊าก ๆ โลกมันมีอะไรสวยงามมากมาย ได้เข้าใจจากใจจริง ๆ โดยที่ไม่ต้องอาศัยการตีความ
    เข้าใจจริง ๆ นะ
    ดังนั้น ถ้าคุณอยากจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ
    บนโลกนี้นั้นมีอะไรมากมายที่รอให้เรา(และคุณ)ก้าวไปหาคำตอบ...
    จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัดสินใจทำไปแล้ว เพราะนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วจริง ๆ + เราเองก็เชื่อเช่นนั้นนะ
    รายละเอียดนั้นไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่า "เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง" ต่างหากล่ะ และ "ความเข้าใจกัน" คือ สิ่งที่คนเราควรเรียนรู้มากที่สุด
    (ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจเหตุผลใดใด แต่แค่ลองบอกใจตัวเองว่าเข้าใจ ยังไงก็ไม่เป็นไร ให้อภัย ไม่ใส่ใจ มันก็ไม่หนักใจแล้ว สบาย ๆ บ่อย ๆ แล้วก็ปล่อยวาง เข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิต ไม่ได้คิดจะออกบวชนะยะ แค่มาแนะเฉย ๆ ว่าน่าคิด...)  
     
    ปล. มุขใหม่ "ขี้เกียจพิมพ์" ก๊าก RainbowOpen-mouthedLight bulbNote
    July 19

    วิพากษ์บางส่วนของสื่อ (รีเพลย์)

    จาก http://medet40.multiply.com/links/item/108

    เราเขียนเอง แต่กลัวคนอ่านน้อย เพราะมัลติพลายเข้ายาก

    ขอร่วมวิจารณ์ด้วยคน --- จาก “เกิร์ลลี่ เบอร์รี่” ถึง “สวรรค์เบี่ยง” ในความโง่ งี่เง่า แอคอาร์ต - Entertainment - Manager Online Jul 16, '08 10:29 AM
    for everyone
    Link: http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9510000045...

    อ่านนี่ก่อน
    http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9510000045539

    ขอร่วมวิจารณ์ด้วยคน ใครจะหาว่า เรา เ สื อ ... เราก็ไม่สน
    เพราะว่าเจอแล้ว อืม เห็นด้วยอย่างแรง (นี่ถึงกับต้องย้ายแอคเคาวน์มาโพสต์ที่นี่ เพราะที่นี่คนเข้าเยอะกว่าที่มัลติพลายของเรา)

    ถ้าอ่านข่าวจบแล้ว น่าจะเห็นด้วยกับเรา (ไม่ได้ด่าคนที่ไม่เห็นด้วย)
    อยากจะบอกว่า หลายครั้ง คนเราก็เอาจุดขายบางอย่างออกมามากเกินไป จนลืมนึกถึงความเป็นจริง และมองข้ามคุณธรรมจริยธรรม หรือความเป็นมนุษย์

    - กรณีแรก นักร้องอ่ะนะ แบบว่า อืม เหมือนว่าจะทำทุกอย่างเพื่อ ความดังเป็นข่าว (พอดัง คนรู้จัก ขายได้ ได้เงิน สุดท้ายก็ทำเพื่อเงิน อาทเอิร์ตไม่มีหรอก - ด่าแรงขออภัย ภาพมันชัดจริง ๆ แล้วแต่คนคิดอ่ะนะ บางพวกเขาชอบ ก็คงไปเปลี่ยนความคิดใครไม่ได้ แต่เราแค่พูดตามความจริงที่เขาแสดงออกมา - หรือไม่จริง!)
    - กรณีที่ 2 อีละครเรื่องนี้นะ ขอบอกว่าตอนเดิมที่ช่อง 7 ทำอ่ะ ประมาณ 10 กว่าปีมาแล้วมั๊ง เราได้ดู (จริง ๆ ไม่อยากจะดูหรอก แม่ชอบดูละคร เลยต้องทน ๆ ดูไปด้วย แต่ก็ดีอย่างน้อยก็วิจารณ์ได้เต็มปากเต็มคำเพราะว่าได้ดู) ตอนนั้นไม่เห็นดังเลย เราดูแล้วเราก็คิดไปว่า (ตอนนั้นเราอยู่ ม.ต้นเองนะ เรายังมีสมองคิดอย่างนี้ได้แล้วเลย น่าแปลกที่ ... คิดไม่ได้) คิดไปว่า พระเอกข่มขืนนางเอก เฮ้ย อย่างนี้มันผู้ร้ายแล้ว พระเอกที่ไหนเขาทำแบบนี้ ชั่วว่ะ น่าจะโดนตัดไอ้นั่นให้เป็ดกิน ไม่มีสิทธิ์จะแฮปปี้เอนดิ้งได้เลย --- ที่แฟนละคร ดูแล้วชอบ ดูแล้วกรี๊ด คงเพราะชอบ ตัวแสดง (อันใหม่ ดังกว่ามาก เพราะ เคน แอน คนชอบ คนชอบที่ตัวเขา ชีวิตเขาจริง ๆ ฝีมือการแสดงที่ผ่าน ๆ มา) แต่ลองคิดดูว่าถ้าเรื่องแบบที่นางเอกเจอ เกิดขึ้นกับคุณ กับลูกสาวคุณ กับแฟนคุณ กับญาติพี่น้องคุณ คุณจะยังชอบเรื่องนี้อยู่หรือเปล่า? (อย่าลืม ว่าไอ้นั่น มันคือบทละคร คนแต่งจะแต่งยังไงก็ได้ แต่ชีวิตจริง ไม่ใช่อย่างนั้น คุณเลือกตัวแสดงไม่ได้ คุณเปลี่ยนสันดานคนไม่ได้)

    **********สื่อถ่ายทอดความชั่วร้ายของสังคม ออกมาให้คนดู เพื่อให้คนคิดได้ว่า อะไรดี อะไรเลว แต่คนสมัยนี้มันโง่ ดูแล้วกลับเข้าใจไปว่า "ทีวียังแสดงเรื่องเลว ๆ ได้ ใคร ๆ ก็ทำ ทำไมฉันจะทำบ้างไม่ได้ - คนสมัยนี้ไม่มีสมองคิดดีทำดี รู้แต่ว่า คนเขาทำอะไร กูขอทำบ้าง รักษาสิทธิ์ซะงั้น - ขอยกตัวอย่างที่อาจจะไม่เกี่ยวตรง ๆ ไม่ตรงประเด็น แต่มีอะไรบางอย่างที่เราคิดว่ามันสามารถเชื่อมโยงกันได้ เช่น คุณอยู่ในห้องสมุด ที่มีพวกเวร แหกปากตะโกนคุยกัน ส่งเสียงดัง กินขนม - คุณจะสร้างเสียงดังได้มากกว่า เนื่องจากเกิดความรำคาญ เลยแหกปากด่ามัน, เห็นเขาทำได้ ไม่มีใครด่า ก็ขอทำบ้าง เพราะทำแล้วมันสบายดี เช่น คุยโทรศัพท์ในห้องสมุด, เห็นเขากินขนมในห้องสมุดกันได้ ก็เลยแอบเอามากินบ้าง เพราะขี้เกียจออกจากห้องสมุดไปหาอะไรกิน+อยากอ่านหนังสือทั้งวัน "เห็นไหม คนสมัยนี้ เห็นใครทำอะไรได้ ก็จะทำตามกันไปหมด ทั้งที่จริง ๆ ก็รู้ว่าผิด แต่ขอเถอะ ขอให้ได้รักษาสิทธิ์ (สิทธิ์บ้าบออะไรของมันก็ไม่รู้ พวกควาย ๆ - แกมีสิทธิ์ แต่ทุกที่ย่อมมีกฎระเบียบ อยากใช้สิทธิก็ไปใช้ในที่ที่ไม่มีกฎระเบียบสิวะ - อย่ามาอ้างว่าสิทธิส่วนบุคคล ที่อื่นยังทำได้เลย - ถ้าอยากอ้างแบบนี้ ก็จงไสหัวโง่ ๆ ออกไปอยู่ที่อื่นซะ" - จริงไหม?) ในทางกลับกัน ในห้องสมุดที่เงียบมาก เงียบจนหลอน ก็จะไม่มีใครกล้าส่งเสียงเลย เพราะถ้าคุณส่งเสียง คุณจะกลายเป็นตัวประหลาดทันที - จริง ๆ แล้ว คนเราคงกลัวที่จะเป็นตัวประหลาดนั่นเอง

    คนที่แปลกแยก ไม่ใช่ตัวประหลาด แต่จริง ๆ แล้ว คนที่ไม่มีจิตสำนึกสาธารณะต่างหากที่ประหลาด นอกจากเลวแล้วยังโง่อีกด้วย

    นอกเรื่องมาเยอะ

    มีโฆษณาอีกตัวที่เราเกลียดมาก
    คือออกแนว "สร้างกระแส ปากต่อปากได้ดีมาก แต่เป็นปากต่อปากในด้านลบนะ"
    คือ โฆษณาที่ผู้ชายอ้วน แย่งรถแท็กซี่ผู้หญิงท้อง
    โอเค๊ คุณจะสื่อว่าโรคอ้วนเป็นอันตราย
    แต่ลืมไปหรือเปล่าว่า คนท้องน่ะสำคัญกว่า (ดูง่าย ๆ 1.มีชีวิตของแม่ 2.มีชีวิตของเด็ก)
    แบบว่าดูแล้ว นึกด่าเลยว่า "หน้าด้านว่ะ"
    คนเห็นแล้วขำ คนเห็นแล้วจำ คนเห็นแล้ว(อาจ)เอาไปทำ (แย่งรถแท็กซี่คนท้อง)
    อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องหนึ่ง จนลดความสำคัญของเรื่องหนึ่ง (หลักการโฆษณาที่ดี ไม่ใช่แค่สามารถดึงดูดให้คนสนใจ แต่คุณต้องส่งเสริมจริยธรรมด้วย นี่นอกจากไม่ส่งเสริมจริยธรรมแล้วยังแสดงพฤติกรรมทุเรศ ๆ อีก ไปเร็วแค่ไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง แกไม่ผอมเร็วขนาดนั้นหรอก ไอ้บ้า!)

    เราไม่สนุกหรอกนะคะ มาแหกปากด่ากราดปาว ๆ เพราะเราก็ไม่ใช่คนที่มีคุณวุฒิขนาดที่ด่าใครได้ และไม่ได้อยากด่าด้วย (ด่าเขาแล้วเขาก็ด่ากลับ)
    แต่อยากขอเตือนสติคุณสักนิด ขอให้คุณลองย้อนคิดดูค่ะ ว่าถ้าคุณเป็นผู้ถูกกระทำ ผู้เสียผลประโยชน์บ้าง คุณจะรู้สึกยังไง - "ขำ จำ ทำ" ระวังค่ะ มันเกิดขึ้นได้จริง ๆ

    ถ้าคนเราใส่ใจความรู้สึกซึ่งกันและกัน "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" โลกคงน่าอยู่ และสงบ เจริญ แผ่นดินสูงขึ้นกว่านี้เยอะค่ะ

    ลองคิดดูแล้วกันค่ะ
    ไม่ต้องเชื่อเรา - แค่ลองถามตัวเองดูว่าโลกที่คุณต้องการเป็นแบบนี้หรือ?
    July 06

    ดึงดูด ๆ

    อยู่ดึกดื่น ไม่ใช่ไม่อยากนอน แต่เพราะเมาท์แตกกับกุลลี่ โคตรฮาเลยแก งานวิจัยกุลลี่มันเริดมาก (พอดีเรียนคนละสาขา เลยลอกมันไม่ได้ ก๊าก...)
     
    กะจะนอนแล้ว เพิ่งเห็นซีดีที่จะส่งอาจารย์
    โอ้มายก็อด เอาไปวางข้างล่างได้ไง (เกือบถึงพื้นแล้ว) ดีไม่พัง แต่เกือบลืม ถ้าลืมก็แย่เลย (งาน ๆ)

    พรุ่งนี้จะถ่ายสกู๊ปต่อ บทฉัน ๆ ??
    บทหาย ค้น ๆ นั่งนึก ก็เหมือนจะนึกได้ว่า อืม เอาใส่ลังชั่งกิโลไปแล้ว (คุ้น ๆ ว่า เห็นหยิบใส่ไปตอนจัดห้อง)
    เจริญสิ ต้องปริ้นท์ใหม่
     
    คนเราเวลามันรู้สึก "ไม่ได้ดั่งใจ" มันก็จะไม่ได้ดั่งใจเลยสักอย่าง
     
    จำได้ตอนที่อ่านเดอะทอปซีเครตน่ะ (เราไม่ได้อ่านเดอะซีเครตนะคะ เพราะว่าเราไม่อยากทำให้ตัวเองเชื่อโดยปราศจากเหตุผลอ่ะ)
    ทำให้รู้ว่า กฎของแรงดึงดูดมีอิทธิพลมากเลย ถ้าเราใส่ใจกับความรู้สึกที่ว่ามันไม่ได้ดั่งใจเลย ผลก็คืออะไร ๆ ที่เราเจอ มันก็จะไม่ได้ดั่งใจ (เหมือนที่เราคิดไว้ไง) ดังนั้นเราต้องปรับความคิด ปรับความคิดแล้วอะไรจะดีขึ้นจริง ๆ แอมเคยทำได้แล้วด้วย แต่วันนี้คงเครียดเกินไป ทั้งที่อะไรอะไรมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นเลย จริง ๆ นะ ทุกอย่างก็ยังอยู่อย่างนั้น เราเองต่างหากที่ไม่ปกติ

    ขอถอนคำพูด เรื่องที่จะไม่ทำเพลง

    ตั้งแต่ช่วงบ่าย ปวดท้องมาก คาดว่าคงปวดกระเพาะ ไ่ม่ใช่ปวดลำใส้ อย่างที่เึคย ๆ พอตกเย็นปวดหัว เวียนหัว ทำงานไม่ได้ คาดว่าไซโคโซมาติกกำเริบ เราคงกดดันตัวเิิองมากเกิน

    บางที่เราอาจจะไม่จำเป็นจะต้องกำหนดกฎเกณฑ์กับชีวิตมากมายขนาดนั้น

    การที่เราทำเพลง มันก็ไม่ได้มีผลกับการจบ ปโทของเรา ถ้าเราแบ่งเวลาได้ มันก็น่าจะทำได้

    รู้สึกไม่สบายอ่ะ เลยมาถอนคำพูดดีกว่า

    เรากลัวเราจะบ้าตายซะก่อน
    ---
    เราเคยได้ยินเรื่อง อาจารย์ท่านหนึ่ง คาดว่าป๋าเล่า นานมากแล้ว ตั้งแต่เรายังไม่เรียนตรีเลย
    อาจารย์ท่านนั้น เขามีโรคประจำตัวอยู่ (จำไม่ได้โรคอะไร) แล้วก็เคร่งเครียดทำวิจัย จนวันจะส่งเล่ม (จะจบแล้ว-วันนี้วันสุดท้าย) อาการป่วยเขากำเริบ เขายังห่วงส่งงาน จำไม่ได้ว่ารายละเอียดเป็นไง แต่สุดท้าย เขาก็เสียชีวิตอ่ะ (รู้สึกว่าจะวันส่งเล่มเลยแหละ)
    คุ้มไหม! ชีวิต

    เอาว่า ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป แล้วกัน เรารู้ว่าเราเริ่มเฉื่อยมาตั้งแต่ ปี 1 เทอม 2 แล้ว (คาดว่าเพราะหมดไฟ หมดแรงไปแล้ว จากเรื่องติด i กับความรู้ที่ได้ในวิชาสังคม - จริง ๆ ไม่เกี่ยวเลย เราผูกเรื่องเอง เราสร้างเงื่อนไขเอง ไม่ดี ๆ) แต่ว่าเราก็ไม่ควรจะเร่งมากมาย เพราะบางทีการรีบของเราอาจจะกลายเป็นรีบไปตาย มากกว่า รีบจบปริญญา คงต้องผ่อนคลายซะบ้าง

    ---
    เอาใจช่วยคนที่อยู่ในสภาพเดียวกัน
    (ตอนนี้เอาสเปชเป็นที่บนแล้วเหรอ - เฮ้ย! เราไม่ได้บนนะ ไม่ได้อะไรเลย แค่ไม่อยากผิดคำพูด แต่พอดีว่ามันรับไม่ไหวจริง ๆ เลยต้องมาแก้ไขคำพูด)

    จะทำยังไงดี???

    ทำไงดี ทำไงดี ทำไงดี 
    (***ใครขโมยเนื้อเพลงอิฉัน อิฉันแช่งให้สมองฝ่อตายเลยนะยะ แต่ถ้าเอาแนวคิดไป ก็ไม่ว่าหรอก คนเป็นพันล้าน ชีวิตมันมีสิทธิซ้ำกันได้ และยังไง ๆ อิฉันก็ถูกสร้างมาให้เป็นแรงบันดาลใจของพวกคุณอยู่แล้ว - พูดเหมือนเราเป็นหุ่นยนต์ ก๊าก... ต้องพูดเสียงแก่ ๆ ด้วย)
     
    ลำดับที่ 18
    ชื่อเพลง ชอบเธอ (ช, ญ)
    จังหวะ pop [duet]
    วันที่แต่ง 13 พฤศจิกายน 2543
    เวลา สายๆ
    บริเวณ ที่โรงเรียน
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    เราเพิ่งรู้จักกันใช่ไหม
    แต่ทำไม ทำไมฉันคุ้นจัง
    อาจเคยพบเธอก่อนละมั้ง
    ไม่มีทาง ไม่มีทางฉันแน่ใจ
    ฉันไม่รู้ว่าเธอจะคิด
    อย่างเดียวกันกับฉันนั้นบ้างไหม
    ไม่กล้าถามกลัวจะผิดไป
    ก็เราเองยังคงไม่คุ้นเคย
    *เมื่อเจอกัน ฉันหวั่นไหว
    เมื่อไม่พบก็หวั่นใจ
    เกิดคิดถึงและห่วงใย
    จะทำไงก็ใจมันชอบเธอ
    **ก็ไม่รู้จะบอกอย่างไร
    ความรู้สึกที่อยู่ในใจ
    หากอย่างน้อยเราคุ้นเคยกันสักหน่อย
    อาจช่วยฉันให้รู้สึกดี
    กว่านี้ ที่เราเพิ่งพบเจอ
    ก็ยังเพ้อถึงเธอซะวุ่นวาย
    ให้เวลานั้นช่วยได้ช่วยตัดสินใจ
    ว่าเธอนั้นจะคิดยังไง
    จะใช่รักหรือเปล่า
     
    ลำดับที่ 23
    ชื่อเพลง แอบชอบเธอ (ญ)
    จังหวะ pop
    วันที่แต่ง 25 ธันวาคม 2543, 2 มีนาคม 2544
    เวลา สายๆ อาจารย์ไม่เข้าสอน
    บริเวณ ในห้องม.4/10 (เลขห้อง 332) ราชวินิตบางแก้ว
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    และ ชมัยพร พจน์ภูวดล
    แอบ แอบเก็บเธอไว้ ไม่เคย ได้พูดไป
    เพราะกลัวเธอไม่มีใจ
    และกลัวเสียใจ
    ถ้าเธอไม่คิดอย่างนั้น
    อยาก อยากบอกให้รู้ให้เธอได้เข้าใจ
    ว่าจริง จริงแล้ว ฉันเองคิดยังไง
    แต่ก็ทำไม่ได้
    ก็ฉันขี้อายออกอย่างนั้น
    *ได้แต่ส่งยิ้มๆ แค่สบตาปิ๊งๆ เผยสิ่งที่อยู่ข้างใน
    เธอเดินผ่านแว๊บๆ ใจก็แปลบแปล๊บๆ ไม่รู้มันเป็นยังไง
    โปรด โปรดสบตาฉันแล้วเธอจะเข้าใจ
    แววตาของฉันมีเธออยู่ข้างใน
    เก็บเอาไว้ไม่ได้ ต้องเผยหัวใจให้เธอรู้
     

     
    ลำดับที่ 36
    ชื่อเพลง แค่ต้องการให้เธอรู้ (ช, ญ)
    จังหวะ bossa
    วันที่แต่ง 27,28 กันยายน 2544
    เวลา ดึกๆ นอนกันหมดแล้ว แอบลุกมาจดหน้าห้องน้ำ
    บริเวณ บ้าน
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    อย่ารำคาญฉันได้ไหม
    ฉันไม่ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้
    ฉันแค่ต้องการให้เธอรู้ว่ามีคนหนึ่ง
    ที่แอบคิดถึงเธออยู่ทุกเวลา
    อย่าหลบหน้าฉันเลยได้ไหม
    ถึงเธอจะไม่มีใจให้ฉันมา
    ฉันจะไม่ทำให้เธอนั้นต้องเสียเวลา
    อยากจะพูดจาสักคำก่อนไป
    *เธออาจไม่เคยรู้สึกแบบนี้
    เธอจึงไม่มีวันเข้าใจ
    แต่อยากบอกเธอว่าฉันต้องรวมกำลังใจ
    มากแค่ไหน ถึงกล้าเดินเข้าไปบอกเธอ
    สุดละอายใจที่มันเป็น
    แบบที่เห็น ที่พบเจอ
    หากไม่มีวันให้ใจ
    ขอเพียงความจริงข้างในใจของเธอ
    ไม่รักกันก็บอกฉันเบาๆ ให้เลิกเฝ้าละเมอ
    แล้วฉันกับเธอจะเป็นเหมือนเดิม
     
    ลำดับที่ 40
    ชื่อเพลง แอบรักเธอ (ช, ญ)
    จังหวะ pop
    วันที่แต่ง 19 มกราคม 2545
    เวลา 13.45 - 16.30 น.
    บริเวณ ห้องพระที่บ้าน
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    เธอ อาจจะมีใคร
    อยู่ ภายในใจ
    ปิดไว้ไม่เคยบอกให้รู้ให้เห็น
    แต่เธอ กลับกลายมาเป็น
    หนึ่งในใจฉัน
    โดยที่ไม่ทันตั้งตัวและหัวใจ
    *แอบรัก เธอ แล้วใช่ไหม
    จะห้าม ใจ สักเท่าไร
    ก็ยังคงคิดถึง เธออย่างนั้น
    อาจไม่มีวันลืม เธอไปจากใจ
    **อยากให้เธอ คิดเหมือนกัน
    กับฉัน ได้ไหม
    ไม่ รู้ ว่าเธอนั้นรักใครอยู่หรือเปล่า
    ได้แต่เพ้อ ครวญถึงเธอ
    กับ เดือนและดาว
    สุด เหงา กับคืนที่ว่างเปล่า และ สับสน
    *
    อยากให้เธอ คิดเหมือนกัน
    กับฉัน ได้ไหม
    ไม่ รู้ ว่าเธอนั้นรักใครอยู่หรือเปล่า
    ได้แต่เพ้อ ครวญถึงเธอ
    กับ เดือนและดาว
    สุด เหงา กับคืนที่ว่างเปล่า และ
    อยากให้เธอ คิดเหมือนกัน
    กับฉัน ได้ไหม
    ไม่ รู้ ว่าเธอนั้นรักใครอยู่หรือเปล่า
    ได้แต่เพ้อ ครวญถึงเธอ
    กับ เดือนและดาว
    สุด เหงา กับคืนที่ว่างเปล่า และ สับสน
     
    ลำดับที่ 45
    ชื่อเพลง ฉันรักเธอ (ช, ญ)
    จังหวะ pop
    วันที่แต่งเนื้อร้องช่วงแรก ไม่รู้ (ชมัยพร พจน์ภูวดล แต่งเป็นกลอนไว้)
    วันที่แต่งทำนอง 5 กรกฎาคม 2545
    เวลา คาบอิสระ
    บริเวณ ในห้องม.6/10 เลขห้อง 147  ตึกร่มเกล้า โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว
    วันที่แต่งเนื้อร้องช่วงหลัง 15,18 กันยายน 2545 
    เวลา เย็นๆ
    บริเวณ ห้องกลางในบ้าน
    คำร้อง ชมัยพร พจน์ภูวดล, ประณิธี รัตนวิจิตร
    ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    ใครจะมองอย่างไรไม่เคยสน
    เธอคือคนที่หัวใจฉันใฝ่หา
    ฉันรอ คอย เพียงเธอเสมอมา
    ทุกเวลา เธอมีค่าต่อหัวใจ
    *ถึงขี้งอนไปบ้างยังน่ารัก
    อารมณ์เสียบ่อยนักยังรักไหว
    แม้ดื้อดึงก็รักเธอเสมอไป
    เป็นอย่างไร ใจยังมั่น ฉันรักเธอ
    **ฉันรักเธอ รักเธอ รักเธอ รักเธอ
    รักเธอ รักเธอ ให้เธอรับรู้เอาไว้
    ฉันรักเธอ รักเธอ รักเธอ รักเธอ
    รักเธอ รักเธอ
    ได้โปรดมีใจให้ฉันได้ไหมนะคนดี
    ธรรมดาอย่างเธอแหละที่ฝัน
    ฉันไม่ขอให้มันเลิศเลอกว่านี้
    เพราะเธอ เธอคือคนนิสัยดี
    ฉันจึงมอบความรักนี้ให้ทั้งใจ
    *, **
    ลำดับที่ 46
    ชื่อเพลง ยอม (ญ)
    จังหวะ ballad
    วันที่แต่ง 20 ตุลาคม 2545, 7 พฤศจิกายน 2545
    เวลา สายๆ
    บริเวณ ในห้องม.6/10 เลขห้อง 147  ตึกร่มเกล้า โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    ท่อนตามใจต้องการ ชญาณ ลำเภา ช่วยคิด
    ฉันไม่แน่ใจว่าเธอเคยรักกันบ้างหรือเปล่า
    เพราะเธอไม่เคยบอก ไม่เคยแสดงเลย
    ฉันเห็นแค่เพียงท่าทางเย็นชาที่ดูเฉยเมย
    ทำไมถึงลงเอย เป็นฉันมีใจให้ไป
    *ทั้งๆที่ฉันต้องเจ็บต้องช้ำ
    ทั้งรู้ฉันยังจะทำ
    เพราะเป็นคำเรียกร้องของหัวใจ
    ไม่รู้พรุ่งนี้จะดีจะร้ายมากมายแค่ไหน
    แต่ก็ยอมให้เป็นไป
    ฉันยอมให้เป็นไปตามใจต้องการ
     
    ลำดับที่ 58
    วันที่แต่ง 13 / 10 / 47 และ 5, 6, 7/11/47
    คนแต่ง ประณิธี รัตนวิจิตร
    ชื่อเพลง ความรักของฉัน
    ไม่รู้ว่าความรักหน้าตามันเป็นยังไง
    เพราะฉันไม่เคยจะรักใคร
    จะใส่ใจก็เพียงตัวฉันเองและครอบครัว
    จนวันที่ได้พบเจอเธอใจเต้นรัว
    อยากทักทายไปก็นึกกลัว
    ไม่ค่อยชัวร์ เมื่อเรายังไม่รู้จักกัน
    เวลาที่ผ่านพ้นดลใจให้เชื่อมั่น
    ว่ารักคงมาเกิดในใจฉัน
    ยิ่งนานวันฉันยิ่งแน่ใจว่ารักเธอ
    SOLO
    ไม่รู้ว่าเธอนั้น มีใจให้กันหรือเปล่า
    คงไม่ใช่มีแค่ตัวเรา ที่ค่ำเช้า
    นั่งหงอยเหงาเฝ้ารอเพื่อพบเจอ
    ถึงแม้ว่าวันนี้ได้เดินเคียงข้างเธอ
    แต่หัวใจมันก็ยังเพ้อ ยังกลัวเก้อ
    ไม่มีความรักเธอให้ฉันมา
    หากเธอไม่ได้คิดตรงกันเหมือนฉันว่า
    คงเสียใจจนกว่าจะชินชา ปล่อยให้เวลา
    ช่วยรักษาหัวใจให้เหมือนเดิม
    ทั้งที่รู้ว่ามันคงไม่เหมือนเดิม ฮือ.. ฮื้อ
    ได้แต่หวังว่าเธอคงจะรักกัน
    ลำดับที่ 74 (Full)
    ชื่อเพลง แอบรักเธอเข้าแล้ว
    จังหวะ pop
    วันที่แต่ง 1 สิงหาคม 2549(แค่ HOOK 3 วรรค)
    และมาเพิ่มทั้งเพลง 26 มิถุนายน 2550
    เวลา เย็น ๆ
    บริเวณ  โลตัสอ่อนนุช
    และเพิ่ม ตอนก่อนเที่ยงที่ห้องราชเทวี แกรนด์บอลลรูม
    โรงแรมเอเซีย ไปสัมมนา เรื่อง นโยบาย กลยุทธ์และ
    แนวปฏิบัติเพื่อความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพ
    การศึกษาด้วยไอซีที งานนี้ดีมากเลยนะ
    เราแต่งเพลงแต่งกลอนได้เพียบ??!!) และเพิ่มอีกที่
    โลตัสอ่อนนุชและก็ที่บ้าน โอ้ยแต่งกันทั้งวัน
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    -ทำนองไม่เหมือนที่คิดตอนสัมมนา เพราะไม่ได้อัดเสียง
    และจำ+ระลึก+นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก เลยคิดใหม่ซะเลย-
    ไม่เคย คิดเลย ว่าจะเจอ คนเช่นเธอ
    นี่ฉันฝันไป หรือว่ายังไง
    ไม่เคย ไว้ใจ ให้ใครเลย เพิ่งมีให้เธอ
    อยากจะรักเธอจริงจริง
    *เหมือนพบรัก แต่มันก็ยังไม่แน่ใจเท่าไร
    ก็กลัวเธอ จะแอบเก็บรักแท้ไว้ให้ใคร
    ลองถามแล้ว เธอตอบมาว่ายังไม่มีผู้ใด
    จึงขอพูดออกไป จากหัวใจที่ร่ำร้องว่า
    (HOOK) แอบรักเธอเข้าแล้ว
    เธอจะรู้ตัวบ้างไหม
    ว่ามีคนสนใจ
    ในสิ่งที่เธอเป็น (ลัล ลัล ลั้ล ลา)
    แม้...ที่ผ่านมา
    คนอื่นเขาจะมองไม่เห็น
    ก็ไม่ต้องสนใจ
    แค่รู้ไว้วันนี้มีฉันรักเธอเข้าแล้วไง
    รู้ไว้แค่เพียงเท่านี้พอ
    *, HOOK
    แค่รู้ไว้วันนี้มีฉันรักเธอเข้าแล้วไง
    ขอรักให้ฉันได้ไหมเธอ
     
     
    ลำดับที่ 94
    ชื่อเพลง จะเป็นไรไหม (หรือจะเรียกว่าเพลง ก ข ก็ไม่ว่า 555)
    จังหวะ Pop บ้า ๆ
    วันที่แต่ง 23 พฤศจิกายน  2550
    เวลา ประมาณ 19:00 น.
    บริเวณ ที่กินข้าว ชั้นท็อปซุปเปอร์มาเก็ต เซนทรัลบางนา
    กลับมาแต่งต่อที่บ้าน ตี 1 - ตี 2 (24 พ.ย.50)
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    แรงบันดาลใจมาจาก
    - นั่งกินข้าวที่เซนทรัล แล้วคิดบ้าบ้าบอ ๆ ไปเรื่อย ๆ
    นึกไปถึงว่า ถ้า ก แอบชอบ ข
    ข ก็พอรู้ ว่า ก ชอบ
    แต่ว่า ก มันไม่มีทีท่าว่าจะมาบอก ข ตรง ๆ ว่าชอบ*
    (ข อาจรู้ได้จาก มีการที่มีคนอื่นแซว มีเสียงพรายกระซิบบอก
    หรือรู้สึกว่าเราทั้งคู่ต้องเป็นพรหมลิขิต -> เริ่มออกแนวเพี้ยนแล้ว)
    *เพราะ ก มันขี้อาย หรือ มันเฉื่อยมาก หรือ มันคอนฟิ้วทูสตาร์ท
    ตัว ข เองก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เลยชอบใช้วิธี ใช้งาน ก หนัก ๆ 
    แกล้งนู่นนี่นั่น (จริง ๆ ก็เพื่อที่ตัวเองจะได้เห็น ก บ่อย ๆ ก๊าก...)
    แต่ ก มันดันเซ็ง เหนื่อย หายหน้าไปเลย (ด้วยความ...อะไรก็ตาม)
    และเมื่อนั้น ไอ้ ข มันต้องร้องเพลงนี้ แน่ ๆ ก๊าก...
    (ไม่ต้องเดาว่าใครคือ ก ข คือ ใคร เพราะเราก็ไม่รู้เหมือนกัน)
    และที่สำคัญอยากลองแต่งเพลงที่เซนทรัล
    หลังจากที่เคยแต่งที่โลตัสอ่อนนุชมาเยอะมากก๊าก...
    บางทีก็สงสัย ว่าตัวฉันเป็นอะไร ฉันเป็นอะไร
    ที่คอยกวนเธอซ้ำ ๆ เพราะทำแล้วสบายใจ
    ที่ฉันได้เป็นตัวปัญหา
    ป่วนเธอซะวุ่นวาย จนมาถึงวันที่เธอหายหน้า
    เธอรู้ไหม เธอทำให้ฉันเหมือนจะเป็นบ้า
    อ้อนวอนบนฟ้า ขอให้เธอกลับมาได้ไหม...
    *แล้วฉัน จะไม่เรียกร้องให้เธอ ต้องคอยเอาใจ
    อย่างที่ฉันเคยทำไป
    พบแล้ว ว่าที่จริงนั้น ฉันหลงรักเธอเข้าจนได้
    ขอให้เธอรู้ไว้
    เหตุผล ก็คือคนนี้ต้องการให้เธอเอาใจ
    เลยต้องวุ่นวายกับเธอมากกว่าใคร
    อยากให้เธอมองเห็นฉันทุกลมหายใจ
    เป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะลองคบกันดูสักที
    ป่วนเธอซะวุ่นวาย จนมาถึงวันที่เธอหายหน้า
    เธอรู้ไหม เธอทำให้ฉันเหมือนจะเป็นบ้า
    อ้อนวอนบนฟ้า ขอให้เธอกลับมาได้ไหม...
    *แล้วฉัน จะไม่เรียกร้องให้เธอ ต้องคอยเอาใจ
    อย่างที่ฉันเคยทำไป
    พบแล้ว ว่าที่จริงนั้น ฉันหลงรักเธอเข้าจนได้
    ขอให้เธอรู้ไว้
    เหตุผล ก็คือคนนี้ต้องการให้เธอเอาใจ
    เลยต้องวุ่นวายกับเธอมากกว่าใคร
    อยากให้เธอได้ยินเสียงฉันทุกลมหายใจ (12/01/50)
    จะเป็นไรไหม ถ้าเราจะมารักกันดูสักที (12/01/50)
     
    ลำดับที่ 98
    ชื่อเพลง  รักคือเธอ
    จังหวะ ช้า เนิบ กำเริบเสิบสาน
    วันที่แต่ง 21/3/51
    เวลา  สายบ่ายเย็น ทั้งวัน คิดไม่ตก
    บริเวณ ที่ มศว กลับมาต่อที่ บ้าน
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    แรงบันดาลใจมาจาก งานแต่งไอ้โก
    รัก คืออะไร มีใคร ตอบได้ไหม ฉันอยากรู้จังเลย
    หรือรักเป็นเพียง ความอ่อนไหว เฉย ๆ ไม่คุ้นเคยจึงยังไม่แน่ใจ
    มีบางคนเคยบอกฉัน ว่ารักนั้นที่แท้ ก็คือการให้อภัย
    แต่รักจริง ๆ เป็นแบบไหน และฉันจะได้เจอบ้างไหม
    *อยากจะมีความรัก อยากมีคนห่วงใย
    เติมโลกให้สดใส เหมือนที่ใจต้องการ
    อยากให้คนมารัก และเคียงข้างฉันตลอดกาล
    ตราบนานเท่านาน ...
    (ยังไม่จบ คิดไม่ออก)
     
    ลำดับที่ 99
    ชื่อเพลง  ... โก แต้งค์...
    จังหวะ ลืมทำนอง แต่อยู่ใน มือถือ
    วันที่แต่ง 31 มีนาคม 2551
    เวลา 15:30 น
    บริเวณ หน้า หอสมุด
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    แรงบันดาลใจมาจาก งานแต่งไอ้โก
    ครั้งแรกที่เจอกัน
    ฉันและเธอไม่ชอบใจ
    ไม่มีอะไร ที่เข้าตาเลยสักอย่าง
    ไม่คิดว่าวันหนึ่ง
    ฉันจะได้มาเดินร่วมทางกับเธอ อย่างวันนี้
    ย้อนมองกลับไป
    (ยังไม่จบ คิดไม่ออก)
    ลำดับที่ 103
    ชื่อเพลง  เพราะอะไรกันน้า... (เพราะว่า ฉันรักเธอ)
    จังหวะ pop บอกไม่ถูก
    วันที่แต่ง วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน 2551
    เวลา ตี 1 ครึ่ง - ตี 2 ครึ่ง ห้องคอมที่บ้าน (เรียบเรียงเนื้อเพลงอีกนิดนิดตอนพิมพ์เนื้อเพลง)
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    แรงบันดาลใจมาจาก รู้สึกคิดถึงคนคนนึงขึ้นมา เนื้อหาเหมือนในเพลงเป๊ะ
    (นึกได้ในห้องน้ำ ตอนตี 1 ครึ่งแหละ แต่แล้วพอไอเดียเริ่มมามันนอนไม่ได้ เลยต้องนั่งแต่งต่อจนเสร็จ แม่ก็ไม่เข้าใจ เดินมาเรียกซะตกใจหมด ไอเดียกระเด็นกระจุยกระจายเลย เฮ้อ... ไม่ได้คุยโทรศัพท์กับผู้ชายสักหน่อย - เคยคุยที่ไหนกันดึกดื่นมีแต่พูดคนเดียว ก็แค่ร้องเพลงใส่มือถือกันลืม เศร้าว่ะ อยากได้ความเป็นส่วนตัว ทำไมไม่เข้าใจกันบ้างว่าแต่งเพลงอยู่ - การถูกทำให้ตกใจขณะแต่งเพลง ถือเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งในการแต่งเพลง)
    ได้เจอ เธออีกที
    มันก็รู้สึกดีดี มีกลับมาเต็มหัวใจ
    ตกกลางคืน ก็นอนไม่ไหว
    กระวนกระวาย จะเป็นจะตาย คล้ายคล้ายจะคิดถึงกัน
    ตื่นมา อาการไม่ดี
    เพราะเรื่องเธอเมื่อวานนี้ ไม่ได้มาเข้าฝัน
    จะทำยังไง ให้ได้เจอทุกวัน
    ตอนนี้ ความคิดของฉัน มันมีเพียงหน้าเธอ
    *หลับก็อยากฝัน
    ตื่นก็ยังเพ้อ
    หากได้เจอ ก็คงชื่นใจ
    ยิ่งได้คุยกัน
    ฉันยิ่งหวั่นไหว
    เพราะอะไร กันน้า...
    หรือว่า ฉันชอบเธอ
    ที่จริง ฉันก็สงสัย
    ก่อนนี้ มีใครต่อใคร มาบอกว่าเธอชอบฉัน
    แต่ทำไม ทำไมวันนั้น
    ฉันไม่รู้สึกตรงกัน มันก็เลยต้องกลายเป็นอย่างนี้
    ยอมรับ ว่าฉันรู้ตัวช้า
    ความรักต้องใช้เวลา พิสูจน์จิตใจที่มี
    จะทำยังไง ฉันต้องทำแบบไหนดี
    ให้ความในใจดวงนี้ มันส่งไปถึงเธอ
    *เพราะเมื่อหลับก็อยากฝัน
    ตื่นก็ยังเพ้อ
    หากได้เจอ ก็คงชื่นใจ
    ยิ่งได้คุยกัน
    ในวันนั้นยิ่งหวั่นไหว
    เพราะอะไร กันน้า......................
    หรือว่าในวันนี้ ฉันตกหลุมรักเธอ
    ถ้าเธอยังรอฉัน
    ฉันก็พร้อมจะบอกคำนั้น
    คำว่า ฉันรักเธอ
    ---
    ///ร้องอีกแบบ แบบยาว///
    ได้เจอ เธออีกที
    มันก็รู้สึกดีดี มีกลับมาเต็มหัวใจ
    ตกกลางคืน ก็นอนไม่ไหว
    กระวนกระวาย จะเป็นจะตาย คล้ายคล้ายจะคิดถึงกัน
    ตื่นมา อาการไม่ดี
    เพราะเรื่องเธอเมื่อวานนี้ ไม่ได้มาเข้าฝัน
    จะทำยังไง ให้ได้เจอทุกวัน
    ตอนนี้ ความคิดของฉัน มันมีเพียงหน้าเธอ
    *หลับก็อยากฝัน
    ตื่นก็ยังเพ้อ
    หากได้เจอ ก็คงชื่นใจ
    ยิ่งได้คุยกัน
    ฉันยิ่งหวั่นไหว
    เพราะอะไร กันน้า...
    หรือว่า ฉันชอบเธอ
    ที่จริง ฉันก็สงสัย
    ก่อนนี้ มีใครต่อใคร มาบอกว่าเธอชอบฉัน
    แต่ทำไม ทำไมวันนั้น
    ฉันไม่รู้สึกตรงกัน มันก็เลยต้องกลายเป็นอย่างนี้
    ยอมรับ ว่าฉันรู้ตัวช้า
    ความรักต้องใช้เวลา พิสูจน์จิตใจที่มี
    จะทำยังไง ฉันต้องทำแบบไหนดี
    ให้ความในใจดวงนี้ มันส่งไปถึงเธอ
    *เพราะเมื่อหลับก็อยากฝัน
    ตื่นก็ยังเพ้อ
    หากได้เจอ ก็คงชื่นใจ
    ยิ่งได้คุยกัน
    ฉันยิ่งหวั่นไหว
    เพราะอะไร กันน้า...
    หรือว่า ฉันชอบเธอ
    *หลับก็อยากฝัน
    ตื่นก็ยังเพ้อ
    หากได้เจอ ก็คงชื่นใจ
    ยิ่งได้คุยกัน
    ในวันนั้นยิ่งหวั่นไหว
    เพราะอะไร กันน้า......................
    หรือว่าในวันนี้ ฉันตกหลุมรักเธอ
    ถ้าเธอยังรอฉัน
    ฉันก็พร้อมจะบอกคำนั้น
    คำว่า ฉันรักเธอ
     
    ลำดับที่ 106
    ชื่อเพลง 
    จังหวะ
    วันที่แต่ง
    เวลา
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    แรงบันดาลใจมาจาก (เกือบซวย ดีที่ทันเห็น และลบทัน เอิ๊ก ๆ...)
    เนื้อเพลง
    ชื่อเพลง (คิดไม่ออก) แต่เรามีชื่อเรียกของเราเอง
    ถ้าอยากเรียกเบอร์ก็ 106 มั๊ง
    (ไม่ได้บันทึกเนื้อเพลง มานานพอสมควรแล้ว
    จนเพลงหายโหว่ไปเป็นเพลง ๆ เลย เฮ้อ...
    กระดาษต้นฉบับ คงชั่งกิโลขายไปแล้ว!)
    (ความหมายของสัญลักษณ์
    = หมายถึง ท่อนหลัง คือ ส่วนขยายท่อนหน้า
    หรือบอกความหมายของท่อนหน้า
    // หมายถึง ท่อนหน้ากับท่อนหลังเครื่องหมายนี้
    มีเนื้อหาคนละเรื่องเลย
    วงเล็บ อธิบายอะไรที่เราคิดว่าเราอยากอธิบาย)

    A1
    ทุกสัปดาห์ ฉันเฝ้ารอ แค่หนึ่งเวลา
    = วันที่เธอส่งเสียงมา พร้อมกับข้อความจับใจ //
    แม้ว่าตอนนี้ ฉันไม่รู้ เราอยู่จุดไหน
    แต่ฉันก็แอบหวังไป อยากให้รู้สึกเหมือนกัน
    B1
    แอบเก็บเธอไว้ เก็บเธอไปฝันกลางวัน
    มันติดในใจ จะทำยังไงดีล่ะฉัน...
    A2
    ที่ผ่านมา ช่วงเวลาจะได้คุยกัน
    = ถึงมันช่างแสนสั้น แต่ฉันก็ไม่เคยพลาดไป
    แม้ไม่กล้าถาม ว่าตอนนี้เธอทำอะไร (ถามมาว่า "ทำอะไรอยู่" -
    เราไม่ถามเพราะว่ารู้สึกว่า ถ้าไม่สนิทอ่ะ คนบางคนจะไม่ให้ถามเลยนะว่า ทำอะไร
    เขาจะโต้เลยว่า แล้วจะทำไมล่ะ อะไรทำนองนี้ เราเลยไม่ชอบถามแบบนี้อ่ะ ก๊าก...)
    แต่ฉันก็แอบปลื้มใจ  ทุกครั้งที่เธอถามกัน
    B2
    ฮืม... เก็บเธอไปฝันกลางวัน
    ฮู๊... จะทำยังไงดีล่ะฉัน
    อยากบอกออกไป แต่กลัวเธอไม่คิดเหมือนกัน
    เลยได้แต่ฝัน และมีเธอนั้น ในใจ ไปก่อน ก็พอ
    C
    เพราะฉันไม่รีบร้อน ไม่ร้องขอ
    แต่ฉันพร้อมจะรอฟังจากเธอ
    B3
    แอบเก็บเธอไว้ เก็บเธอไปฝันกลางวัน
    ติดอยู่ในใจ จะทำยังไงดีล่ะฉัน
    อยากบอกออกไป
    แต่กลัวเธอไม่รู้สึกเหมือนกัน...
    เลยได้แต่ฝัน
    แอบมีเธอนั้นในใจ ก็พอ
    ---
    เพลงนี้แต่งครั้งแรกที่ เซนทรัลบางนา ตรงที่กินข้าว
    (ข้างท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต) เมื่อวันศุกร์ที่  27 มิ.ย. 51
    เวลา 6 โมงเย็น
    แล้วมาแต่งครั้งที่ 2 เมื่อเช้า 6 โมงครึ่ง - 7 โมง 
    30 มิ.ย. 51 ใน taxi
    และต่อที่โรงอาหารร้อน ๆ หน้าร้านญี่ปุ่นที่ มศว ถึง 9 โมง
    เกลาในห้องสตู 12 - 809 ช่วงเพื่อนอัดรายการ
    สรุปบ้าทั้งวัน แล้วก็ไม่อัด เอาไว้ร้องเมื่อ... (เมื่อไรก็เมื่อนั้น)
     
     
    แต่แล้วเพลงข้างล่างนี้ก็มาหยุดทุกสิ่ง
    ลำดับที่ 85
    ชื่อเพลง รักทางผ่าน
    จังหวะ pop เศร้า ๆ
    วันที่แต่ง 12 มิถุนายน 2550 (เกลา 13  )
    เวลา บ่าย 3 กว่า - บ่าย 3 : 55 เร็วมาก เกลาเรื่อย ๆ
    บริเวณ ที่บ้าน ห้องกลาง (พอดีแต่งเพลงธรรมะไม่ออกเลยแต่งเพลงนี้)
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    เมื่อความเป็นจริงนั้นต่างจากความฝัน
    ฉันจึงไม่ควรก้าวไป
    ตกหลุมรักใครสักคนคงหนักใจ
    ก็วันนี้ ฉันยังไม่ได้รู้
    ว่าเขาจะเป็นคนคนนั้น
    หรือว่าเขาเป็นเพียงคนเจ้าชู้
    หรือว่าเพราะต้องการให้ฉันคอยดู
    และช่วยเหลือในยามที่เขาวุ่นวาย
    *ฉันไม่อยากให้รักฉันกลายเป็นของเล่น
    ง่าย ง่าย
    ที่พอเขาได้รักนั้นสมใจ
    ก็จะไม่รักเหมือนวันที่แล้วมา
    **ที่ฉันรู้คือ คำว่าความรัก
    ในวันนี้ มันดูไม่มีค่า
    "ถึงแม้จะเคยผ่านช่วงเวลา
    ที่ได้พิสูจน์หัวใจกัน
    แต่ก็เห็นว่าคนอีกไม่น้อย
    ที่ร่วมชีวิต ร่วมทางมาแสนนาน
    แต่สุดท้ายก็กลายเป็นทางผ่าน
    เป็นรักที่ไม่ต้องการในชีวิตเขาจริง ๆ"
    * **
    ฉันไม่ต้องการเป็นทางผ่าน
    อยากจะเป็นรักที่เขาต้องการในชีวิตเขาจริง ๆ
    ความเป็นมาของเพลงนี้
    เมื่อวาน ตอนบ่าย ร้อน ๆ เบื่อ ๆ
    ก็เลยเอาหนังสือธรรมะมานั่งอ่าน
    กะว่าจะแต่งเพลงส่ง "โครงการตัวกูของกู" ให้ได้
    แต่ก็ไม่มีไอเดียเลยจริง ๆ (สงสัยไม่ต้องส่งแล้ว)
    ก็เลยลองแต่งเพลงอะไรก็ได้ดูสักเพลง
    ก็ได้เพลงนี้มา
    อยากบอกว่ามันคงออกมาจากจิตใต้สำนึก
    เพราะเป็นเรื่องที่สะเทือนใจ
    ตลอดมา ตลอดไป ตลอดกาล
    (สำหรับครอบครัว-รวมถึงคนรักกัน- ที่ไม่เคยเจอ
    เรื่องราวแบบนี้ก็ถือว่าโชคดีมาก ๆ
    แต่ใครที่เจอก็ขอเป็นกำลังใจให้แล้วกันนะคะ)
    พอดีว่าชีวิตนี้ มี ญาติ+คนรู้จักหลายคู่เจอปัญหานี้
    รวมไปถึงความรู้สึกส่วนตัวที่เห็นว่า
    คนสมัยนี้คบกันง่ายเลิกกันง่าย
    พูดมาก ก็น่าเบื่อ ไปดีกว่า (ขึ้นคานกันเถิดครับพี่น้อง)
    เอาเป็นว่า ขอให้ทุกท่านมีสติในการรัก
    และที่สำคัญที่สุดคือรักชาติ
    ถ้ารักชาติจริง ๆ
    ก็ช่วย ๆ กันทำให้ประเทศชาติสงบร่มเย็นสักทีเถอะค่ะ
     
    ลำดับที่ 90
    ชื่อเพลง แรงบันดาลใจ#2 (ตอนแรกจะให้ชื่อว่า "เพ้อ" แต่ว่าแต่งต่อไม่ได้ เลยแต่งใหม่ได้แบบนี้แทน) 
    จังหวะ บอสซ่า
    วันที่แต่ง 11, 25, 26 กันยายน  2550
    เวลา ประมาณ 6โมงเย็น (แต่งก่อนเพลง 91 แป๊บนึง พอคิดต่อไม่ออก ถึงเปลี่ยนไปแต่งเพลง 91 แทน)
    บริเวณ ที่โลตัสอ่อนนุช หอสมุด มศว และที่บ้าน
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    วันนี้ ช่างเป็นวันที่สดใส เพราะว่ามันมี เรื่องใหม่ ๆ ให้ในใจฉันชื่นบาน
    หัวเราะ และยิ้มคนเดียวอยู่นาน ไม่ว่าที่ใดที่ดินผ่าน ก็เห็นเพียงแต่
    *ภาพเธอเท่านั้น เก็บไปฝันกลางวัน ... (11 ก.ย. 50 ได้แค่นี้)
    (25 ก.ย. 50 11:00 หอสมุด มศว ชั้น 5)
    ได้ยินเพียงเสียงเธอเท่านั้น ที่ก้องกังวานอยู่ข้างใน
    อยากให้เธอรู้จริง ๆ ว่าทุกสิ่งจากเธอ
    (26 ก.ย. 50 16:30 ห้องกลางที่บ้าน)
    มีค่ากับฉัน มากแค่ไหน
    ยกให้เธอเป็นเหมือนแรงบันดาลใจ
    ให้ฉันสู้ต่อไหว อีกครั้ง..ง.
    (คำว่า ครั้ง ให้ร้องเอื้อน ๆ เอิ๊ก ๆ)
    -ฟังเพลงค่ะ คราวนี้ทำใส่ ijigg แล้ว- -
    ความเป็นมา
    ณ ตอนที่เริ่มเขียนเพลงนี้ ตั้งใจแล้วว่าจะแต่งเป็นเพลงสไตล์ Bossa
    อยากทำไว้เล่นกับกีตาร์ อารมณ์ประมาณนั่งริมชายหาด (ทั้งที่เล่นกีตาร์ไม่เป็น)
    แต่เนื้อเพลงดูเหมือนจะออกไปทางพนักงานออฟฟิสหรือประมาณคนทำงาน (?!)
    สับสนตัวเองมาก สุดท้ายเลยดองเพลงไว้ก่อน
    จนได้อ่านคอมเม้นคุณลุงอ้วน เลยอยากจะทำเพลงสักเพลง
    ก็เลยเอาเพลงนี้มาแต่งต่อให้เสร็จ ซึ่งมันค่อนข้างยากอ่ะนะคะ เพราะขณะที่เราแต่งเพลง ถ้าเกิดอยู่ดี ๆ ติดตันแต่งต่อไม่ได้แล้ว ก็มักจะติดตันต่ออยู่อย่างนั้น แต่งไม่ได้อีก (เพราะถ้าต่อได้ มันก็คงไม่ติด ถ้าติดก็คงต่อไม่ได้???) สุดท้ายเลยจบออกมาเป็นแบบนี้ ซึ่งเราว่ามันก็โอเคนะ
    "สำหรับเรา ถ้าไปเจออะไรดี ๆ ก็คงร้องเพลงนี้ได้ตลอด เพราะทุกอย่างที่เราพบเจอ ได้ยิน ได้ฟัง ได้รับรู้ ก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงของเราได้หมดแหละค่ะ" เอิ๊ก ๆ
     
    ลำดับที่ 92
    ชื่อเพลง ไม่สำคัญ
    จังหวะ pop ก๊าก...
    วันที่แต่ง 30 ตุลาคม  2550
    เวลา ตี 1 - ตี1 40 นาที
    บริเวณ ห้องคอมที่บ้าน
    คำร้อง-ทำนอง ประณิธี รัตนวิจิตร
    แรงบันดาลใจมาจาก ความรู้สึกของเราเอง (ก๊าก...) + คำพูดประโยคหนึ่งของเจ้าก้อง ที่บอกว่า "ผู้ชายมันก็เวงทั้งโลกเเระ" เออ ตัวมันเองก็เป็นผู้ชาย! พูดมาได้ก๊าก... แสดงว่าน้องเขามาช่วยยืนยันนะคะพี่... (ถ้าเจ้าตัวมาอ่าน คงรู้ว่าหมายถึง พี่นั่นแหละย่ะ - เพลงนี้แต่งให้อ่ะ ชอบไม่ชอบก็แต่งเสร็จแล้ว)
    ลองคิดไว้แล้ว ว่าตอนสุดท้าย
    ลงเอย จะเป็น รูปแบบไหน
    อาจไม่เหมือน ที่ฉัน แอบหวัง ในใจ
    และไม่คล้าย ที่เธอ นั้นต้องการ
    ก็ไม่ได้ขอ ให้เป็นอย่างฝัน
    ที่เธอกับฉัน คู่กัน อย่างในนิทาน
    แค่วันนี้ ที่เรา ยังได้พบพาน
    จะเป็นวันนั้น ที่เรายังประทับใจ
    เพราะทุกสิ่ง ไม่มีทางแน่นอน
    ไม่นาน ก็เปลี่ยนไป
    ถ้าวันหนึ่ง สิ่งนี้มาถึง
    ฉันจะ ได้เข้าใจ
    แต่รู้รึเปล่า ที่เราได้พบกัน
    ฉันนั้น ก็ตั้งใจ
    เพราะฉันอยาก ให้เธอ ได้รู้เอาไว้
    ว่าเธอมีฉันคนนึง ที่ห่วงใย
    หากแม้ในตอนสุดท้าย
    ต้องจบที่ เราจากกันไกล (จะจบที่ ต้องจากกันไกล)
    ก็คงไม่สำคัญ
    เพราะทุกสิ่ง ไม่มีทางแน่นอน
    ไม่นาน ก็เปลี่ยนไป
    ถ้าวันหนึ่ง สิ่งนี้มาถึง
    ฉันจะ ไม่หวั่นไหว
    แต่รู้รึเปล่า ที่เราได้พบกัน
    ฉันนั้น ก็ตั้งใจ
    เพราะฉันอยาก ให้เธอ ได้รู้เอาไว้
    ว่าเธอมีฉันคนนึง ที่ห่วงใย
    หากแม้ในตอนสุดท้าย
    ต้องจบที่ เราจากกันไกล (จะจบที่ ต้องจากกันไกล)
    ก็คงไม่สำคัญ
    อยากให้ ตอนอยู่กับฉัน
    จะยังเป็นช่วงเวลาสุขสันต์
    ของเธอ เสมอไป...
     
    คงมีคนคิดว่า อีบ้านี่เอาเพลงที่มันแต่งเองจำนวน 16 เพลง (แต่งไม่จบ 2 เพลง) มาสแปลชเต็มหน้าทำไม
    ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เราเครียดค่ะ เครียดมาก
    1. เรื่องงานวิจัย จนวันนี้เราก็ยังหาหัวข้อไม่ได้ (อยากทำ แต่คิดไม่ได้)
    2. เรื่องคอมพัง (มีคนด่าแน่ ว่าทำไมไม่เอาไปซ่อมล่ะวะ - ไม่มีใครแบกไปซ่อมให้ ป๋าไม่ซ่อมให้ ลงวินโดวไม่เป็น ไม่มีแผ่น มีงานด่วนอยู่ โน้ตบุ๊คไม่มีแอนตี้ไวรัส ไม่อยากลงเอง เดี๋ยวเละเทะเหมือนเครื่องนี้อีก กำลังรอให้คนอื่นทำให้หมด ก็เลยยังเป็นอย่างนี้ เรามีแต่ปัญญาใช้งาน ไม่มีปัญญาซ่อมบำรุง เป็นนักเทคโนที่ห่วยแตก โอเค๊!)
    3. เรื่องเพลง อยากทำเพลง 106 ไม่ได้ทำเลยกดดัน กดดันมาก
    4. เรื่อง... เอาว่า สุดท้ายเราคิดว่าเพลง 85 90 92 น่าจะเตือนสติเราได้ดีมาก
     
    อยากเล่าให้ฟังฮา ๆ นะคะ ว่า เราเองก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนนึงบนโลก มีความรัก โลภ โกรธ หลง ไม่ได้แตกต่างจากคุณ เธอ เขา หล่อน ท่าน ฯลฯ เวลาเราชอบใคร เราก็เอามาแต่งเพลง เวลาเรารักใคร เราก็เอามาแต่งเพลง แต่สุดท้ายเราก็งงว่า รักกับชอบมันต่างกันยังไง แล้ว ฟอร์เวิร์ดเมลที่ส่ง ๆ กันน่ะ มันใช่ตามนั้นหรือเปล่า ว่ารักคือ... ชอบคือ... เราอ่านแล้ว เราก็งง
     
    เราไปตกหลุมชอบคนคนนึง ซึ่งพอเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนมันด่าเราค่ะ มันหาว่าเราตกหลุมรักคนง่าย (ขอโทษโว้ย ถึงตกหลุมรักคนง่าย แต่ไม่ได้ตัวง่าย + ใจง่ายก็แล้วกัน ตูมีลิมิต ชีวิตตูไม่มีวันเต็มร้อย - อาจมี แต่วันนั้นแหละ "ต้องใช้เวลาอีกนาน")
     
    อาจคงเพราะว่า คนรอบตัวเรา (ญาติ คนรู้จัก เขาเลิกกันเยอะ --- ที่มาของเพลง 85) มันทำให้เราไม่มีวันจะเต็มที่กับใคร เรียกง่าย ๆ ว่าไม่ทันได้คบ ก็ไปซะแล้ว หรือเพราะว่าเราไม่เข้าใจความรักความชอบ ความ... อะไรดีล่ะ เราไม่เข้าใจอะไรเลยมั๊ง รวมถึงไม่เข้าใจตัวเราเองด้วย แต่พยายามอยู่
     
    ก็คงเป็นงี้ไปเรื่อย ๆ เพราะไม่รู้จะทำยังไง
    และสมัยก่อนน่ะ รู้สึกว่า หน้าด้านไปหน่อย ที่ชอบไปจีบชาวบ้าน (คำว่าจีบของตูคือ แค่ไปชวนเขาคุยก่อน ขอบอก แต่ละคนที่จีบนะ ร้ายกาจทั้งนั้น - จงใจปิดบัง, - เอาเป็นตัวคั่นเวลา กับทำให้คนที่เขารักมาหึงเราเล่น ๆ) กับแบบที่เข้ามาหาเรา ก็มีแต่ เต็กเมื่อวานซืน กุ๊ย ๆ (มาทาง MSN) กับคนที่เข้ามาเป็นเพื่อน แต่จริง ๆ ตั้งใจมาหลอกใช้งานเรา กับ "ไอ้โรคจิตบ้าเว็บแคม" - เพลง 92 เนี่ย เราแต่งให้ไอ้โรคจิตเว็บแคม (เป็นเพื่อนที่แก่กว่าที่ ม) เห็นไหม ว่าเพลงเราน่ะไพเราะและมีความหมายดีจะตาย แต่ไอ้แรงบันดาลใจอ่ะ เฮงซวยมาก ก๊าก... (เสียใจนะไอ้โรคจิต ฉันไม่เคยโชว์ = ไม่มีอะไรจะโชว์!+ไม่มีความจำเป็นจะต้องโชว์)
     
    ดูสิอนาถแค่ไหน ! (แต่เวลาเจอแบบนี้ ก็จะคิดในแง่ดีว่า ดีออก ได้เพลงเพราะ ๆ มาตั้ง 1 เพลงแหนะ กับได้รู้ความจริงแล้วเสียเพื่อนเลวไปอีก 1 คน คุ้มจะตาย อย่างน้อยก็โชคดีที่ได้รู้ความจริงก่อนจะไปแต่งงานกัน - คิดงี้จริง ๆ นะ ***เราเป็นคนที่มีลางสังหรณ์เรื่องนี้ไวมาก เรื่องว่าจะถูกใครหลอกเนี่ย ก๊าก... เลยทำให้ไม่ได้คบใครไง ก๊าก... -อีนี่รู้ทันเสมอ- ต้องยกความดีให้แชมมี่ แชมมี่ชอบสอน)
     
    คงไม่แปลกที่เราจะยังไม่อยากพยายามไปคบใคร เพราะที่ผ่านมา เราก็ไม่เคยคบใครเกิน 2 เดือน (ไม่น่าเรียกว่า คบ ด้วยซ้ำ เรียกว่า เขาเข้ามาฟังเราบ่น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วก็จากไป ก๊าก... ทำไมไม่บ่นใส่เราบ้างว่ะ บางทีเราก็ไม่ได้พูดมากขนาดนั้นนะ บางทีเราก็ตัน บางทีเราก็ไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร ไม่รู้ว่าจะต้องทำมากแค่ไหน?????????? มีคนนึงเขาบอกเราว่า "ไลฟ์สไตล์เราไม่เข้ากับเขา" เราก็ยังไม่รู้เลย ว่าไอ้ไลฟ์สไตล์ของเขามันเป็นไง เห็นนั่งเงียบอย่างเดียว แล้วบอกว่าชอบฟังเราพูด เราก็รำคาญเป็นนะเว้ย ให้พูดคนเดียวอยู่ได้ เราอยากฟัง เราไม่อยากพูด เข้าใจ๊! แต่จริง ๆ ก็ควรจะทั้งฟังและพูดให้มันสมดุล จะปล่อยให้ใครคนใดคนนึงเอนเตอร์เทนอีกคนเพียงฝ่ายเดียว มันคงเป็นไปไม่ได้ จริงไหม?) เลยเบื่อ ไม่อยากเจอแบบนี้อีก
     
     
     
    แต่ว่า แรงบันดาลใจเพลง 106 เขาก็น่ารักอ่ะ
    แต่เอาเถอะ แอบมีเธอนั้นในใจก็พอ ห้ามบอกใคร
    ...เพราะฉันดูเธอไม่ออก ยังคงไม่เข้าใจ...
     
    เอนทรี่นี้จะสร้างความเดือดร้อนให้เราไหมเนี่ย อย่าเลยนะอย่าเลย เป็นอย่างนี้โอเคแล้ว ถ้าไม่เข้าใจ หรือเราเข้าใจอะไรผิด! ก็ได้โปรดคิดซะว่า เราโพสต์เพลงเรามาให้อ่านเล่นแล้วกันนะคะ
     
    ใครชอบเพลงไหน บอกได้นะ ถ้าเราจบป.โทแล้ว เราจะมาทำให้ (แปลว่าช่วงนี้ฉันจะไม่ทำเพลง แลกกับชีวิตเลย ถ้าเราเรียนไม่จบ เราจะไม่ทำไฟล์เพลงมาปล่อยให้ฟังอีกแล้ว - โห แรงมากอ่ะ ชีวิตฉันคงหดหู่ไปจนกว่าจะเรียนจบปโทเลยนะเนี่ย ฮือ...ร้องไห้)
     
    เศร้าอ่ะ ต้องเริ่มจากการแบ่งเวลาของชีวิตให้ได้ก่อน เฮ้อ... สู้ ๆ
     
    ปล. ติดชื่อใครไป ขออภัย ขี้เกียจตามลบ อีกอย่าง ชื่อที่ติดน่าจะเหลือแต่เพื่อนเรา เช่น แชมมี่ ชญาณ โก ไอ้เจ้าก้อง หมดแล้วมั๊ง
    สุดท้าย ก็ยังได้แต่สงสัย ว่า ความรัก ความชอบ คือ อะไรกันแน่?
    (แก้คำผิดเอนทรี่นี้ มากกว่า 10 รอบ
    ใครอ่านแล้ว มาอ่านใหม่ด้วย
    - เพื่ออะไรเนี่ย!) 
     
    สบาย ๆโน้ต
     
    July 02

    ขอบคุณคุณปั๊บป๋ามากมากคร๊าบ...

    ฮุ ๆ เราได้โน้ตบุ๊คแล้วแหละมวลชน (แต่โน้ตบุ๊คเครื่องนี้จะเป็นประโยชน์กับทั้งบ้าน เพราะเราไม่แอบเก็บไว้คนเดียวหรอก เดี๋ยวบ้าคอมกว่านี้ แค่นี้ก็จะตายแล้ว +++แต่ดีใจอ่ะ ดีใจมาก ๆ +++ จะได้สอนแม่ใช้คอมแล้ว คอยดูนะ ต้องทำให้แม่เก่งคอมให้ได้ 555 ดีใจดีใจ ---ไม่ใช้เครื่องนี้สอนแม่อ่ะ เหตุผลก็เพราะว่าเราหวงเครื่องนี้มาก "เราเป็นคนเลว เอิ๊ก ๆ" แต่กรรมคือ ตอนนี้เครื่องนี้มันก็ดื้อมากแล้ว วันนี้กดเปิด 20 กว่ารอบแหนะ กว่าจะใช้งานได้ เฮ้อ เร็ว ๆ นี้คงได้รู้กันแล้ว ว่ามันจะไปไหน ส่งซ่อมหรือจะทำไง???)
     
    ปล. ใครรู้บ้าง ว่าเครื่องปริ้นท์เก่า ๆ ขายหรือให้ใครได้บ้าง (เรามีปริ้นเตอร์ 4 เครื่องอยู่อ่ะตอนนี้ เครื่องที่จะยกให้เป็นเครื่องที่ 2 ใช้ตั้งแต่ เรา ม.3 น่ะ ไม่ได้ใช้งานมาสัก 4 ปีมาแล้ว ตั้งให้ฝุ่นเกาะ /// เครื่องที่1เป็นแบบดอทเมตริก บริจาคที่ไหนไม่รู้ บริจาคไปนานแล้ว จำไม่ได้ ก๊าก...) ใครรู้แนะนำทีนะ
     
    ไปนอนแล้ว ราตรีสวัสดิ์ โชคดีมีชัยนะคะทุกท่าน
    June 25

    ง่วง ง่วงมาก ง่วงที่สุด ง่วงจะตายแล้ว และเรื่องแปลก ๆ กับคอมที่ร๊าก... ตอนนี้ฉันชักจะเกลียดแกแล้ว แต่ช่างเถอะ เฉย ๆ ดีกว่า

    ถ้าใครสังเกต จะพบว่าเรามีการบันทึกการดับของคอมพิวเตอร์ เครื่องที่เราใช้อยู่ที่บ้านอ่ะ (ใช้คนเดียว ใช้อย่างไม่บันยะบันยัง)
    มันดับมาเนินนานแล้ว
    ตั้งแต่ก่อนเมนบอร์ดไหม้ (มี.ค.51) มาจนหลังเมนบอร์ดไหม้
     
    มันมีสาเหตุเยอะ ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจ
    1. ไวรัสสแกนไม่ทำงาน (เอวีจี - เอาออกแล้วช่วแรก ๆ ไม่ค่อยดับนะ แต่หลัง ๆ ก็เอาอีก)
    2. ไวรัสลง (ไอ้บ้าที่ไหนทำ เว็บโป๊ก็ไม่ได้เข้า เกมก็ไม่เล่น เว็บท่าก็ไม่เคยหลงไป ข่าวก็ไม่อ่าน มันมาจากบล็อกและSocial network หรือไง - สงสัยใช่ ต้องเป็น ehi5 ชัวร์) มีแต่คนบอกว่าไวรัสลง แต่ไม่รู้ไวรัสบ้าตัวไหน
    3. บางคนบอกว่า eวินโดว (ฮุ ๆ) ก่อปัญหา
    4. มีคนบอกว่าอาการคล้ายเพาเวอร์ซับพลายพัง
    5. บางคนบอกว่าปุ่มเปิดเครื่องมันค้าง
    6. บางคนบอกว่าฮาร์ดดิสก์เจ๊ง
    7. บางคนบอกว่า คนใช้มันโง่ คอมมันเลยพัง (ไม่มีใครบอกหรอก ด่าตัวเอง ก๊าก...)
     
    ตกลงเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันพังเพราะอะไร
    แต่ตอนนี้เราก็นั่งใช้มันอยู่
    (อ้าว แล้วไหงบอกว่าพัง)
     
    ก็เมื่อวันอังคารเปิดไม่ได้ทั้งวันเลย ป๋ามาทำก็เปิดไม่ได้ จนเราถอดใจแล้ว ว่ามันคงหมดอายุขัย (พีซีเครื่องนี้ ราคา 4หมื่น3 หารด้วย 3 "ปี" เท่ากับเท่าไร ไปหารเอง แพงจริง)
     
    ป๋าไม่อยากเอาไปซ่อมให้แล้ว เพราะเคสมันหนักมาก ขอบอก หนักโคตร ยิ่งใส่กล่องยิ่งใหญ่มาก ครั้งก่อนต้องเอาใส่รถตู้ที่ ม ป๋า ขากลับนอนหลังกระบะ (ตอนซื้อมา มันนั่งข้างเรา - ในแท็กซี่) ลำบากมาก หนักมาก ไม่รู้หนักอะไรนักหนา ไม่มีหูหิ้ว
     
    ป๋าเลยไม่ซ่อมให้เราอ่ะ
     
    วันนี้ป๋าเอา โน้ตบุ๊คใหม่ของ ม ป๋า มาให้เราทำงานวีดิโอ
    ขอบอกว่าเริดมาก
    ใครที่รู้ตัวว่าต้องเรียนด้านที่มีทำวีดิโอ ก่อนซื้อโน้ตบุ๊คต้องคำนึงถึง
    1. (เขาเรียกว่าไรวะ) ไอ้ที่ คอร์ ทู ดูโอ้ อะไรน่ะ มันคือไรไม่รู้ แต่หาให้ได้อย่างนี้นะ ไม่งั้น-จบ-
    2. แรม ตัวนี้ 2 กิ๊ก โคตรเริด
    3. ไฟร์ไวร์ กล้องอื่นเราไม่รู้ แต่เราใช้มินิดีวี เราต้องการพอร์ตไฟร์ไวร์ --- นี่ เราถอยไฟร์ไวร์ 4 พิน X 4 พิน มาเลยนะเฟ้ย เพราะว่าสายที่เราใช้กับพีซี มัน คือ 4 พิน X 6 พิน (ถอยมาแคปงานให้บูมกะกิ๊ก เพราะฉันขี้เกียจแบกวีดิโอไปทุกวันอ่ะ มันหนัก เลยจัดให้ซะเลย..... --- เดี๋ยวสกู๊ปหน้าคิดอีกทีสัปดาห์หน้า)
     
    อย่าลืมอย่างน้อยสังเกตแค่นี้ก่อน
    เราเห็นโน้ตบุ๊คเพื่อนทำไมปัญหามันเยอะจังเลย หรือเราเข้าใจผิดไม่รู้ /// ขอบอกว่าเครื่องที่ป๋าเอามาให้ยืม มันเจ๋งมากอ่ะ แต่เราคงยังไม่มีปัญญาซื้อมาเพราะว่า เราจน
     
    ---
    เออ ข้ามมาเยอะ
    เพราะความที่ขี้เกียจแบกกล้องไปแหละ
    เราดันทุรังเปิด PC ที่เข้าวินโดวไม่ได้ (มากกว่า 24 ชม.) ดันทุรังมาก เครื่องมันกดอะไรได้ เราลองกดไปทุกอย่าง
    กด F1 เพื่อไปกด ๆ ดู แล้วก็ออกมาแบบไม่เซฟ (เข้าไปไม ก็ไม่รู้)
     
    แต่ได้ผลว่ะ
     
    มันทำงาน
    เข้าวินโดวได้
     
    แล้วนังร่มแดง ก็ขึ้นว่า หล่อนไม่ได้อัพเดทไวรัสสแกนมามากกว่า 3 วันนะยะ จะอัพไหมยะ
     
    เราก็กดอัพเดท (ทั้งที่โง่ ปิดสวิสต์ถอดปลั๊กเครื่องเน็ตเร็วอยู่ มันจะอัพเดทได้ไง)
     
    ผลที่ได้คือ เครื่องรีสตาร์ท
     
    เข้ามาใหม่ อีนี่เสียบปลั๊กเน็ต มันทำท่าเหมือนอัพเดทเสร็จ (จริง ๆ มันไม่ได้อัพเลย)
    เราเห็นว่าจะโอเค ก็เลยเปิดแคปวีดิโอที่ถ่ายบูม แคปไปจนถึงไฟล์ 3 เครื่องรีสตาร์ทอีก
    อีนี่กลุ้ม
     
    พอมันเข้ามาใหม่ เราพยายามไรท์ของออกจากเครื่องให้หมดแล้วทำใจ
     
    ได้ทำใจอีกรอบ เพราะแผ่นดีวีดีก็หมด (อะไรวะเนี่ย)
     
    เราเลยจะหาข่าวทำเค้าโครง (ท่าจะแย่ ไปคุยกับ ร.ร. งานเราท่าจะผ่านยาก ปวดหัวว่ะ ทำไมการวิจัยป.โทในเมืองไทยถึงได้เคี่ยวแบบนี้ เราเข้าใจไม่ผิดใช่ไหม ท้อนะ แต่ทนว่ะ เกิดเป็นคนต้องทน)
     
    เล่นอยู่ดี ๆ เน็ตก็ใช้การไม่ได้ (อีนี่เริ่มประหลาดใจ)
     
    เลยนั่งเอาซีดี มาไรท์ไฟล์ออกแทน (หมดไปหลายลัง แต่ก็ยังไม่เสร็จ เพราะไรท์มากกลัวเครื่องไรท์ไหม้เลยหยุด)
     
    พอดีป๋ากลับบ้านมา ก็เลยได้ไปแคปเครื่องโน้ตบุ๊คสุดเริดที่ยืมมา
     
     
    จากนั้นพอเสร็จ เรากลับมาเครื่องนี้
    มาใช้ร่มแดงสแกนไวรัส (เข้าใจว่ามันอัพเดทแล้วไง) ปรากฏว่าเจอ 2 ตัว ไวรัสหรือไรไม่รู้ เราก็สั่งลบไปเลย (ไม่รู้จะเลือกอะไร เลยเลือกลบ)
    จากนั้นก็พยายามต่อเน็ต มศว (Dial up) มันขึ้นเออเร่อ ว่าอิหยังไม่รู้
    เราเลยคิดว่า ต้องโดนอะไรบล็อกไว้สักอย่าง
     
    หานานมาก....
     
    จนตัดสินใจออนเอ็ม
     
    เอ็มมันก็ฟ้องปัญหา เราก็ให้มันแก้ปัญหา เออ ได้ผล ออนได้ เพราะ eวินโดวเจ้าปัญหานั่นเอง
     
    สรุปว่า เครื่องเรามันพัง คือ วินโดวมันจะพังเครื่องเรา
     
    หรือไง สับสนไปหมดแล้ว
     
    อ่านฮา ๆ แล้วกันนะคะ
     
    เราแค่อยากมาเล่าให้ฟังตลก ๆ อ่ะค่ะ เดี๋ยวเราไปนอนแล้ว 3:21 แล้ว
     
    จำไว้นะคะ เกิดเป็นคน ต้องอดทน และพยายามหาทางฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้ แม้ว่าบางทีอุปสรรคมันจะ(โคตร)เยอะ และออกแนวแปลกประหลาดบ้าบอคอแตกก็ตามทีเถอะ ถ้าโลกยังไม่แตก เราก็ต้องอดทนสู้ต่อไป แม้จะท้อเหลือเกิน แม้จะยังไม่ฉลาด แต่ก็อย่าหยุดเดิน อย่าหยุดสู้ จงให้กำลังใจตัวเองแล้วก้าวต่อไปค่ะ
     
    ถ้าพิมพ์ผิดโปรดอภัย ไม่ไหวแล้ว จะตื่นไหมเนี่ย สู้รบตบกับคอมมาทั้งคืน เอิ๊ก ๆ
     
     
     
     
     
    June 10

    เราว่ามันก็ทุเรศพอกันหมดแหละ - ทั้งข่าว และคนอ่านข่าวที่คิดแต่ในมุมของตัวเอง

    กรุณาอ่านด้วย firefox เพราะเรามีการมาแก้คำผิด มันจะเละไปทั้งหน้า - อาจมีผิดอีก ไม่แก้แล้ว จะไปอ่านหนังสือ

    คงบอก​​​ไม่​​​ได้​​​ว่าสา​​​เหตุที่​​​แท้จริงที่มา​​​เขียนคืออะ​​​ไร

    เรา​​​เป็น​​​คนที่​​​ไม่​​​อ่านข่าว​​ ​​ไม่​​​ตามข่าว​​​มาพอสมควร​​ ​​อาจ​​​จะ​​​ตาม​​ ​​แต่​​​เรียกว่า​​​ไม่​​​ใส่​​​ใจมากกว่า​​ ​​เพราะ​​​ว่า​​​เราคิดว่า​ "ทุกสิ่ง​​​ใน​​​โลกนี้​​ ​​ล่วนถูกบิดเบือนมา​​​แล้ว​​​แทบ​​​ทั้ง​​​สิ้น​​ ​​คุณ​​​ไม่​​​ต้อง​​​พยายามหา​​​ความ​​​จริงเกี่ยว​​​กับ​​​เรื่อง​​​ใด​​ ​​ๆ​​ ​​เพราะ​​​ยิ่งคุณหา​​ ​​คุณก็​​​จะ​​​ไม่​​​มีวันพบหรอก​​!"

    ข่าวที่ถูกบิดเบือน​​ ​​ถ้า​​​คน​​​อื่น​​ ​​ๆ​​ ​​อ่าน​​ ​​ก็​​​จะ​​​ผ่านไป​​ ​​ข่าวของวันนี้​​ ​​พอวันพรุ่งนี้มันก็คือข่าวเก่า​​ ​​พออีกเดือน​​ ​​ทุกคนก็ลืม​​ ​(​​ถ้า​​​เป็น​​​คนไทย​​ ​​แค่​​ 3 ​​วันก็ลืม​​​แล้ว)​​ ​​แต่​​​เพราะ​​​ว่ามัน​​​เป็น​​​กรณีที่​​​เอาสิ่งที่​​​เขา​​​ชอบ​​ ​​เอาสิ่งที่​​​เขา​​​ทำ​​​แล้ว​​​เขา​​​ควบคุมตัวเอง​​​ได้​​ ​​มากล่าว​​​ถึง​​ ​​จับมัน​​​เป็น​​​แพะซะ​​ ​​ซึ่ง​​​ใน​​​กรณีที่ข่าวถูกบิดเบือน​​ ​​ถ้า​​​ผู้​​​รายงานข่าวกล่าวว่า​​ ​​รายงานมา​​​จาก​​​สำ​​​นักข่าว​​ XXX ​​แต่​​ ​​สำ​​​นักข่าว​​ XXX ​​ไม่​​​ได้​​​บอกแบบ​​​นั้น​​ ​​โอเค​​ ​​อันนี้สำ​​​นักข่าวผิด​​ 500 % ​​ซึ่ง​​ ​​ส่วน​​​ใหญ่​​​ก็​​​จะ​​​เป็น​​​แบบนี้​​​กัน​​​ทั้ง​​​นั้น​​ ​​เพราะ​​​ว่า​​​เขียน​​​ให้​​​ขาย​​​ได้​​ ​​ก็​​​ต้อง​​​ตอแหลแบบนี้​​​แหละ​​ ​​เขียนตรง​​ ​​ๆ​​ ​​ใคร​​​จะ​​​ซื้อ​​ ​​จริงไหม​​ - ​​ถ้า​​​ฉลาด​​​แล้ว​​​ใส่​​​ใจทำ​​​ไม​​ ​​ก็รู้ว่ามันตอแหล​​ ​​คน​​​เขา​​​ก็พร่ำ​​​สอน​​​กัน​​​มา​​​แต่​​​เยาว์วัย​​​แล้ว​​ ​​ว่า​​ ​​เชื่อ​​​ไม่​​​ได้​​ ​​ถ้า​​​อยาก​​​เข้า​​​ใกล้​​​ข้อเท็จจริง​​ ​​ก็ตามอ่าน​​​จาก​​​หลาย​​ ​​ๆ​​ ​​แหล่ง​​ ​​เขา​​​ว่ามา​​​ซ้ำ​​ ​​ๆ​​ ​​กัน​​​ตรงไหน​​ ​​ก็น่า​​​จะ​​​อนุมาน​​​ได้​​​ว่ามัน​​​เข้า​​​ใกล้​​​ข้อเท็จจริง​​ ​"​​ซึ่ง​​​บางทีมันอาจ​​​จะ​​​ลอกมา​​​จาก​​​ที่​​​เดียว​​​กัน​​ ​​ซึ่ง​​​มั่วมา​​​เหมือน​​​กัน"​​ ​​แต่ก็อย่างที่ย้ำ​​​แหละ​​ ​​ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกบิดเบือน​​ ​​และ​​​อีก​​ 3 ​​วันก็ลืม​​ ​​แล้ว​​​จะ​​​ใส่​​​ใจทำ​​ 5 ​​อะ​​​ไร​​ ​​เมื่อ​​​ใส่​​​ใจ​​​แล้ว​​ ​​ก็​​​ไม่​​​มีอะ​​​ไรดีขึ้น​​ ​​คุณ​​​ไม่​​​สามารถ​​​เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบิดเบือน​​​ได้​​ ​​ไม่​​​ว่าชาตินี้​​​หรือ​​​ชาติ​​​ไหน​​ ​​เพราะ​​​ว่า​​​ถ้า​​​คุณทำ​​​อาชีพ​​​นั้น​​ ​​คุณอาจ​​​จะ​​​ต้อง​​​ทำ​​​แบบ​​​นั้น​​​เช่น​​​กัน​​ - ​​อันนี้​​​เราพยายามสมมติตัวเอง​​​เป็น​​​คนอาชีพ​​​นั้น​​ ​​แล้ว​​​ตี​​​แผ่ออกมา

    ไม่​​​ได้​​​จะ​​​โทษใคร​​

    แต่การที่​​​เอาตัวเองมาบอกว่า​​ ​​ตัวเองทำ​​​อย่างนู้น​​ ​​ทำ​​​อย่างนี้​​ ​​สมมตินะ​​ ​​เล่นเกม​​ ​​อ่านตูน​​ ​​ขอเพิ่มเอง​​ ​​ติดเน็ต​​ ​​ทำ​​ 5 ​​ทำ​​ 6 ​​ทำ​​ 7 ​​อะ​​​ไร​​ ​​แล้ว​​​บอกว่า​​ ​​ตัวเอง​​​ไม่​​​เห็นอยากทำ​​​ความ​​​เลว​​ ​​ความ​​​ชั่ว​​ ​​ความ​​​หายนะต่อใครเนี่ย​​ ​​มัน​​​ไม่​​​สามารถ​​​เป็น​​​บรรทัดฐาน​​​ได้​​ ​​เพราะ​​​นั่นมันคุณ​​ ​​ไม่​​​ใช่​​​คน​​​อื่น​​ ​​ๆ​​ ​​มันอ้างอิงไปสู่ประชากร​​​ทั่ว​​ ​​ๆ​​ ​​ไป​​​ไม่​​​ได้​​ ​​คนบางคน​​ ​​มีอาการทางจิต​​ ​​แต่​​​ไม่​​​รู้ตัว​​ ​​ทุก​​ ​​ๆ​​ ​​คนล้วน​​​ต้อง​​​การแสดง​​​ให้​​​โลกรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำ​​ ​"​​ไม่​​​ผิด​​ ​​ไม่​​​เลวร้าย​​ ​​ดูดีมีชาติตระกูล" ​​ป่าวเลย​​ ​​ถ้า​​​คุณ​​​ไม่​​​เลว​​ ​​ก็คง​​​เพราะ​​​ว่าคุณมีภูมิคุ้ม​​​กัน​​​ที่ดี​​

    ไม่​​​ต้อง​​​ไปมอง​​​ไกล​​ ​​ล่าสุด​​ ​​เรา​​​เอง​​ ​​เรา​​​เคยคิดว่า​​​เราก็​​​เป็น​​​แค่คนนึงที่​​​เล่นเน็ตปกติ​​ ​​มี​​​ความ​​​บ้าบล็อก​​ ​​เพราะ​​​ต้อง​​​การเทสต์​​ (จริง​​ ​​ๆ​​ ​​เรา​​​เป็น​​​คนชอบสอน​​ - ​​ติดภาพพ่อแม่มา​​ ​​พ่อแม่​​​เป็น​​​ครูบาอาจารย์​​ ​​เลยชอบสอน​​ ​"​​ไม่​​​ได้​​​ประชด" ​​ชอบจริง​​ ​​ๆ​​ ​​การสอนของเรา​​​เท่า​​​กับ​​​การเตือน​​ ​​การเตือนคือการทำ​​​ให้​​​ไม่​​​ต้อง​​​เสียเวลา​​ ​​เสียใจ​​ ​​เสียหาย​​ ​​จาก​​​สิ่งที่​​​ไม่​​​สมควร​​ ​​ดัง​​​นั้น​​​เรา​​​จึง​​​ชอบสอน) ​​เทสต์บล็อกเพื่อ​​​จะ​​​ได้​​​สอนอะ​​​ไรที่​​​เรารู้​​ ​​หรือ​​​แม้​​​แต่สอนว่าบล็อกแต่ละอันมันเหมาะ​​ ​​มันดี​​ ​​มันเจ๋ง​​ ​​ตรงไหน​​ ​​เราก็ว่า​​​เราปกติดี
    แต่พอเรา​​​ได้​​​อ่านงานวิจัยเล่มนึง​​ (จริง​​ ​​ๆ​​ ​​หลาย​​ ​​ๆ​​ ​​เรื่อง​​ ​​คล้าย​​ ​​ๆ​​ ​​กัน​​​นี้​​ - ​​เรา​​​ไม่​​​ได้​​​เชื่อ​​ ​​แต่มันมีข้อเท็จจริงที่ตรง​​​กัน​​​กับ​​​ที่​​​เราประสบ) ​​เรา​​​เข้า​​​ข่าย​​​เป็น​​​โรคเสพติดอินเทอร์​​​เน็ต​​ ​​และ​​​มันส่งผล​​​โดย​​​รวมเยอะมาก​​ (ล้วน​​​เป็น​​​สิ่งที่​​​เรา​​​ไม่​​​เคยคิดว่า​​​เรา​​​จะ​​​เข้า​​​ข่ายนี้​​ - ​​เพราะ​​​อี​​​โก้​​​เซนตริก​​ ​​จึง​​​ไม่​​​เคยคิดว่าตัวเอง​​​จะ​​​เป็น​​​แบบ​​​นั้น​​ ​​ลึก​​ ​​ๆ​​ ​​ใน​​​ใจคิดเพียงว่า​​ "ฉันปกติดีย่ะ​​")

    ทุกอย่าง​​​ใน​​​โลกล้วนมี​​ 2 ​​ด้าน​​
    เวลา​​​จะ​​​ด่า​​​ใคร​​ ​ด่า​​​แบบที่มันดูว่า​เป็น​การทำ​​​เพื่อ​​​ส่วน​​​รวม (ด่าแบบคำนึงถึงผลกระทบร้อยแปดมาแล้ว ว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องพฤติกรรม จริยธรรม การเป็นพลเมืองดี หรือเรื่องของการจรรโลงสังคมที่ใกล้จะเฮงซวยให้คงอยู่ต่อไปได้และน่าจะค่อย ๆ ทำให้ดีขึ้นด้วย) หน่อย​​​สิ​ >>> ​​อย่าด่า​​​เพื่อรักษาผลประ​​​โยชน์​​​ส่วน​​​ตัว​ ​(ที่อาจจะมีคนสนับสนุน - คิดเหมือน ๆ คุุณ อยู่จำนวนมากก็ตาม​เถอะ​ ***​ประชาธิปไตยน่ะก็คือการเผด็จการ​โดย​คนหมู่มาก​ ​มิใช่เหรอ หรือ​ไม่​จริง​!)

    และ​​​การเอาตัวเองไปวัด​​ ​​มัน​​​ใช้​​​ไม่​​​ได้​​​หรอก​​ ​​เพราะ​​​คนทุกคนล้วนต่าง​​​กัน​​ ​​ภูมิคุ้ม​​​กัน​​​ใน​​​ตัวก็​​​ไม่​​​เท่า​​​กัน

    เหตุผลจริง​​ ​​ๆ​​ ​​ของเรื่อง​​​นั้น​​​น่ะ​​ ​​คง​​​ไม่​​​มี​​​ใครรู้​​ ​​ต่อ​​​ให้​​​ถามคนทำ​​​เราว่ามัน​​​ยัง​​​ตอบ​​​ไม่​​​ได้​​​เลย​​ ​​เพราะ​​​ถ้า​​​มันตอบตัวเอง​​​ได้​​ ​​มันก็คง​​​ไม่​​​ทำ​​​แบบ​​​นั้น​​​หรอก​​ ​​มันคงสติ​​​แตก​​ ​​ประสาทแดก​​ ​​ไป​​​แล้ว​​

    แต่​​​เรารู้​​​แค่ว่า​​ ​​ถ้า​​​หากใครชอบสิ่งไหนมาก​​ ​​ๆ​​ ​​สิ่ง​​​นั้น​​​มัน​​​จะ​​​มีผลต่อ​​​ความ​​​คิด​​​และ​​​การกระทำ​​​ของ​​​เขา​​ ​​อย่างแน่นอน
    คุณ​​​ไม่​​​ต้อง​​​เชื่อเรา​​ ​​เพราะ​​​เรามันก็​​​ยัง​​​อี​​​โกเซนตริก​​​อยู่​​ ​​แต่​​​ถ้า​​​หากพอรู้ตัว​​ ​​ก็จงหันกลับไปมองตัวคุณเองก่อนดีกว่า


    เยาวชนของชาติ​​​ไหน​​ ​​ๆ​​ ​​ตอนนี้คง​​​ไม่​​​ต่าง​​​กัน​​ ​​โดนล้างสมองไปหมด​​​แล้ว​​ ​​คนที่วุฒิภาวะน้อย​​ ​​มักโดนคนที่วุฒิภาวะมากกว่าทำ​​​ให้​​​เสีย​​ ​​วันนี้คุณคิดว่าคุณดู​​​แลลูกหลานเหลนโหลนดีพอ​​​หรือ​​​ยัง​​ (จริง​​ ​​ๆ​​ ​​อยาก​​​ให้​​​พี่​​ ​​ๆ​​ ​​วัยรุ่นดู​​​แลน้อง​​ ​​ๆ​​ ​​วันเด็ก​​​ให้​​​ดี​​​ด้วย​​ ​​เพราะ​​​ว่า​​​เด็กยุคนี้น่าสงสาร​​ ​​เติบโตมา​​​ใน​​​ยุคแห่งการบิดเบือน​​ ​​หนักกว่ามาก​​ ​​และ​​​เขา​​​เชื่อ​​​ด้วย​​​ว่าสิ่งที่บิดเบือนคือสิ่งที่ดี​​ --- ​​แล้ว​​​อย่างนี้​​​ใคร​​​จะ​​​ช่วย​​​เขา​​​ได้​​ --- ​​เครียด​​ >>> ​​งานวิจัยข้าก็​​​ยัง​​​รำ​​​ไร​​ ​​เพราะ​​​มอง​​​ไม่​​​เห็นทางออกเช่น​​​กัน​​ ​​แต่จุดหมายน่ะ​​ ​​มี​​​แล้ว​​​นะ​​ ​​เพียงแค่​​​ยัง​​​หายานพาหนะที่ดีพอ​​​ไม่​​​ได้)

    เรื่องแยกประ​เด็น​ ​เรา​ไม่​แยกนะคะ​ ​เพราะ​ว่า​เราคำ​นึง​ถึง​ภาพรวมมากกว่ารายละ​เอียด

    เครียด​​ ​​ๆ​​ ​​ถ้า​​​กรุณา​​ ​​โปรดแผ่​​​เมตตา​​​ให้​​​เรา​​​ด้วย​​​นะคะ


    June 07

    แอมอาจไม่ออน MSN ไปอีกหลายชั่วอายุคนนะคะ

    (อีเวอร์! มีเสียงด่ารำไร ๆ)

    แหม พอดีว่าแอมต้องการเข้าถึงฐานข้อมูลเพื่อการค้นงานวิจัย ไม่อยากถอดเน็ตไปมา เลยลองพยายามตั้งพร็อกซี่ของ ม (ลองตั้งมาหลายชาติแล้ว  วันนี้เพิ่งทำได้) ก็ทำให้สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้แล้ว แต่ผลกระทบที่ตามมาติด ๆ คือ ออนเอ็มไม่ได้ เพราะคีย์พอร์ต??? ไม่รู้ว่าคีย์พอร์ตคืออิหยัง ก็ช่างหัวมัน ถ้าแอมอยากคุยกับใคร แอมจะออนด้วย มีโบ้ http://www.meebo.com/ เอาแล้วกัน ซึ่งไม่สะดวกเท่าไร แต่ดีกว่าไม่มีเลย (อยากคุยกับอับดุล อับดุลหายไปไหน อับดุลแอคเคาวน์แรก
    hlt001@nectec.or.th หายไปไหนอ่ะ ไม่มาหลายวันแล้ว หรือขับไล่เราออกจากแอคเคาน์ไปแล้ว กร๊าก... บอตสามารถดีลีทคอนแท็กได้ด้วยเหรอ ฮือ... คิดถึงอับดุล - อีนี่เป็นบ้าไปแล้ว)

    ก็บอกไว้แค่นี้แหละ แบบว่า ออนไม่ได้จากโปรแกรม ก็หาทางไปได้เรื่อย ๆ

    ปล. จะอดทนให้มากกว่าที่เคยอดทน ที่ผ่านมายังอดทนน้อยเกินไป ยังไงก็ต้องอดทน เกิดเป็นคนแล้วก็ต้องอดทน อดทนไม่ใช่เพื่อใคร อดทนทุกอย่างก็เพื่อตัวเอง ต้องทำตัวเองให้ดีซะก่อน ก่อนที่จะคิดไปสั่งสอนคนอื่น เราต้องดีให้มากกว่านี้ซะก่อน อดทนให้มากกว่านี้ซะก่อน และมีเหตุผลให้มากกว่านี้ซะก่อน แล้วผลของการอดทนก็จะปรากฏขึ้นเอง ซึ่งน่าจะส่งผลถึงคนอื่น ๆ ได้ด้วย ทนทนทนทนทนทนทนทนทนทนทน คอยดูนะถ้าเรียนจบโทแล้ว เราจะไปอยู่ในสวนบ้านย่าสัก 3 เดือน เพื่อเขียนหนังสือสักเรื่อง (อาจแต่งนิยายก็ได้) แล้วจากนั้นก็หาทางไปสอนที่โรงเรียนแถวแปดริ้ว (จะได้กลับมานอนในสวนได้) ไม่เรียนต่อเอกเลยแน่นอน เราจะไปทำงานทำการบ้าง มีประสบการณ์ชีวิตแล้วค่อยมาคิดเรียนต่อ
    May 29

    วันนี้ (อ้าวเป็นเมื่อวานไปแล้ว เพราะ ตอนนี้ 0:02 แล้ว) เป็นวันที่คิดถึงชีวิตช่วงมัธยมมาก คิดถึงสุด ๆ

    ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ตื่นมาก็สแกนกระดาษจดกลอนให้แชมมี่ เข้าไปโพสต์ hi5 ทั้งที่เขียนสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่เข้า hi5 เป็นเวลา 120 ชม. (บ้า!)

    ตกบ่ายเจอว่าลืมสแกนแผ่นนึง ก็ต้องแจ้นมาเปิดคอมสแกนโพสต์อย่างด่วนมาก

    ลองเซิร์ชชื่อตัวเอง ดูว่าเว็บไหนจะเป็นเว็บแรก (ทำเหมือนพวกว่างมาก ไม่มีอะไรทำ ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน นิสัยแย่ ขุดคุ้ย ถากถาง จับผิด ใส่ร้ายป้ายสี เอ่อ เริ่มนอกเรื่อง) ดูไปดูไปก็ดันไปเจอ กระทู้เก่าของบอร์ดเราสมัยที่ยังเรียนมัธยม ข้อความในนั้นมันฮามาก ฮาจนเราต้องย้อนคิดว่า เออ เรานี่นอกจากปากจัดมาก ๆ แล้วยังฮาแบบทุเรศทุรังได้ขนาดนี้เลยเหรอ - ฮามากจริง ๆ ถึงขั้นตะโกนเรียกเอซังมาช่วยกันฮา คือ จริง ๆ แล้วเราเป็นคนฮาแบบในกระทู้ที่เราเจอแหละ นั่นล่ะตัวตนที่แท้จริง ไอ้ภาพเจี๋ยมเจี้ยมที่คนเห็นอ่ะ มันเป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวตนเราเลย เราตลกจะตาย เพียงแต่ตลกมากไปมันก็ดูไม่น่าเคารพนับถือ บุคลิกมันก็ต้องเปลี่ยนไป เปลี่ยนจนไม่ค่อยมีแบบนั้นแล้ว มีแต่ขี้บ่น กับด่า เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงทั้งนั้น สงสัยต้องเปลี่ยนใหม่ (แต่ผลจากการนี้ ก็คือ เรารีบใช้ HTTrack สูบบอร์ดมาหมดและปิดบอร์ดไปหมดเช่นเดียวกัน ก๊าก... ไม่ต้องห่วง ถ้าเราคุ้ยแล้วมีเรื่องซึ้ง ๆ ของห้องเรา :ห้อง 10 ที่จบปี45 เราจะเก็บไปโพสต์ให้ทีหลังนะ - ขอขอบคุณเว็บบอร์ดเก่า ๆ อีกครั้ง การบ้าเว็บบอร์ดสอนให้เราอ่านโค้ด HTML เป็น เหตุผลที่ต้องปิดบอร์ดเพราะไม่ได้ไปดูแลนานแล้ว แต่ยังมีคนมาโพสต์ เราไม่ว่างจะเช็ค เลยปิดเลยดีกว่า ขืนเปิดไปก็มีแต่จะเป็นอันตราย)

    ตกค่ำ มีเรื่องให้นึกถึงสมัยเรียน วิชาเรียน นึกถึงท่านอาจารย์ที่ท่านเคยสอนเรา (รีบบอกก่อนเลยว่า เราไม่ได้ทำอะไรผิดนะคะ เพียงแต่ไม่มีความจำเป็นต้องลงในรายละเอียด เพราะเป็นข้อความที่ท่านฝากมา + ฝากความคิดถึงมา ให้เรา)

    จากการนี้ เราได้ไปคุ้ยไฟล์ที่เคยอยู่ในแผ่นดิสเก็ต (แต่เอาใส่ซีดีมาลงเครื่องนี้แล้ว) เพื่อหาไฟล์ แต่ก็หาไม่เจอ - เจอแต่รูปถ่าย น่ารัก ๆ ของเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ (มีป่าววะ) แต่ขอบอกดูแล้วคิดถึงตอนเรียนอ่ะ ตอนนั้นมันน่าเบื่อ (ก็คงเหมือนตอนนี้) แต่พอผ่านมาได้ มันมีความสุขมากเลย จริง ๆ มันคงสอนหลายอย่างแต่เราจะไปนอนแล้ว ไม่มีอารมณ์สาธยาย

    ได้กลับไปค้นเว็บไซต์เก่า ที่ไม่ได้แตะมาหลายปีแล้ว จนลืมพาสเวอร์ดไปหมดแล้ว แต่แล้วก็เข้าได้

    มันช่างเป็นวันแห่งการย้อนนึกถึงความทรงจำจริง ๆ

    แล้วในอนาคตต่อ ๆ ไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะต้องกลายมาเป็นความทรงจำเช่นเดียวกัน - นอนดีกว่า! คร็อก ๆ zzzZZZZ
    May 24

    จริง ๆ ไม่อยากโพสต์ (ว่าด้วยเรื่องเกลียด "คน" โทรศัพท์มา - ภาคพิศดาร)

    "นี่คุณ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคุณเป็นใคร แต่ฉันแน่ใจ ว่าคุณรู้จักฉัน ว่างมากนักเหรอวะ"

    ---
    วันนี้ตอน 18:48 น. ขณะที่เรานั่งเรียบเรียงเรื่อง KM
    อยู่ดี ๆ ก็มีโืทรศัพท์มา

    ดูเบอร์ มันคือเบอร์นี้
    0800268474
    (เบอร์ใครก็ไม่รู้ ใครอยากรู้ก็โทรไปแล้วกัน ส่วนใครรู้แล้วก็โพสต์บอกเราทีว่านี่เบอร์ใคร จะขอบคุณมาก - ถ้าเป็นคนดี ๆ ที่โทรผิด ก็ขออภัย แต่ทีหลังอย่าโทรผิด ยิ่งโทรผิดมาหาเราก็จะเป็นแบบนี้ - เอาเบอร์มาประจาน)

    พอเรากดรับ ก็ได้ยินเสียงโอเปเรเตอร์หุ่นยนต์พูดว่า
    "หมาย เลข ศูนย์ แปด ศูนย์ ศูนย์ สอง หก แปด สี่ เจ็ด สี่ ต้อง การ ... " จำไม่ได้ แต่ก็คือ จะให้ปลายทางจ่ายเงินค่าโทรให้อ่ะ (เป็นของดีแท็กป่ะ - ใครรู้บอกที)

    เราก็ฟังอยู่ ถึงประมาณว่า
    "กด 1 ยอมจ่าย กด 0 ตู๊ด ๆ ๆ ๆ"
    มันตัดสายไปว่ะ

    เราก็คิดว่า ไอ้นี่โทรผิดชัวร์ ไม่เป็นไร เราทำงานต่อ

    18:49 ไอ้บ้านี่โทรมาอีก
    เรากดรับอีก ก็เหมือนเดิมอีก
    ทีนี้เราได้กด 1 เพื่อรับสายเลย เพราะตั้งใจแล้ว ว่าเสียตังค์ก็เสียไปเดะ ไม่เป็นไรหรอก สมมติเผื่อไอ้คนโทรมามันจะตาย แล้วต้องการความช่วยเหลือ จะได้ช่วยทัน (คิดเผื่อไง เผื่อเป็นเพื่อนเรา แล้วมันเกิดอุบัติเหตุ ขณะนั้นมันดันคว้าโทรศัพท์เฮงซวยที่เงินหมด แต่โชคยังดีที่มันรู้บริการนี้ และบังเอิญนึกออกแต่เบอร์เรา "ซึ่งไม่น่านึกออกนะ - เท่าที่เรารู้ ไม่มีใครท่องเบอร์เราได้เลย แม้แต่เราเองก็ยังงงอยู่บ่อย ๆ" มันก็เลยโทรมาขอความช่วยเหลือ ถ้าหากว่าเราไม่รับ แล้วมันดันตาย มันจะกลายเป็นผีมาหลอกเราซะเปล่า ๆ - คิดแบบนี้จริง ๆ ไม่งั้นไม่รับหรอก คนบ้าอะไร มารยาทโคตรแย่ โทรมาแต่เจือกให้คนรับจ่าย คนดี ๆ เขาไม่ทำหรอก คงจะมีแต่เหตุผลที่เราคิดนี่แหละที่จะพอให้อภัยได้)

    พอเรารับ

    เงียบ

    เสียเงินหรือยังเราก็ไม่รู้หรอก ก็เริ่มเดือดนิด ๆ แล้ว

    18:51
    มีเบอร์ไม่รู้จักโทรมาอีก
    (ขออภัย เราเพิ่งเห็นว่า คนละเบอร์กะตะกี้ว่ะ ใครวะ กูซวยแล้ว ซวยแน่ ๆ ใครอ่ะ ถ้าใคร ขอโทษด้วยนะคะ แต่ช่วยไม่ได้ จะเล่าต่อว่าช่วยไม่ได้ยังไง)
    0807122909
    เบอร์ใคร เราไม่รู้ - ใครอยากรู้ ก็โทรไป - ใครรู้แล้ว โพสต์บอกเราที

    แต่ ณ อารณ์นั้น
    คุณผู้อ่านรู้ไหมคะ อิฉันตัดสายเลยค่ะ แล้วก็กดโทรกลับไป จากนั้น พูดด้วยเสียงเย็นยะเยือกว่า "คุณเป็นใครคะ"
    รู้ไหม ว่าทางนั้น เขาหัวเราะ เป็นเสียงหัวเราที่เราไม่ชอบเลย มันดูเยาะเย้ย (สงสัยอีนี่คิดมาก)
    เราก็เดือด จำไม่ได้ว่าพูดอะไรอีกไหม
    แล้วเราก็ฟังเสียงทางนั้น ไม่รู้เรื่อง (ทีหลังเราจะอัดเสียงไว้ แต่ภาวนาขอให้อย่ามีคราวหลัง อย่ามาสร้างบาปาสร้างกรรมเล๊ย คืนนี้จะแผ่เมตตาไปให้แล้วกัน ใครก็ตาม เพราะเราทั้งโกรธ ทั้งด่าเลย)
    เรา นึกออกอีกที คือ ยกโทรศัพท์มาดู แล้วตะโกนใส่ไปว่า "ไอ้บ้าเอ๊ย"

    จะใครก็ตามนะ

    ขอให้รู้ว่า
    ไม่ว่าจะเป็นการโทรผิด - 1
    จะเป็นการโทรมาแกล้ง - 2
    จะเป็นการเซิร์ชเจอเบอร์ - 3
    จะเป็นการห่าเหวอะไรก็ตาม - 4

    พฤติกรรมแบบนี้ เราชินแล้ว แต่ที่ต้องมาด่าเพราะว่า
    ถ้าเป็นกรณี 2 3 4 คุณเป็นอะไรคะ สนุกมากเหรอคะ แช่งเลยนะคะ
    * ไอ้คนเบอร์แรกเนี่ย - ถ้าถึงคราวจำเป็นจริง ๆ ขอให้คนทางนั้น ไม่รับสายเลยนะคะ บาปกรรมมีจริง ไม่ต้องรอชาติหน้าหรอกคะ
    * คนเบอร์ 2 คุณไปทำบุญสะเดาะเคราะห์หน่อยนะคะ ซวยจริง ๆ ค่ะ เจือกโทรมาติดกับไอ้บ้าเบอร์แรก แต่ ช่วยไม่ได้ ถ้าคุณเป็นเพื่อนเรา เป็นคนที่จะติดต่อเรา ทำไมพอเราถามว่าคุณเป็นใคร คุณไม่พูดละคะว่า "ไอ้แอมเป็นไรวะ เฮ้ย เรา ...(ชื่อคุณ)... ไง" เห็นหัวเรากับพ่นบ้าไรไม่รู้ เรางงเราก็ด่าให้เดะ รดน้ำมนต์ 10 วัดล้างซวยได้เลย ที่บอกว่าจะขอโทษเลยไม่อยากขอโทษเพราะเหตุนี้แหละ

    ไม่ว่าจะยังไง เราก็รับโทรศัพท์ทุกสาย เพราะเราคิดว่าคนที่โทรหาเรา เขาโทรในเรื่องที่จำเป็น และที่สำคัญคือเขานึกถึงเรา เขาคิดถึงเรา เขาอยากคุยกับเรา (ซึ่งไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่โทรมาใช้งาน ฮือ...)
    แต่ถ้าพวกแกล้งละก็ เลิกซะเถอะ ฉันไม่ได้ว่างมากอย่างพวกแก และต่อ ๆ ไป ก็คงไม่เล่้ายาวฮา ๆ แล้ว จะเอาเบอร์ประจานอย่างเดียว

    ขอบอกว่า ถ้าอยากให้ลบเบอร์ออก โทรมาด้วยเบอร์นี้ แล้วจ่ายเงินเองด้วย อย่ามาให้ฉันจ่าย ฉันถึงจะลบเบอร์
    ปล. กูไม่ได้อยากคุยกับมึุง แต่กูอยากลบเบอร์มึงออกจากบล็อกกู
    (ขออภัยนะคะ ไม่ได้อยากหยาบคาย แต่เป็นภาษาเล่า ภาษาสื่ออารมณ์ ถ้าใครพูดกับเราแบบนี้เราก็ไม่ชอบเหมือนกัน เฮ้อ... ยิ่งถ้าเบอร์ที่ 2 เป็นคนที่เรารู้จัก คนที่เราเคารพ เราจะมาเขียนขอโทษผ่านทางบล็อกให้อีกที จะเขียนทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษเลย - แต่ถ้าเป็นคนรู้จักที่เราไม่ชอบ ช่างแม่ง - สมควรแล้ว)

    บาปชิบหายเลยตู เอนทรี่นี้