Pranitee's profilePranitee's space : บอก บ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 09

    เวอร์ชั่นสั้นก่อนแล้วกัน จริง ๆ จะเขียนยาว มัวแต่ไปตอบกูเกิลกูรูอยู่

    อานะ เรื่องมันยาวมาก
    แต่เอาเป็นข้อ ๆ แล้วกัน

    ๑. เราขอป๋ากับแม่แล้ว ว่าเราจะลาออกจาก ป.โท ซึ่งป๋ากับแม่ให้แล้ว จบข่าว เราจะไปลาออกที่ ม เมื่อไรนั้น ก็ช่างหัวเราเถอะ แต่ที่แน่ ๆ จำประโยคนี้ไว้ "ไม่เสียดายเวลาเหรอ" จงเก็บไว้ถามตัวเองเถอะ ไม่ต้องไปถามใคร เพราะถ้าใครสักคนเลือกที่จะลาออก เขาก็ไม่เสียดายเวลาหรอก คุณอย่าไปเสียดายเวลาแทนเขาเลย เออ ไม่จบข่าวดีกว่า เราอยากบอกตรงนี้ คือ เรื่องนี้มันยืดเยื้อเรื้อรังมาหลายร้อยล้านปีแล้ว (นังแอมแกอายุเท่าไร ถึงร้อยล้านปีเหรอ) แต่เมื่อ ก็เรื่อย ๆ นะ คือจริง ๆ เรารู้อยู่แล้วว่าเราต้องลาออก เพราะกระบวนทัศน์เราผกผันกับสาขาที่เรียนต่อมาก พูดตรง ๆ คือเราไม่เชื่อเรื่องสื่อ เราไม่เคยเชื่อว่าสื่อสามารถทำให้การเรียนรู้ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะกับโรงเรียนหรือประเทศที่... (ภาษาไทยเรียกว่าอะไร) อินฟราสตรักเจอร์ ยังไม่ไปทั่วอ่ะ ขอบอกว่าส่วนใหญ่งานที่ออกมา มันเฉพาะเกินไป และอยากจะบอกว่า เกือบทั้งหมด ทำแล้วไม่ได้เอื้อต่อการเรียนการสอนในสภาพสังคมจริง ๆ (ไม่ได้บอกว่าไม่มี มีแต่มันไม่ได้ช่วยมากมายขนาดนั้นหรอก หยุดหลอกตัวเองกันสักที เราคงไม่พูดให้แรงกว่านี้หรอก แต่เราบอกได้แค่ว่า สื่อดีไม่ดี ไม่สำคัญหรอก ถ้าคนมันจะไม่ตั้งใจเรียนซะอย่าง ต่อให้ดีแค่ไหน ก็กลายเป็นสื่อไร้ประสิทธิภาพได้ ปัจจัยภายนอกมันเยอะ ถึงเราจะชอบแต่งเพลง แต่เราก็ไม่ว่างพอมานั่งแต่งข้อมูลหรอก จะต้องเสียกระดาษอีกสักกี่รีม เสียหมึกกี่กล่องกี่ตลับ ก็ไม่รู้ อยู่เฉย ๆ ดีกว่า แต่ที่ผ่านมา เราไม่เสียดายนะ เราค่อนข้างมั่นใจว่าเราทำดีที่สุดแล้ว และน่าจะทำตัวเป็นประโยชน์มากกว่าหลาย ๆ คน หมายถึงทั้งหมดทั้งมวล ที่เกี่ยวข้องในสาขานี้ด้วยซ้ำ - ยังมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นอีกมากมาย แต่เราก็กระจ่างในส่วนของเราแล้ว สรุปคือไม่มีอะไรผิดไม่มีอะไรถูก มีแต่สิ่งที่ได้เรียนรู้มากมายจากครูบาอาจารย์จากประสบการณ์ จากเพื่อนฝูงและคนที่เกี่ยวข้อง กับเงินแล้วก็เวลาที่เสียไปตามเงื่อนไขที่ว่า ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ)

    สิ่งนึงที่เราขอบอกไว้คือ วิทยพาณิชย์ (การเอาการศึกษาไปทำเป็นลักษณะการค้าอย่างออกหน้าออกตา เรานิยามเอง) เป็นสิ่งที่กำลังจะกลืนกินอะไรดี ๆ มากมายในระบบการศึกษา ขอให้จำใส่กะลาหัวเอาไว้ด้วย

    เราจะเรียนต่อในระดับที่สูงกว่านี้หรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ เพราะคนที่ตอบคือเรา และเรายังไม่ต้องการตอบ
    สิ่งที่เรารู้จากคราวนี้คือป๋ากับแม่ก็ยังดูเราออก หรือจะใช้ว่าอะไรดี คือ เราบอกตรง ๆ ว่า เรารักป๋ากับแม่มากว่ะ เรายอมรับเลยว่าเราไม่อยากเรียนตั้งแต่ก่อนเรียน แต่ไม่รู้เราจะทนทำไม ก็ไม่เข้าใจ แต่มาถึงวันนี้ เราพอมองเห็นนะ ว่าเวลาที่ผ่านไป มันมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น ซึ่งจริง ๆ ไม่ควรพูดถึงแล้ว เรื่องมันเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ เราเล่าให้แม่ฟังวันเสาร์ที่แล้ว เนื่องจากแม่เห็นเราคุยกับเอซังแล้วร้องไห้ แม่เข้าใจว่าใครกลั่นแกล้งเรา เราเลยเล่าว่าเราขอลาออก เราไม่ทนแล้ว ที่ไม่จบสักที เพราะเราไม่เริ่มทำเอง ไม่ได้มาจากอะไรทั้งสิ้น มันมาจากเราเอง (ที่เล่าไปแล้ว กระบวนทัศน์ที่ขัดแย้ง) แต่เราไม่กล้าลาออก เพราะเรายังหางานไม่ได้ (จะหาได้ไง ขอไปห้างยังไม่ได้ แต่ช่างเหอะ คิดอีกทีก็ดี ไม่เปลือง ไม่ลุ่มหลง ไม่ถูกมัวเมาจากกระแสวัตถุนิยม ปลงตกแต่เล็ก ก๊าก...) เราบอกแม่ว่าเราออกแน่นอน ถึงใครจะไม่ให้ออก เราก็ออกแน่นอน (ไม่ลงทะเบียนเทอมนึงก็หมดสภาพนิสิตแล้ว) แม่เราคงเสียใจมากนะ เรารู้ เมื่อกลางวันทะเลาะกันด้วยไง แม่เขาชอบบอกว่าป้าคนนึงจะเอาเราไปเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัย (แต่ขอโทษ เราไม่มั่นใจเลยว่าเขาจะทำได้ และที่สำคัญ เราไม่ชอบเป็นเด็กเส้น เพราะชีวิตนี้กูทำคนเสียชื่อมาเยอะแล้ว ก๊าก... ไม่กี่ครั้ง ครั้งสองครั้งเองมั๊งแต่ถือว่าเยอะสำหรับเรา) แล้วชอบพูดแดก ๆ เรารู้ว่าเขาไล่ให้ไปทำให้จบ ลับหลังไปบ่นกับเอซังว่าเป็นห่วงมัน (ห่วงเรา นู่นนี่นั่น แต่ต่อหน้าก็ออกแนวต้องทะเลาะกัน) เอาว่าแม่ฟังเสร็จ เขาก็บอกว่าเออ ไปเหอะ (ให้ไปทำงาน เราขอไปทำงาน) แต่ยังพูดตลอดว่าอย่าลาออกจาก ป.โท (แม้เราจะบอกว่า ออกแน่นอน ก็ตาม)

    คืนนั้นเราร้องไห้สามโอ่ง (ปัญญาอ่อนเนอะ แต่เอาเหอะ ไม่เจอบ้างก็แล้วไป) ตื่นมา (ไม่รู้ป๋าได้ยินป่าว พอดีบอกแม่ตอนเที่ยงคืนตีหนึ่ง ป๋านอนแล้ว) ตอนบ่ายวันอาทิตย์เอาอีก ถามอีก (ป๋าถามเรื่องป.โทเมื่อไร เราจะร้องไห้จะเป็นจะตายทุกครั้งไป) และครั้งนี้ก็เช่นกัน เราก็บอกป๋าเลย ว่าเราออกแน่ เราไม่ไหวแล้ว ป๋าถามว่าไม่เสียดายเวลาเหรอ (จริง ๆ คำถามนี้ มีคนถามเราทุกคน ที่รู้ว่าเราจะออก เออ ยกเว้นเอซัง เขาไม่เคยพูดให้เราต้องคิดมากเลย เรารักเอซังมาก ๆ อ่ะ เดี๋ยวจะเล่าว่าทำไม) เราบอกว่า ไม่ ไม่เคยเสียดาย เพราะว่าก็ไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่าจะได้อะไร ที่ผ่านมาได้อะไรก็คิดว่าได้เอาไปใช้ประโยชน์แล้ว ป๋าพูดไรอีก เราจำไม่ได้เลย เรานอนคว่ำหน้าร้องไห้อยู่ น้ำมูกน้ำลายน้ำตาไหลเต็มบ้าน ป๋าบอกว่าไปทำงานก็ตั้งใจแล้วกัน แล้วก็รีบไปทำเรื่องลาออกจากมหาลัยซะ (ตรงข้ามกับแม่เลยเห็นป่าว เด็ดเดี่ยว เราชอบวิถีของป๋ามาก) แต่สิ่งนึงที่เราก็สะเทือนใจอีกแล้ว นั่นคือ เราบอกป๋าว่า "ทุกวันนี้ แอมเครียดมาก แอมรู้สึกไร้ค่า แอมไม่สามารถหาเงินเข้าบ้านได้ ถ้าแอมได้ทำงาน แอมคงรู้สึกดีกว่านี้ แอมพยายามหางานในเน็ต แบบที่ทำที่บ้านได้ แต่แบบที่มันคุ้มที่จะทำ มันไม่มีเลย ถ้าหาเงินได้แล้ว คงจะไม่ดูงี่เง่าแบบนี้" จำไม่ได้ว่ายังไง แต่ป๋าบอกว่า "ป๋าไม่ได้อยากให้หาเงินได้ แต่อยากให้เอาตัวรอด ไม่ต้องมาเลี้ยงป๋าเลี้ยงแม่หรอก แค่เอาตัวให้รอด" โอ๊ยแกเอ๊ย แค่พิมพ์ก็อยากจะร้องไห้แล้ว น้ำตาคลอ ป๋าเราอยู่น่านนะเนี่ยตอนนี้อ่ะ

    เอาว่าถ้าเราตีความแบบเก่า เราคงเถียงไปแล้วว่า อ้าว ป๋าหาว่าหนูแย่มากเลยเหรอ
    แต่พอตีความแบบใหม่ เลยไม่ตี เรารู้แต่เราได้ยิน แล้วเราก็เอาตัวให้รอดแล้วกัน แต่ยังไงซะ ลูกทุกคนต้องเลี้ยงพ่อแม่ จะมีครอบครัวใหม่ มีลูกหลานเหลนโหลนยังไง ก็ต้องย้อนกลับไปดูแลบรรพบุรุษ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่คนควรทำ ไอ้ไปคว้าปริญญงปริญญาทำบ้าห่าเหวรวย ๆ กันน่ะ ไร้ความหมาย จริง ๆ น่ะ ถ้ามองด้วยใจที่เป็นกลางจริง ๆ จะรู้ว่ามันไร้ความหมาย (เราคงไม่อธิบาย ไปตีความเอาเอง)
       
    เราสติสตังกระจัดกระจายไปหลายชั่วโมง (น่าจะหน่วยเป็นชั่วโมงพอแล้ว ไม่ควรต้องคิดมาก เปลือง)
    คือ พอป๋าให้ เราโทรบอกเพื่อนเลยว่าเราไปทำงานด้วยแน่นอน (กราบขอบพระคุณอย่างสูง ขอบอกว่า เราเพิ่งเข้าใจคำว่าได้รับความเมตตากรุณาชัดที่สุดก็ครั้งนี้อ่ะ มันเป็นอะไรที่ยากอธิบายมาก เดี๋ยวเล่า แปะไว้กี่เรื่องแล้ววะ เดี๋ยวลืม)

    .....คั่นแป๊บ....

    เอาเรื่องเอซังก่อน ที่แปะไว้
    เราเคยคุยกับเอซังว่า แอมไม่รู้หรอกว่าเอจะรักแอมหรือเปล่า แต่งั้นงู้นงี้ (จำไม่ได้) เขาตอบว่า ทำไมเอจะไม่รักแอม แล้วพูดไรต่อไม่รู้ เราไม่ได้ยินแล้ว (สมองตื้อ) เขาร้องไห้ อะไรไม่รู้ สรุปเราก็ไม่รู้เหมือนกัน !!! แต่ทุกวันนี้ก็ชัด เขาเป็นห่วงเรามาก เราไปทำงาน เขายังออกมากับเราทุกวัน เพื่อจะได้กลับพร้อมกัน เขาเคยบอกเราหลายครั้งว่า กลัวแอมจะหลุดเข้าไปอยู่ใต้ล้อรถเมล (38 132 อะไรที่เราขึ้น เขาจะบอกทุกครั้งเลย) เรารู้ว่าเขาเหนื่อยมากอ่ะ เหมือนต้องตลอนทัวร์เลย วันแรกไปรอเราที่รถใต้ดินรัชดาเลยด้วยซ้ำ แต่เอาเหอะ ถ้ามันเป็นความสุขเขา แถมทำเพื่อเราอีก แล้วเราจะต้องอะไร ไม่รู้นะ เล่าแล้วก็งง ๆ แต่เราจะบอกว่า ชีวิตนี้ ป้าเอซังเป็นคนที่ดีที่สุดในโลกแล้ว เราเป็นพี่น้องที่รักกันมากที่สุดในโลกแล้ว (ในความคิดของเรา อ้าว ก็เราจะไปรู้ของคนอื่นได้ไง จริงไหม)

    ต่อเรื่องเมตตากรุณา ที่แปะไว้เลย จะได้ไม่ลืม
    คือเราได้รับเมตตาจากคุณแม่ (แม่จุ๊บ) คุณแม่ให้ไปทำงานที่ โรงเรียนอนุบาลสัตย์สงวนอนุสรณ์ ไปช่วยแล้วแต่คุณแม่จะให้ทำ คุณแม่ให้ค่าแรงด้วย (ดีใจมาก เท่าไรก็เอา ตอนนี้หนูอยากทำงานเท่านั้น ไม่เอาอะไรแล้ว ขอประสบการณ์ ซึ่งมันไม่มีขายอ่ะ) บอกตรง ๆ ถ้าไม่ติดว่าไกลบ้านนะ เราจะขอสมัครเป็นครูที่โรงเรียนเลย (คุณแม่ก็เข้าใจว่าเราไม่เต็มที่ เพราะสำคัญสุดคือคุณแม่พอจะทราบเงื่อนไขของเรา ตอนแรกคุณแม่ยังบอกเลยว่า เห็นข่าวผู้หญิงถูกข่มขืนที่ล่าสุดอ่ะ ยังนึกอยู่ว่าแม่แอมจะไ่ม่ให้แอมมาทำ) เอาว่าเราดีใจมากอ่ะ ที่เราได้เริ่มต้นทำงานที่นี่ (อาจดูเหมือนอภิสิทธิ์ชนยังไงบอกไม่ถูก แต่เราพยายามที่สุดอ่ะ เราจะไม่ให้เสียชื่อเลย แต่ที่เรารู้คือเรายังต้องเรียนรู้อีกเยอะ)

    เล่าไปเลยแล้วกัน
    เราไปถึงแปดครึ่ง ขอกลับสี่โมง (ออกจากบ้านหกครึ่ง กินข้าวอ่อนนุชแป๊บ เพราะเกรงใจที่ ร.ร. และเลิกสี่โมงเย็นเนี่ย แวะกินข้าวเซนทรัลบางนา ก็กลับประมาณทุ่มนึง) เวลาเราตีรวนมาก
    เออ ลืม เดี๋ยวมาต่อนะ
    ขอเขียนไล่ไปทีละวัน วันจันทร์ที่สติสตังยังกระจาย
    เราแวะไป ม ก่อน ตั้งใจจะไปขอใบลาออก ตอนขอก็เครียด ไปนั่งเครียดอยู่หน้าหอสมุด บอกไม่ถูก ว้าวุ่น สติแตก (ดันเจออาจารย์ในภาคสองท่านก่อนมานั่งเนี่ย) เราคิดว่าไม่ไหวแล้ว เราเลยนั่งแต่งเพลง ไม่กี่นาทีก็ได้เพลง เราเลยมาคิดว่า เออดีว่ะ เครียดแล้วแต่งเพลงได้ก็ยังดีว่ะ ขอบคุณผู้ประทานพรสวรรค์ (หรือพรแสวง หรืออะไรก็ช่างมันเถอะ) อันนี้ เพราะถ้าเรายังรู้ว่าเราแต่งเพลงได้ เราก็จะไม่หลุด เราเคยบอกไปแล้วว่าเราทำสมาธิได้จากการแต่งเพลง เออ เรายังไม่ลาออก เพราะเราไม่อยากเครียดเวลาบอกเหตุผล มันดูไม่มีเหตุผลในสายตาคนอื่น ซึ่งขอทำใจสักพัก แค่คิดว่าต้องไปหาผู้ใหญ่ก็เครียดจะตายชักแล้ว แต่ต้องไปแน่นอนเพราะจะเอาค่าประกันทรัพย์สินคืน (พันนึงก็มีค่ามาก)

    เออ แถมเรื่องนึง (วันนี้ท่าจะบ้า มันจะแถมอะไรของมันนักหนาวะ) วันก่อนดูรายการอโรคาปาร์ตี้ ป่ะ ที่เขาพูดถึงโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เฮ้ย เราดูเสร็จขนลุก เพราะเป็นคนทำนองนั้น จำได้ สมัย ม.สี่ ไปคลั่งพี่คนนึง ไปทักเขาเสร็จ ก็ไปกรี๊ดกับเพื่อนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแล้วก็กรี๊ดเบา ๆ แล้วกลิ้งลงไปนั่งกับพื้นถนนตรงนั้นเลย (นึกย้อนไปแล้ว สมเพชตัวเอง อะไรจะเวอร์ขนาดนั้น) เพื่อนงง เราใจเต้นเร็วดังมาก เลยมาคิดว่า ความที่ไม่รู้ถึงอันตรายของพฤติกรรมนี้และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ จะเป็นภัย อาจทำให้อายุสั้น มันจะกรี๊ด จะบ้าอะไรแค่ไหน ก็แค่นั้น อย่าทำให้ส่งผลลบต่อร่างกาย ตั้งแต่รู้นะ เราแทบจะไม่โอเวอร์ หรือหายใจแรง ในลักษณะที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลงเลย เรียกว่า อะไรดี เอาว่าไม่อยากเสี่ยงอ่ะ ต้องดูแลสุขภาพ นึกถึงพวกเฒ่าหัวงูที่ตายคาอกอีหนูเลยอ่ะ เกี่ยวป่าวไม่รู้ ยังไงก็ระวัง ๆ กันหน่อยแล้วกัน หมอเขาบอกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ บางทีหัวใจสามารถเต้นเร็วถึงสองร้อยครั้งต่อนาทีได้เลย (ตายพอดี) เท่าที่ผ่านมา เราวัดหัวใจเราเต้นแค่หกสิบกว่าครั้งเอง และความดันตัวมากก็แปดสิบ ตัวน้อยก็หกสิบ บางทีต่ำกว่านั้นอีก แต่อย่างที่บอก เดิมเวลาโอเวอร์แอคติ้ง มันรู้สึกได้เลยว่าใจมันจะเต้นเร็วและดังแบบแทบจะกระเด็นออกมาจากอก

    เฮ้ย เที่ยงคืนจะครึ่งแล้วว่ะ

    เอาว่าเล่าไรดี

    เล่านี่ดีกว่า คือเราไปทำงานแหละ ห้าวันแล้ว สนุกดี
    เป็นผู้ช่วยพี่เลี้ยงเด็กอ่อน น้องอายุขวบนิด ๆ ถึงสองขวบหน่อย ๆ น่ารักมาก น่ารักทุกคนเลย คราวนี้ได้เป็นอีกบทบาท (ตรงข้ามกับนี่) เหมือนไปฝึกการเป็นแม่เลย ก๊าก... แต่ดูแลเด็กแล้วคิดถึงแม่ คิดถึงคนที่เลี้ยงมาจนโตอ่ะ (จะเป็นพ่อแม่จริงหรือไม่จริง แต่ก็รู้ไว้เหอะว่าถ้าเขาเลี้ยงมาจนโตได้ เขาก็รักแกมากแล้วแหละ ถ้าสักวันรู้ว่าเป็นลูกเลี้ยงของเขา ก็ไม่ต้องจะเป็นจะตายหรอก ถ้าเขาไม่รักแก เขาคงเอาขี้เถ้ายัดปากแกตายไปนานแล้วแหละ - ไม่รู้บอกใคร แต่อยากบอกแบบนี้) มันเหนื่อย แต่มีความสุขแหละ แต่เหนื่อยจริง ๆ เราเกิดความรู้สึกนึง คือเรานึกถึงตอนเป็นเด็กอายุประมาณนี้เลย
    Red heart ใครรังเกียจเด็ก รำคาญเด็ก ไม่เอาเด็ก แปลว่าลืมกำพืดตัวเอง โปรดรู้ไว้ ว่าครั้งหนึ่ง แกก็เคยเป็นงี้เหมือนกัน ช่วงนี้พอเราเห็นเด็กร้องไห้เพราะผู้ปกครองเอามาฝากเลี้ยง แล้วเราจะนึกถึงตัวเองตลอดเลยว่ะ ตอนแม่เอาเข้า ร.ร.อนุบาล (เราไม่ได้เข้าเนอสรี่ เราจำได้แค่ว่าแม่เดินไป แล้วเราก็กรี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ วัน ๆ จำอะไรไม่ได้เลยนอกจากกรี๊ด ๆ ๆ ๆ แล้วก็คงถูกตีให้หยุดกรี๊ด เพราะเด็กมันเยอะ พี่เลี้ยงเขาคงไม่มีอารมณ์ปลอบ ตลอดสามปีที่เรียนอนุบาล เราไม่มีความทรงจำที่ชัดเจนอะไรเหลือเลย นอกจากว่าเราร้องไห้ แล้วก็หวาดกลัวห่าเหวตลอดเวลา เออ ที่จำได้ตลอดคือเด็กอนุบาลกลุ่มเลว ๆ เราเล่นม้าหมุน คงมีพี่เลี้ยงจับขึ้นไปนั่ง แล้วเพื่อนมันก็หมุนอีท่าไหนไม่รู้ แต่จำได้ว่าเจ็บปวด พี่เลี้ยงต้องมาหยุดแล้วทางยาหม่องให้ แม่มาบอกตอนโตว่าเด็กพวกนั้นมันเล่นแรง คอแอมไปติดที่เครื่องเล่น เราก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่ามันจะท่าไหน เด็กเลว ๆ เยอะ แต่เราเชื่อว่า ๑๐๐% มาจากผู้ใหญ่เลว ๆ ปลูกฝังให้ คงจะเจอแต่อะไรแบบนี้มั๊งเลยกลัวกลัวกลัว พูดแล้วหาว่าเวอร์ เราเคยไปที่ทำงานป๋าตอนห้าขวบ จำได้เพราะมีรูปถ่าย หน้าตาปวดอึมาก จริง ๆ ไม่ได้ปวด ป๋าจะพาเราไปหาหมอ แต่ไปเซ็นชื่อก่อน ให้เราไปนั่งรอที่ห้องพักก็เดินไปด้วยกันแหละ ห้องพักของป๋าต้องเดินผ่านเครื่องจักรเคมีสิ่งทอ ห้องมันจะอับทึบ น่ากลัว แล้วตอนเด็ก ๆ ขี้กลัวมาก เพราะคนเลี้ยง ญาติพี่น้อง เขาไม่รู้วิธีพูดหรือไง เขาใช้วิธีบอกว่า ถ้าไม่หยุดร้อง ถ้าไม่งั้นงู้นงี้ ผีจะมาหลอก ตุ๊กแกจะมากินตับ อะไรสารพัดจะหลอก ไม่มีเหตุผล แต่เรากลัว และกลัวมากด้วย พอผ่านห้องมืด ๆ แล้วต้องมานั่งรอป๋า นั่งคนเดียวในห้อง ป๋าไปเซ็นชื่อ อาจารย์เพื่อนป๋ามาสี่ห้าคน เขามามุงเรา แล้วถ่ายรูปเราด้วย สองรูป ดูในรูปนะ น้ำตาคลอเลย กลัวอ่ะ กลัวคน กลัวทุกอย่าง) หน้าที่ที่เราทำเองคือจะเราตามโอ๋น้องที่ร้องไห้ทุกคน ไม่ใช่ว่าเราเล่นบทนางงามหรอก แต่เรานึกถึงตัวเอง เวลาเราปลอบเขา เราไม่รู้หรอกว่าเขาเข้าใจไหม เพราะสื่อสารกันไม่เข้าใจว่ะ เด็กบางคนก็พูดแต่ "ผี" "คัน" "ชี่!!!???" "ฉี่อึ" "นม" "เอา" "เล่น" อยู่แค่นั้น ไอ้คำพวกนี้ยกตัวอย่างมาจากน้องผู้ชาย น่ารักมากเลยอ่ะ แต่คนนี้ไม่งอแง ตลกมาก แต่คนที่เราปลอบคือน้องผู้หญิง (รู้จากจุ๊บว่าสองคนนี้มาพร้อมเราเลย เพิ่งมาเมื่อวันจันทร์) น้องเขาร้องหาย่า ร้องตลอด หาว่าย่าทิ้ง ประมาณนั้น (คือ นึกถึงตัวเราเองจริง ๆ ก็ตอนไป โรงเรียน เราก็เข้าใจว่าแม่ทิ้งเรา เราเข้าใจว่าโรงเรียนคือสถานที่ฆ่าเด็ก เกลียดโรงเรียนมาก ไม่เคยอยากไปเลย เพิ่งมาไปโรงเรียนไม่เคยหยุดเอาสมัยมัธยมอ่ะ เพราะว่ารู้เหตุรู้ผลมากขึ้นแล้ว) เราไม่อยากให้น้องเขารู้สึกแบบเราอ่ะ เพราะว่ามันจะฝังใจมาก
    ตอนนี้น้องเขาก็ติดเรา ไปไหนต้องไปด้วย ต้องป้อนข้าว (ขอบอกว่าเกิดมาไม่เคยป้อนข้าวใคร แม่ป่วยยังไม่ได้ป้อนเลย แม่ไม่ยอมให้ป้อน) ต้องอุ้มแต่แบบยกขึ้นของเล่นแหละ (อุ้มทั้งตัวบอกตรง ๆ เกรงใจเด็กว่ะ เราปวดหลังด้วย เลยได้แค่นี้ เกิดมาไม่เคยอุ้มเด็กว่ะ หลานยังไม่อุ้มเลย มันดิ้นมาก น้องก็ไม่มี น้องที่เป็นญาติก็ไม่ได้อุ้ม อายุมันยังใกล้กันไป ห่างแปดปี ไอ้ติงลี่อ่ะ ไม่อยากจะพูด ตอนเด็ก ๆ กรี๊ด ๆ กันมาแล้ว เด็ก ๆ เราเป็นพี่แบบนี้ ตอนนั้นอี้เอาน้องมาที่บ้าน มาอยู่ด้วยกัน ป๋าไม่อยู่มั๊ง เราอยู่ป.สาม ไอ้ติงขวบนิด ๆ หรือไง เราทำการบ้านเลขอยู่ มันมาเลย เอาปากกาจากไหนไม่รู้มาขีดการบ้านเราเละเลย เราก็ตบมันเดะ เท่านั้นแหละ ไอ้ติงก้มกัดขาอ่อนเราเลย จำได้กรี๊ดดังมาก อีพี่ร้องไห้ อีน้องก็ร้องไห้ บ้านแตก ตั้งแต่นั้นเกลียดน้องมาก มีอีกรอบ ไอ้พี อายุเท่าไอ้ติง ตอนนั้นเราอยู่ม.หนึ่งแล้วมั๊ง ไอ้พีสี่ขวบหรือไงเนี่ย เด็กมันชอบเขวี้ยงก้อนหินอ่ะ ตอนนั้นเราไปดูไก่งวงชื่อข้าวเหนียว - เราตั้งเอง ที่อู่จอดเรือตอนน้ำลด แต่ยังมีพื้นดินเลนแฉะ ๆ เราจำได้ มันเขวี้ยงหินใส่หัวเอ เอร้องให้โหเลย เราเดินไปหามันแล้วบอกว่า "ทำพี่กูเหรอ" แล้วเราก็ผลักมันลงขี้เลนไปเลย แบบอีคิวต่ำสุดเข็มไมล มานึกถึงตอนนี้แล้วสงสารอาม่าอ่ะ คือต้องรีบมาปลอบหลาน ไอ้พีมันก็ร้องไห้อ่ะ เอก็ร้องไห้ ตอนนั้นเราคิดว่าเราทำถูกนะ แต่พอถึงตอนนี้คิดว่าทำไม่ถูกว่ะ ช่างเหอะ อดีตเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สรุปเราจะบอกแค่ว่า เราเกิดมาไม่เคยอุ้มน้อง แล้วมันมานี่ได้ไงวะ)
      
    เอาว่า เอาเหอะ เวลาเปลี่ยน ความคิดจิตใจก็เปลี่ยน แต่ต้องเปลี่ยนไปในทางที่สูงขึ้น เจริญขึ้น ไม่ใช่ต่ำลง
    ฝึกเยอะอ่ะ

    เออ เวลาเราให้เขาหยุดร้องให้ เราจะบอกว่า "ไม่ร้องนะคะ น้อง...ชื่อเขา... เงียบ ๆ แล้วลองฟังเสียงอะไรสิ ได้ยินไหม เงียบ ๆ ก่อนแล้วจะได้ยิน" (ไม่มีเสียงอะไรหรอก พูดไปงั้นแหละ อย่างน้อยก็ดีกว่าหลอกว่าผีจะมาจับ หรือตุ๊กแกกินตับแล้วกัน คือพูดอะไรที่มันกลาง ๆ ไม่ใช่พูดให้กลัว เสียงพูดก็พูดธรรมดา ไม่ต้องทำหน้าแตกตื่น)
    แล้วบอกว่าเสียงนกเสียงกาอะไรก็ว่าไป ออกไปหาธรรมชาติสวย ๆ งาม ๆ ไปเลย

    เวลาเด็กเขวี้ยงของเล่น ก็บอกว่า "ไม่เขวี้ยงนะคะ เดี๋ยวของเล่นแตก จะไม่มีให้เล่นแล้วนะคะ"
    ตั้งแต่ไปมา เรายังไม่ด่าเด็ก ไม่ตีเด็กเลย ไม่กล้าำทำ กลัว (อีกแล้ว แต่ก็ดีแล้ว)
    เออ เจอฉี่ เจออึด้วย แต่ไม่ได้จัดการ เพราะพี่เลี้ยงเขาคงคิดว่าเราจัดการไม่ได้ (ก็นะ หลอนเหมือนกัน โดยเฉพาะเด็กสองขวบ พูดรู้เรื่องแล้วนะ บอกปวดอึ ปวดฉี่ได้อ่ะ ทำไมบางคนยังต้องอึรดกางเกง เราเคยเป็นนะ ขอบอกเลย ตอนอนุบาลเป็นหลายครั้งเลย เราพบว่าที่เป็นเพราะว่า เวลาบอกแล้วเหมือนครูจะรำคาญใส่ เลยไม่กล้าบอก แต่มันปวดอึอะ สุดท้ายมันก็ต้องอึ ก๊าก... ไม่รู้นะ เราบอกน้องสองขวบที่อึรดกางเกงได้แค่ว่า "วันหลัง ถ้าปวดอึ บอกก่อนนะลูก ไม่มีใครว่าหนูหรอกนะ" แต่เรื่องอึนี่ฝังใจ ทุกวันนี้อึไม่เป็นเวลา และแปลกที่ก็ไม่อึ เรามีปัญหาเรื่องอึ เพราะเราวิตกจริต )

    สรุปได้แค่ว่า ช่วงประมาณ อายุหนึ่ง-ห้าขวบ จะเป็นช่วงที่กำหนดลักษณะบุคลิกภาพของเด็กได้อ่ะ หรือมีอิทธิพลต่อสภาพจิตใจโดยรวมได้มากกว่าวัยอื่นอ่ะ ไม่มีหลักฐานอ้างอิงนะ แต่มันคงต้องมีส่วนอย่างมากเลยแหละ

    โอ๊ยจะเล่าอะไรอีกวะ มันเยอะอ่ะ
    ขี้เกียจแล้ว ตีหนึ่งสิบห้าแล้ว

    เอาว่า นี่ดีกว่า
    เราสังเกตมา
    กิจกรรมดังนี้
    ๑. เจ็ดโมง - แปดโมง เล่นของเล่น
    ๒. แปดโมง เคารพธงชาติ มีนั่งสมาธิ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดั่งดอกไม้บาน...
    ๓. ออกกำลังขาแขน
    ๔. กินขนม (พวกถั่วเขียวต้มน้ำตาล หรือ น้ำแดงแมงลัก ผลไม้ อะไรก็ว่าไป)
    ๕. ฟังนิทาน
    ๖. ขัง (ก๊าก...) รวมในห้อง ดูการ์ตูน เพื่อเอาน้องส่วนหนึ่งมากินข้าว ทยอยออกมาทีละคนสองคน (ข้าวที่ให้เด็กวัยนี้กิน แค่ถ้วยเท่าน้ำจิ้มเอ็มเค ถึงประมาณถ้วยกินเอ็มเคอ่ะ แค่นั้นจริง ๆ เด็กจะกินหมดง่าย ไม่อ้วก เราเห็นพ่อแม่หลายคนป้อนทีเป็นหม้อเลย จะฆ่าให้ตายเลยหรือไง ก๊าก... น้อย ๆ แต่เรื่อย ๆ ดีกว่า)
    ๗. กินข้าวแล้วออกไปเล่นของเล่นด้านนอกอาคาร
    ๘. เข้ามาอาบน้ำ ทาแป้ง เปลี่ยนชุด
    ๙. กินนม (เด็กสองขวบกินนมก่อนอาบน้ำ หนึ่งขวบกินหลังอาบน้ำ ไม่รู้เหมือนกัน)
    ๑๐. นอนกลางวัน สามชม.
    ๑๑. ตื่น อาบน้ำ เปลี่ยนชุด ทำผม
    ๑๒. เล่น เรียนกไก่ ทายอังกฤษ อะไรแล้วแต่
    ๑๓. กินขนม
    ๑๔. เริ่มมีผู้ปกครองทยอยมารับ ประมาณนี้

    ทำให้เรารู้สึกว่า เออ เพิ่งเห็นว่าเป็นไง เท่าที่เคยเห็น แบบญาติเลี้ยง เห็นมีแต่ให้ดูทีวี (เพราะพ่อแม่ัมันจะดูทีวี) บ้างก็เอาขึ้นแปล นอนทั้งวัน อะไรไม่รู้ แบบนี้มีระบบระเบียบ ชอบมาก

    ง่วงว่ะ

    ไปแล้ว
    ก่อนไป ขอทิ้งท้ายว่าวันนี้ตรวจข้อสอบ เด็กอนุบาลสาม
    เห็นน้องคนนึงตอบผิดเยอะมาก สะกดแบบ นโอะก (แทนที่จะเขียนว่า นก) เละ ๆ แบบนี้ทั้งหน้า เลย แต่มีคำนึง เราก๊ากมาก นั่นคือ หำใจ เจอเสร็จอยากให้คะแนนสงสาร แต่คิดอีกที ช่างเถอะ น้องคนนี้อนาคตไกลแน่นอน (ก๊าก... ไม่ได้พูดเล่น ขนาดตอน ป.สอง แล้ว เรายังสะกดผิดแบบนั้นเลย เราโดนครูตี โดนด่า ที่เขียนคำที่ไม่มีความหมาย แต่ไม่ใช่คำว่าหำใจนะเว้ย ไม่ใช่คำทะลึ่ง คือออกแนว นโอะก นั่นแหละ เละเทะ เพราะว่าจินตนาการสูงส่งมาก... )

    ว่าแต่พาลนึกไปถึงเคราจิ๋มที่ครูอ้วนเรียกเคราแพะของพี่เป้าสายันต์สัญญาในตีสิบเมื่ออังคารที่ผ่านมา ฮาว่ะ ไปแล้ว ง่วงปวดหลัง

    เอาว่าใครอ่านมาจนจบก็คงรู้ว่ามันไร้สาระมาก แต่เอาเหอะ เอาว่ายังไงก็ได้ ทุกอย่างต้องมีทางออก
    ต่อจากนี้แผนระยะยาวของเราก็คือ เราจะเตรียมสอบบรรจุ สอบอะไรก็จะหาสอบ เพราะแม่ชอบ เราก็โอเคทางนี้ และจะตั้งใจทำงาน ไม่ให้แม่ต้องกังวลอ่ะ เออ เราไปทำงานวันแรกกลับมานะ แม่ให้เงินมาก้อนนึงเกือบสามพัน (บอกว่ากลัวไม่มีค่าเดินทาง) เราตกใจมาก เยอะอ่ะ (คิดในใจ เฮ้อ ไปทำงานยังต้องให้แม่กังวลอีกเว้ยเฮ้ย รีบ ๆ หาที่ทำงานใกล้บ้านดีกว่าว่ะ สงสารแม่ เรารู้ว่าแม่เครียด แม่บอกว่าไกล แม่เป็นห่วง - แม่เคยมา แม่เคยไม่ยอมให้มา) แล้วอีกเรื่องคือเมื่อวานเหนื่อยมาก กลับมาอาบน้ำเป่าผม สลบคาพัดลม หลับเลย ตื่นอีกทีพบว่า แม่มานอนเฝ้าทั้งคืน (ไม่รู้เหมือนกันว่าเรามาที่นอนได้ไง เอบอกว่าก็เอไปเรียกมา แอมก็เดินมา จำไม่ได้เหรอ) เอาว่าเหนื่อยเด็กเปล่าไม่แน่ใจ แต่เหนื่อยเดินทางอ่ะ ของจริง เราเริ่มจะไม่ค่อยสบายเพราะรถไฟฟ้าและรถใต้ดินและภาวะตรากตรำจากการเดินทาง (โดยส่วนตัวไม่ชอบเดินทาง ไม่ชอบแอร์ ไม่ชอบอาการเปลี่ยนจากร้อนมาเย็น ร้อน ๆ หนาว ๆ)



    เรายังคงใส่หน้ากากอนามัย แม้ไม่ได้เป็นตัวแพร่เชื้อ ปลอดภัยไว้ก่อน ก๊าก... ถ่ายตัวเองตอนรอรถใต้ดิน (ปรับสีซะยังกะภาพจาก น.ส.พ.)


    ถ้าหายไปจากในนี้ ก็คือไม่มีเวลา เราคงไร้สาระน้อยลง เพราะเราคิดว่าเราได้ค้นพบต้นเหตุของหลาย ๆ สิ่งเพิ่มขึ้นอีกแล้ว ตั้งใจทำงาน ๆ
    ปล.คิดถึงตาอ้วนเหมือนเดิม เห็นน้องที่โรงเรียนน่ารัก ๆ ก็คิดถึงอ้วนน่ารัก ๆ
    ตอนน้องมากอด มาดึง ไม่รู้ทำไมคิดถึงตาอ้วนคุณหมูจัง เอิ๊ก ๆ เอาเหอะ ก็ทำงานทำการไป
    เมื่อยังไม่ตาย ทำประโยชน์อะไรได้ ก็ทำกันต่อไป นะคะคุณผู้อ่านที่เคารพรัก
    ราตรีสวัสดิ์ 1:49AM ของวันเสาร์ที่สิบตุลาคม สองห้าห้าสอง



    Comments

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
    Pranitee Ratanawiji​tr has turned off comments on this page.

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://pranitee.spaces.live.com/blog/cns!AB6726A4E825D390!4213.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None