Pranitee's profilePranitee's space : บอก บ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 07 บทเรียนที่จำจนวันตาย บทเรียนนั้น คือ ก่อนจะลงชื่อในอะไรก็ตาม (ไม่ใช่แค่ลงนามในสัญญา ลงอะไรก็เถอะ จำไว้เลย สอนลูกสอนหลานไว้เลย ให้ทำแบบนี้ให้คุ้นเคย ตั้งแต่ยังเล็ก) ต้องอ่านให้จบทุกตัวอักษรก่อนลงชื่อ ไม่ต้องกลัวคนอีกฝ่ายจะรอนาน เพราะเราได้บทเรียนมาแล้ว (คือมันก็ไม่ได้อะไรมาก แต่ที่มากที่สุดคือ เราไม่รู้ว่าเราเซ็นชื่อในเอกสารที่มีรายละเอียดว่าอะไรบ้าง มันแค้นใจมาก เล่าให้ใครฟัง เขาก็ตอบไม่ได้ แถมเรายังโดนด่าซ้ำมานับไม่ถ้วน) เสียใจ เจ็บใจมาก ๆ ไม่โทษใคร เราผิดเอง ไม่ต้องกลัวทางนู้นเสียเวลา นั่งอ่านไปเลย ถ้ามันหาว่าช้าจริง ก็บอกไปเลยว่า ไอ้แอมสั่งมา (ให้มันงงตายไปเลยว่าไอ้แอมไหนวะ) เราขอดู เขาบอกว่าไม่มีอะไรมาก ก็หวังว่าคงจะไม่มีอะไรมากแหละ เราไม่อยากดูเป็นคนยุ่งยากวุ่นวาย เพราะเราผิดเองจริง ๆ ที่ไม่ได้อ่านเอง (แต่ทำไม่สัญญามาแค่ฉบับเดียว!) คือต้องเข้าใจ เราเป็นคนคิดมาก แต่ดันควายเพราะว่าเราไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย เรารู้แค่ว่า "สัญญาต้องมีสองใบ" พอเห็นมีมาใบเดียว! เราก็เลยไม่ได้อ่าน จำได้แค่ว่าถามเขาว่าลงชื่อตรงไหน ก็เห็นว่าต้องลงชื่อไปตรงช่องคู่สัญญา ก็ลงไปก็แค่นั้น เพราะดันมาตอนเรายุ่งอยู่!!! เครียดไปจนตายแหละเรื่องนี้ เราปล่อยวางไม่ได้จริง ๆ หวังว่าบทเรียนของเราจะเป็นอุททาหรณ์ให้กับคุณผู้อ่านที่รัก ให้ไปเตือนไปบอกคนใกล้ชิด ลูกเล็กเด็กแดง บอกไปเลย ให้มันรู้ ให้มันโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่โง่เง่าสะเพร่าเต่าตุ่นแบบเรา ใครอ่านแล้วเกิดเยาะเย้ยว่า "ก็มึงมันโง่เอง" ก็ตามสบายเถอะ (เผื่อมี เพราะเยอะ คนชอบซ้ำเติมอ่ะ) แต่ที่มาเล่าต่อ เพราะว่ากูเป็นคนที่โง่แล้ว ไม่อยากให้ใครต้องมาโง่ตามกู ดังนั้น ถ้ารู้แล้วก็จำไว้ แล้วอย่ามาโง่ตามกู .............................................. จริง ๆ มีเยอะ แต่เสียเวลาทำงาน นี่มีงานมาทำด้วย แต่ทำงาน ไม่มีปัญหา ทำงานได้ ถูกจริต จะมีก็แค่เรื่องเวลา ที่มัน พูดตรง ๆ ว่า ผิดเวลาจากนาฬิกาชีวิตเดิมของเรา จนเหมือนเราตายแล้วเกิดใหม่ไปอยู่ในไหนก็ไม่รู้ มันผิดเพี้ยนแบบสิ้นเชิง เรายังปรับไม่ได้ .............. ขอเล่าอีกแค่ 2 เรื่องคือ 1. เราคิดถึงบ้านมาก นี่ขนาดกลับมาบ้าน (พรุ่งนี้เย็นต้องไปใหม่ ไปอยู่บ้านป้าใกล้ที่ทำงาน) เราร้องไห้ตลอด ไม่ได้ร้องเพราะอ่อนแอ ขี้แย พยายามกลั้นมันก็ยังไหล มันเศร้ามาก เพิ่งเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนที่บ้านต่างจังหวัด มาเรียนกทม. ว่ามันรู้สึกยังไง ขนาดเราไปอยู่ห่างจากบ้านแค่ไม่เกิน 10 กม. (ค่าประมาณ) เรายังจะตายขนาดนี้เลย คงเพราะมันมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวด้วย ที่สำคัญคือ เราเป็นคนที่ไม่เคยไปนอนค้างที่อื่นเลย นอกจาก โรงพยาบาลตอนป่วยหรือตอนไปเฝ้า บ้านม่าตอนเด็ก ๆ (บ้านย่า บ้านป้า -เคยที่ละครั้งเดียว) โรงเรียนประถมตอนเข้าค่าย ค่ายที่ปทุมกับฉะเชิงเทราก็ค่ายผู้นำอะไรทำนองนี้ แล้วก็ประจวบไปเที่ยว มศว องครักษ์ ตอนปฐมนิเทศ ตอนรับปริญญา ทุกที่ที่ไปค้างอย่างน้อยต้องมีเอหรือแม่ หรือทั้งเอทั้งแม่ไปด้วยตลอด (แม้นอนกันคนละตึก นอนคนละที่) แต่คราวนี้เราไปคนเดียว จริง ๆ เราอยู่ได้ แต่เรารู้สึกหง่าง ๆ เหง่ง ๆ งึมงำ ๆ บอกไม่ถูก เราตื้อ ๆ (ตอนทำงานไม่เป็นนะ สถานภาพมันพาไป เราต้องดำเนินไปตามบทบาทหน้าที่ - ถึงอยากจะเป็น ก็ไม่มีเวลาจะเป็นหรอก) ป้าดูแลดีมาก จนเรารู้สึกว่าเราเป็นภาระ ครั้งหนึ่งไอ้ทศเคยทำนายให้เรา(ทำนายเมื่อประมาณสามปีที่แล้ว)ว่า ชีวิตเราทั้งชีวิต จะไม่ลำบากเลย จะมีคนอุปถัมภ์ตลอด ซึ่งมาถึงวันนี้ เราเห็นด้วยจริง ๆ เราอยากจะร้องไห้ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าการอุปถัมภ์ดีหรือไม่ดี หรือเรามีความรู้สึกอะไรในใจ แต่เรารู้สึกผิด รู้สึกละอายใจ รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ รู้สึกเยอะมาก แค่เล่ายังอยากร้องไห้เลย คือเราไม่รู้เราเป็นอะไร แต่เรารู้สึกเศร้า และยังรู้สึกคิดถึงบ้านตลอดเวลา ไม่ได้กลัวผีนะ ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นเรื่องแนวลึกลับ แต่เป็นที่ใจเรา คนมันไม่เคยไกลบ้าน ยิ่งเราแสดงความรู้สึกออกมาเท่าไร เราก็พบว่ามันจะกลายเป็นปัญหาใหม่ขึ้นตลอดเวลา เราไม่อยากเล่า ไม่อยากพูด ไม่อยากแสดงความคิดเห็น (คือกะทำงานที่ต้องทำอย่างเดียวพอ) เพราะเราพูดแล้วเราจะร้องไห้ บางทีมันอาจจะแค่เป็นช่วงปรับตัว เรารู้ว่ามันเป็นเพราะว่าเรายังไม่เคยพบประสบการณ์คล้าย ๆ กันนี้มาก่อน เราเลยเป็นมาก แต่เราจะอดทน อย่างน้อย ๆ ตอนนี้เราเข้าใจคนที่คิดถึงบ้านมาก ๆ ว่ามันรู้สึกยังไง ***ฝากไว้ ยังไงซะ ควรพาลูกเล็กเด็กแดงในความอุปถัมภ์ไปค้างอ้างแรม ที่อื่นบ้าง เพื่อให้เขาคุ้นเคย จะได้ไม่เป็นแบบเรา ที่โฮมซิกขั้นรุนแรง จนป่วย คืนแรกเฉย ๆ คืนสองร้องไห้ไข้ขึ้น วันที่สาม (จริง ๆ เริ่มเป็นตั้งแต่วันที่สองกลางวัน) เส้นเลือดฝอยตาแตกแดงเต็มตา เราเห็นตกใจ เลยโทรหาเพื่อนที่เป็นหมอ ชื่อ หลิน (เพื่อนประถมของเรา - เราลองโทรถามมัน นี่เป็นการคุยหลังจากที่ไม่ได้คุยกันมา 6 ปี เพื่อนเราจอร์ชมาก) บอกว่าเป็นในคนที่กินเหล้าจัด หรือไม่ก็กรณีมีการกระแทก แต่หายเองได้ แต่ป้าเราพาไปหาหมอเลย หมอบอกว่า ถ้าเป็นที่ตาดำ ตาบอดนะ แต่ถ้าที่ตาขาว หายเองได้ อาจขาดวิตามิน หรือเครีดยมาก หรือไม่ก็เอามือสกปรกป้ายตา ให้ยามาหยอด กับวิตามินสองห่อ กินสองวันหายแล้ว แม่ไปเยี่ยมสามวัน อีกสองวันโทรหา บอกตรง ๆ จากที่ไม่ชอบโทรศัพท์ กลายเป็นชอบ โทรหาแม่ หาป๋า หาเพื่อน (แต่มันไม่รับอ่ะ ก๊าก...) ก็กดไปเรื่อย (ตอนว่างอ่ะนะ) เมื่อคืนกลับมานอนบ้าน แม่มานอนข้าง ๆ ฟูกเลย (นอนพื้นอ่ะ) เรารู้ว่าแม่คิดถึงเรามากอ่ะ โอ้ยเล่าอีกก็ร้องอีก ไปดีกว่าโว้ย (ตั้งแต่ *** เพิ่งมาเติมตะกี้ อุตส่าห์หยุดร้องได้ทีแล้ว ไปพิมพ์งานดีกว่า เดี๋ยวก็ชินแหละ ----- ใครมีไรแนะนำ หรือจะให้กำลังใจ ก็ส่งมาได้ โทรจิตมาก็ได้ แต่เราจะรับได้หรือเปล่า? เพราะกำลังใจของเราก็ร่อยหรอลงเรื่อย ๆ แม้จะพยายามเติม ก็ไม่ค่อยขึ้นฟูเท่าไร มันมีแต่แฟบ ๆ แต่เดี๋ยวก็ชินว่ะ) 2. อยากมาเตือน ท่านที่เป็นแม่ (หรือพ่อก็ได้ หรือใครก็ได้ที่เป็นคนเลี้ยงเด็กแบบที่สนิทกับเด็กมาก ๆ) ที่ย้ายมาทำงานที่โรงเรียนลูก พอดีเราสังเกตมาหลายเคสแล้ว ชัด ๆ มีตัวตนอย่างน้อยสามเคส (เราคือหนึ่งในนั้น แต่อาจไม่จริงหรอก เราอาจสรุปง่ายไปเอง) แม่มาอยู่ใกล้ลูก ลูกจะกลายเป็นคนที่ชอบโทษแม่ ถ้าแม่ยิ่งยอม ลูกจะอ่อนแอในสังคมแต่จะก้าวร้าวกับแม่ ตอนเราเห็นน้องคนนึงที่แม่เขาก็ทำงานที่โรงเรียน ร้องไห้โวยวายกะอีแค่ไม่มีสมุดการบ้านมาส่ง น้องเขาโทษว่าแม่ไม่ยอมเอามาใส่ให้ (เราบอกน้องเขาว่า ไม่เป็นไรลูก กลับไป ก็จัดเอง เอามาใส่กระเป๋าเองนะ ไม่ต้องให้แม่จัดให้นะครับ ไม่ต้องโทษแม่นะลูก แม่เขาทำงานเยอะแล้ว การบ้านหนู ก็ทำเอง จัดใส่กระเป๋ามาส่งเองนะ) สอนน้องเขาไป เราก็คิดถึงตัวเองมาก ๆ เด็ก ๆ จนโตมา เราก็เป็นอย่างนั้น (เราชอบโทษคนอื่นด้วย ความผิดตัวเองไม่เคยมองเห็นเลย ตอนนี้เห็นตลอดเลย เป็นบ้าไปเลย) คือเหมือนว่าเด็กกับผู้ปกครองพอใกล้กันมากไป ก็จะเป็นงี้ คนอื่นที่มารถโรงเรียนหรือพ่อแม่แค่มาส่ง ถ้าลืมก็บอกว่าลืมเฉย ๆ ไม่โทษแม่ตัวเองอ่ะ แต่น้องคนนี้เขาโทษแล้วเขาชี้ไปทางห้องแม่เขาด้วยไง บอกไม่ถูกว่ะ เอาว่าไม่รู้แล้วกัน แต่ถ้าเรามีลูก เราจะไม่เอาลูกมาไว้โรงเรียนเรา ยกเว้นว่าเดินทางสะดวก หรือมีมาตรการรองรับปัญหานี้แล้ว จริง ๆ เรารู้แล้ว เราก็น่าจะหาทางป้องกันเนอะ ง่าย ๆ อย่าให้ลูกโทษคนอื่น อย่าตามใจ อย่าให้มาต่อรองได้ สอนให้มีสติ สมาธิ อ่านหนังสือให้แตก ที่เหลือให้พ่อมันสอน ก๊าก... (โบ้ยอีกอีนี่... พ่อมันไหนวะ???) เอาเหอะ พ่อมันไหนก็พ่อมันนั้นแหละ ช่างหัวมัน อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อะไรจะไม่เกิด ยังไงก็คงไม่เกิด เกิต เซอรา ๆ วอท เอเวอร์ วิว บี วิว บี ไม่อยากเล่าแล้ว คือเราเล่าอยู่เราก็ร้องไห้ เดี๋ยวงานเราไม่เสร็จ เอาว่าอยากจะบอกว่าสบายดี และก็ยังงี่เง่าเป็นเพื่อนแกที่พวกแกรู้จักเหมือนเดิม เราดีใจที่เราได้มาอยู่ตรงนี้ เพราะเราอยากบอกว่า ยิ่งเราได้เห็นได้เข้าใจมากขึ้นเท่าไร เราก็ยิ่งสำนึกบุญคุณของผู้คนมากมาย ที่เขาดีกับเรา หรืออย่างน้อยก็ไม่เลวกับเรา เราเคยได้ยินเพลงนึงมานานแล้ว เพลงของ ชัด (จำไม่ได้ เทปไม่อยู่บริจาคไปแล้ว) ที่ร้องว่า "ชีวิตจริงก็แบบนี้ ชีวิตจริงไม่ใช่ฝัน ชีวิตจริงไม่สวยงามเท่าไร..." จำไม่ได้แล้ว กับอีกเพลงคือ "อดทนเอาไว้ก่อน อดทนเอาไว้ก่อน เมื่อคนไม่เข้าใจ จะไปอะไรเขา..." คือเข้าใจเพลงนี้เลย บางทีที่คนเราพูดคุยกัน ที่คนเราได้ยินพร้อมกัน ที่คนเราเห็นสิ่งเดียวกัน ที่คนเราอ่านข้อความเดียวกัน เราอาจไม่เคยเข้าใจมันเลยก็ได้ หากไม่ได้มาเป็น มารู้สึกในแบบนั้น หลายอย่างสัญลักษณ์มันก็แทนไม่ได้ วันนี้คงแค่นี้ แต่เราจะโตขึ้น (เป็นผู้ใหญ่ที่ความคิดและการกระทำ ไม่ใช่โตแต่ตัว) เราจะดีขึ้น เราจะสดใสเหมือนเดิม ตอนนี้ดูตายซากมาก แม้ภายนอกจะไม่ชัดนัก เออ เกือบลืม หากใครมีลูกหลานที่ไม่ค่อยกินข้าว เช่นข้าวเช้าไม่กิน กลางวันไม่กิน ไม่เคยสังเกตการขับถ่าย (และไม่ได้ฝึก เราว่าเด็กที่ได้รับการฝึกอ่ะดีมากเลย) ไปลองสังเกตดูนะ ว่าลูกคุณเป็นเหมือนเราหรือเปล่า เราได้ยินมาแต่ไม่กล้าตอบเขาไป เลยเล่าทางนี้ มีผู้ปกครองท่านหนึ่ง เล่าว่าลูกเขากินน้อย ข้าวเช้าไม่กิน กลางวันไม่รู้ บางทีถามลูก ลูกก็บอกว่า กินแล้ว (บอกมาก็ไม่รู้ว่าตกลงมันกินหรือเปล่า) แต่ตอนเย็นกินเยอะ (อย่างนี้อาจอ้วน และแย่ เพราะข้าวเช้าสำคัญที่สุด) เราเดาว่า ลูกเขาอาจเหมือนเรา ตอนอนุบาลถึงมัธยม เรากินข้าวเช้าน้อย (แต่กิน กลางวันยิ่งน้อย กินไปกันตายเท่านั้นเอง) เพราะเราไม่ได้ฝึกขับถ่าย พูดตรง ๆ คือ ไม่อยากกิน เพราะไม่อยากเข้าส้วมที่โรงเรียน ส้วมโรงเรียนแย่ และมักน้ำไม่ไหล (ที่ทำงานก็เป็น อยากจะบ้าตายที่สุด!!!) ตอนมหาลัย เราต้องปรับ เพราะว่าปีแรกเรียนติดจนเราคิดว่าถ้าเราไม่ปรับ เราตาย ๆ ๆ ๆ ๆ แน่ ๆ แต่ดีที่มหาลัยเรียน แปดครึ่งไง เลิกใกล้ห้าโมง (ป.ตรีเทอมแรกเลย) เราเลยปรับไปเข้าที่ ม เพราะ ม ห้องน้ำหรูดูดีมีชาติตระกูล อย่างน้อยก็น้ำไหลละวะ ก็กินข้าวเช้าแล้วไปเข้า มันก็เรียนทัน คือปรับได้เวลานี้ มาจนเรื่อย ๆ แต่มันก็ยังไม่เป็นนิสัย เพราะว่าอะไรเราก็ไม่รู้ เราดูจะมีปัญหากับส้วมตลอดเวลา ส้วมเน่า ๆ ส่้วมชักโครก (ไม่อยากเข้าของที่อื่น เข้าได้แต่ที่บ้าน กับที่ ม) ส้วมมืด ๆ ส้วมโวยวาย ส้วมน้อยห้อง อะไรอย่างเนี๊ย ดูจะเป็นปัญหากับเราตลอดเวลา ใครบอกเราที มีองค์กรส้วมไหม ขอเลขบัญชีด้วย จะไปบริจาคให้ เผื่อเราจะได้บุญได้กุศลแล้วหายมีปัญหากับส้วมสักที ล่าสุดเราไปอยู่บ้านป้า เราก็ถ่ายไม่ออก 5 วัน (แต่ไม่ตลกนะ มีคนเป็นงี้เยอะมาก เคยดูรายการ บางคน ถ่ายเดือนละครั้งก็มี เรายังคิดเลยว่า เขาคงมีปัญหาเรื่องส้วมเหมือนเรา หรืออาจเป็นคนมีเวลาไม่แน่นอน มันเลยกะไม่ถูก ท้องไส้เลยงง ดารงดาราเป็นเยอะ คาดว่า) ถ่ายแล้วจะตาย ไปนั่งส้วมจนขาชาแล้วชาอีก แต่มันไม่ออกที่ส้วมอื่นอ่ะ จะให้ทำไง เราว่าที่เราเป็นงี้ ก็เพราะที่เราไม่ฝึกเอง และแปลกที่และที่แย่กว่านั้นคือเวลา และที่แย่ที่สุดคือส้วม! เราหาเวลาว่างแน่นอน ไม่ค่อยได้ ทุกวันนี้ผวาตื่นตลอด (ปกติตื่นเจ็ดโมงกว่าคือเร็วสุด ไปม.คือตื่นหกโมงแบบทั้งแม่ทั้งป๋าช่วยกันเตะ) ทุกวันนี้ผวาตีสาม ตีสี่ ตีห้า (คิดในใจ กูอย่านอนเลยดีไหม) ไปที่ทำงาน หกโมงสี่สิบ (เข้าใจ เอกชนที่ไหนก็ทำนองนี้) ดูห้องนี้ ต่อดูห้องนู้น ตารางสอนยังไม่มา เอาชัวร์ไม่ได้ สุดท้ายบอกตัวเอง "อย่าปวดอึนะมึง ไม่งั้นเดือดร้อน" กลับมาบ้านป้า ถึงปวด ไปนั่งชักโครก ก็ไม่ออก มันถึงกลายเป็นห้าวัน ถ้าสุดท้ายเราต้องตาย (หมายถึงตายจริง ๆ) เพราะมะเร็งลำใส้หรือ(เบ่งจน)เป็นริดสีดวงทวารตาย (ตอนนี้ยังไม่ได้เป็นสองโรคนี้นะ และไม่อยากเป็นด้วย) เราจะไม่แปลกใจเลย ดังนั้น ฝากเรื่องสุดท้าย ของวันนี้ (เลิกร้องไห้แล้ววันนี้ เหนื่อยแล้ว) คือ ใครมีลูกเล็ก หรือไม่เล็ก แต่มันมีปัญหาเรื่องส้วมแบบเรา เริ่มฝึกให้มันตั้งแต่วันนี้เลย โตขึ้นจะได้ไม่กลายเป็นคนมีปัญหาเรื่องส้วมแบบเรา แต่ถ้าใครโตแก่ แบบเราแล้ว และอย่างที่บอกว่าแปรปรวน เวลาเอาแน่ไม่ได้ และมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายอยู่ ขอเป็นกำลังใจให้ เพราะขอบอกเลยว่า เราเข้าใจเลยจริง ๆ ว่ามันรู้สึกแย่แค่ไหน แถมนิด หากเป็นวัยทำงานแล้ว มีเงินเดือนแล้ว คนที่ควรคิดถึงเป็นคนแรกคือ คนที่เลี้ยงคุณมาจนโต (ใครพ่อแม่เลี้ยงมา ให้คิดถึงพ่อแม่ ใครยายย่าปู่ตาป้าลุงเลี้ยงมาก็คิดถึงท่านที่เลี้ยงมา) อย่าเพิ่งไปนึงถึงผัว ถึงเมีย ถ้าพ่อแม่ยังไม่สบาย ก็ให้ลืมไปได้เลย นี่ก็อีกเรื่องนึงที่เห็นในช่วงนี้ เห็นคนเป็นพ่อเป็นแม่แหละ ลูกหลานไปหมด เฮ้อ... เศร้าชิบหาย (ไปบวชเหอะมึง) ไม่ไปหรอก กูจะอยู่กับป๋ากับแม่ แล้วเวลาที่เหลือก็บวชใจและก็อยากทำไรค่อยทำ เกิดเป็นคนทั้งทีคิดให้ได้นะคะว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร? เราคงอยู่ตรงนี้อีกนาน เราตั้งใจไว้แล้ว และเราได้ตำแหน่งแล้วด้วย (หลังทำงานได้สามวัน ก็งง ๆ เหมือนกัน แต่เราทำได้และจะทำให้ดีที่สุดด้วย โดยที่จะไม่ลืมดูแลตัวเอง) TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://pranitee.spaces.live.com/blog/cns!AB6726A4E825D390!4229.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|