Pranitee's profilePranitee's space : บอก บ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Pranitee's space : บอก บ่น ใบ้ บ้า บรื๋ย...ทุกสิ่งที่ปรากฏที่นี่ไม่ใช่นิสัยหรือตัวตนของเราทั้งหมด : แค่สิ่งที่เราอยากบอก แล้วบางเรื่องบอกเขาต่อหน้าไม่ได้เพราะอาจสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจหรือเสียใจ | เราชอบให้อ่านแล้วคิดได้ เพราะเราก็รักการอ่านแล้วคิดได้เช่นกัน นอกจากนี้คนที่ไม่เกี่ยวข้องจะได้รับรู้ด้วย |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
Public folders ![]() 2 วันพักผ่อนของแอม กับกล้องมือถือ(ที่หายเจ๊งรอบที่ 2)
![]() 36ภาพ-บอกความเป็นตัวตน
![]() black & white ล่าสุด (นานแล้วเหมือนกัน:ช่วงซัมเมอร์)
![]() February 04
![]() My Blog Photos
![]() mysky
![]() Public
![]() September 21 บ๊ายบายไมโครซอฟต์บล็อก
![]() เท้ากับหน้า เท้าสวยกว่าเยอะ ก๊าก...
![]() แพกเกจล่าสุด ออกแบบ+จัดทำโดยเรา
![]() โลโก้ วิชากราฟิก ที่ส่งอาจารย์ไปแล้ว (ใช้มือเขียน - pigment ink บนอาทมัน)
![]() กินมาเมื่อวาน เราพบแล้วว่า จริง ๆ เราชอบกินไข่ตุ๋น ไม่ใช่อาหารญี่ปุ่น เอิ๊ก ๆ
![]() ณ ม หอการค้าไทย
![]() ที่ฝึกงานของฉัน:วิทยุเนชั่นค๊าบ...
![]() บ้านยาย ณ บางบ่อ 28 ต.ค. 50
![]() บ้านย่าล่าสุด เมื่อ 21ต.ค.
![]() บายเนียร์2007 (ก่อนงานและงาน)
![]() ผ่าฟันคุดข้างขวา 23 ส.ค. 51
![]() ฟันคุด
![]() มศว ประสานมิตร 2 ปีที่แล้ว
![]() รีเพลย์ - บายเนียร์06&ที่คั่นหนังสือน่ารัก ๆ
![]() รู้จักไหม? นี่คืออะไร
![]() รูปฮา ๆ ในเอก ช่วง ต.ค.49
![]() สระบุรี 4 มี.ค.
![]() อยากอ่านก็ต้องเซฟไป เพราะว่าย่อภาพมาใหญ่กว่าที่สามารถแสดงผล ภาพมันเลยโดนบีบ อ่านไม่ออกหรอก แต่แต่งเองนะ วาดเองด้วย นิทานและงานเราปี4เทอม1+โปสเตอร์ปี3เทอม2
![]() อาร์ตคูลดูเพลิน#1 ตอนบ้านใครหว่า!?
![]() อาร์ตคูลดูเพลิน#2 ตอนบ้านฉันเอง แต่คราวที่แล้วกลายเป็นบ้านคนอื่นไปแล้ว
Thanks for visiting!
Pranitee Ratanawijitrwrote:
<a href="http://feedburner.google.com/fb/a/mailverify?uri=PraniteesSpace&loc=en_US">Subscribe to Pranitee's MSN space by Email</a>
Apr. 28
Pranitee Ratanawijitrwrote:
<form style="border:1px solid #ccc;padding:3px;text-align:center;" action="http://feedburner.google.com/fb/a/mailverify" method="post" target="popupwindow" onsubmit="window.open('http://feedburner.google.com/fb/a/mailverify?uri=PraniteesSpace', 'popupwindow', 'scrollbars=yes,width=550,height=520');return true"><p>Enter your email address:</p><p><input type="text" style="width:140px" name="email"/></p><input type="hidden" value="PraniteesSpace" name="uri"/><input type="hidden" name="loc" value="en_US"/><input type="submit" value="Subscribe" /><p>Delivered by <a href="http://feedburner.google.com" target="_blank">FeedBurner</a></p></form>
Apr. 28
Pranitee Ratanawijitrwrote:
Mar. 20
May 27
A is pretty!wrote:
เทสต์ ๆ
Feb. 15
Pranitee Ratanawijitrwrote:
อาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกว่า เวลาไม่สบายใจ ให้ท่องไว้ว่า "ฉันต้องสดชื่น" ช่วงนี้ เราเจอแต่เรื่องแย่ ๆ ส่วนหนึ่งมาจากใจเราเอง แต่ไม่เป็นไร "ฉันต้องสดชื่น" เข้าไว้ สบาย ๆ โลกก็มีแค่นี้เองแหละ
Jan. 16
PuMwrote:
![]()
Jan. 3
Pranitee Ratanawijitrwrote:
ขอบคุณคร๊าบ... พี่ป๊อป นึกว่าใคร เอิ๊ก ๆ
Nov. 13
Popupwrote:
Nov. 8
CASANOVYwrote:
เราก็ยังไม่ได้นะธีธี่
ป.ล. ตังค์จะยิงยังไม่มีเลยอ่ะ คิดดุว่าอับจนขนาดไหน
ป.ล. 2 ถ้าจะโทรหาเราแนะนำเป็นตอนพักเที่ยง 12.00-13.00 น. และอีกช่วงหนึ่งก็ 19.00-21.30 น. ส่วนเสาร์-อาทิตย์ ก็ 24 ชั่วโมงเลย
Aug. 24
|
เผื่อคนจะเก็บแต่ฟีด
ดูตรงนี้ก่อนค่ะ
June 03 บ๊ายบายจีออซิตี้ส์ ต้องมาเขียนที่นี่ เพราะว่าโบราณพอ ๆ กัน ก๊าก...เมื่อสองวันก่อน เราได้ยินข่าวว่ายาฮูจะปิด ยาฮู๓๖๐ จากจดหมายข่าวของเว็บพันทิพย์ พอรู้ก็แตกตื่นเลย ไปย้ายบล็อก (มันมีบริการย้ายไปได้) เพราะเสียดายถ้ามันจะสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย (แบบว่า อุตส่าห์เขียน ชอบเรื่องที่เขียน เขียนไปได้ไงก็ไม่รู้ ตัวเว็บน่ะเราไม่เสียดายหรอก เพราะบล็อกเราเยอะ จะเขียนที่ไหนก็ได้ แต่เรื่องที่เขียนคิดใหม่อาจไม่เหมือนเดิม เพราะมันยาวมาก.... ไปอ่านได้ที่นี่ มันไม่มีฟีดแล้วนะ ไม่ต้องติดตาม ที่ไหน-ไม่มีฟีด ที่นั่น-เราเลิกเขียนแน่นอน) แต่เมื่อวานได้รับเมลจากทางยาฮูเองแล้วว่าจะไม่มีทั้งยาฮู๓๖๐ และจีออซิตี้ที่ฟรี (คือถ้าจะยังเก็บเว็บไว้ ก็ต้องเสียกระตังค์ต่อเดือน ประมาณ สี่ดอลลาร์กว่า ๆ) เราจึงตัดสินใจ ไปเซฟข้อมูลกลับมา แล้วดีลีทไซต์ทิ้งเลย เพราะส่วนใหญ่เป็นข้อมูลยุคกลาง (ยุคที่เว็บ ๒.๐ ยังไม่เปรี้ยงปร้าง เหมือนทุกวันนี้ และยิ่งพวกเว็บฝากไฟล์เสียงนี่ไม่มีเลย จะ ไอจิ๊ก ไอมีม ยังไม่เกิด หรือเกิดก็ยังไม่ดัง แต่คิดว่ายังไม่เกิดมากกว่า) ตอนนั้นลำบากมาก ๆ สำหรับคนไม่อยากจ่ายเงินเพื่อเรื่องทำนองนี้ (คือจะบอกว่าเรารู้สึกว่าำลำบากม๊ากมาก) ไปเซฟมา มี ๔ ที่ (เพราะมีแค่สี่ที่ ชื่อเราสอง ชื่อแม่สอง ตอนแรกจะอัพงานให้แม่ แต่ทำไปทำมา เอามาใช้เองให้หมดเลย) ก๊าก... บ้าบ้าบอบอ แต่ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่งดงามของเรา (จำว่า อีนี่มันบ้าขนาดนั้น) ตอนนี้ดีลีทหมดแล้ว แต่สิ่งที่เสียดายคือ เราใช้ไฟรฟอกเซฟมา ทำให้ลืมดูว่าแบนด์วิทมันหมด จึงได้ไฟล์เปล่ามา ๒ ไฟล์ (แบนด์วิทหมด ก็อดโหลด แต่มันดันโหลดชื่อไฟล์มาได้ เราเลยเข้าใจผิดคิดว่าโหลดมาครบแล้ว) ซึ่งไฟล์อันนึงเรายังมีต้นฉบับขนาดใหญ่ แต่อีกอันนั้นมันสาบสูญไปแล้ว (ถึงมี ก็ขี้เกียจหาว่ะ มันคือเสียงของคุณพี่แท็กซี่คนนี้ รึเปล่า ก็จำไม่ได้ หรือไม่ใช่ก็ไม่รู้ เพราะดีลีทไซต์ไปแล้ว ก็ไม่คิดไรมาก คิดไปก็ทำอะไรไม่ได้ มันไปแล้ว) ส่วนที่เหลือก็ตามเซฟมาได้หมด แต่บ้า ๆ บอ ๆ ไอ้อันนึง ที่มีเป็นไฟล์เสียง 1 2 3 4 5 6... 20 น่ะ มันมาจากหน้าบล็อกนี้นะ เพลง 17 รวมอยู่ใน 16 ด้วย งงเลย ก็ดูบ้า ๆ ดี ถ้าจะไปหามาดูเล่น ๆ เพราะอยากดู จู้ฮุกกรู สามารถไปสู่ได้ที่ back up geocities ................ เล่าต่อนิดนึงว่า เราอ่านเรื่องนี้แล้วเห็นด้วยจริง ๆ ทำไมต้องมีเครือข่ายสังคม (Social Network) โดยเฉพาะตรง (แต่การ "มารดแล้วนะ เธอมารดบ้างสิ" มันเป็นเรื่องของสมาชิกเขา อย่าเยอะจนน่าเกลียดก็พอ) ถ้าใครมีบล็อก exteen หรือ อ่านบล็อก exteen และไม่ตกยุคเกินไป จะรู้ว่า ตอนนี้มีจูนไรท์ คือให้เขียนบล็อกกันทั้งเดือนจูน (มิถุนายน) แล้วให้คนอ่านแวะมาอ่าน ขณะเดียวกันก็มากดรดน้ำต้นไม้ที่เป็นแฟลช แล้วมีการเปลี่ยนภาพการเจริญเติบโตได้ (ก๊าก... ปลูกต้นไม้จริง ๆ ดีกว่าพี่น้อง ปลูกในคอมมันเปลืองไฟ) เราคิดว่าเป็นไอเดียที่บรรเจิดมาก เนื่องจาก จะทำให้คนอ่านที่มีความรู้สึกร่วมกับผู้เขียนบล็อก (หรือคนที่ชอบผู้เขียนบล็อก คนที่กรี๊ดผู้เขียนบล็อก คนที่ประทับใจผู้เขียนบล็อก คนที่อะไรก็ตามบอกไม่ถูกแต่ในทางบวกกับผู้เขียนบล็อก และพอมีความรู้สึกร่วมว่าการปลูกต้นไม้ทางเน็ตเป็นเรื่องสร้างสรรค์) กดเข้ามาที่หน้าบล็อกจริง ๆ (ถึงแม้จะไม่ได้แวะมาคอมเม้นต์) แทนการอ่านจาก feed เพื่อมากดรดน้ำต้นไม้ให้ นั่นจะทำให้สถิติคนเข้าเว็บเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล (ในความคิดเรา) แต่ นั่น ไม่ใช่สิ่งยืนยันอะไรเลย (จริง ๆ - ถึงมันจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องบ้าง เช่น เรื่องของความป๊อป แต่คุณคิดกันเหรอว่าคนที่กดเข้ามา เขาจะต้องอ่านหน้านั้นจบทุกคน เราว่าไม่จริงอ่ะ บางคนกดมาคอมเม้นต์ เพื่อประกาศว่าตัวเองมาแล้วนะ อ่านป่าวยังไม่รู้เลย ซึ่งเราเดาว่าไม่ได้อ่าน คนแบบนี้ไม่ต้องเข้ามาบล็อกเราหรอก เพราะเราไม่ได้เก็บสถิติมาต้มน้ำกิน เราอยากให้คนที่อยากอ่านได้อ่านแค่นั้นเอง) นอกจากยืนยันแค่ว่ามีคนเข้ามากด และต้นไม้ก็โตขึ้น (โตเพราะเป็นไปตามคำสั่งของโปรแกรมว่าถ้ากดปุ่มรดด้วยเงื่ิอนไขนี้ ต้นไม้จะโตแบบนี้) และสถิติคนเข้าเว็บก็เพิ่มขึ้น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ (ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ "เจ้าของเว็บทุกเว็บที่ประกอบการเป็นธุรกิจ" พึงปรารถนา รวมไปถึงตำแหน่งที่จะดีขึ้น อันดับที่จะสูงขึ้น ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นตกตะลึงงึงงันอะไรด้วย) เราแปะไปเหมือนกันนะ (เป็นคนทันสมัย ก๊าก... และกดให้คนที่เราแวะไปอ่านเหมือนกัน ไม่ได้อยากรดหรอก แค่อยากรู้สึกว่าได้รดบ้าง ถึงไม่มีใครมาขอให้รดก็กด ถึงใครมาชวนให้รด ก็กด แล้วแต่อารมณ์เรา มันไม่ใช่เรื่องสำคัญกับชีวิตขนาดนั้น) แต่เราไม่คาดหวังหรอก (เรียกว่าไม่มีหวังเลย) ว่าต้นไม้ของเรามันจะโต เพราะว่าเราไม่มีกลุ่มผู้อ่านที่ชัดเจน (หรือถึงมี เขาก็แค่อ่านจากหน้าฟีด แค่นั้น เขาคงไม่กดเข้ามาคอมเม้นต์ในเรื่องที่เขาเองก็ยังเง็ง ๆ เชื่อได้หรือเชื่อไม่ได้ก็ไม่รู้ต้องลองไปทำดู หรือไม่ว่างมากดมารดน้ำต้นไม้ในเว็บเรา เพราะมันเสียเวลาทำมาหากิน เนื่องจากว่าเราไม่ได้มีความสำคัญกับเขานัก ปากก็หมา เขียนก็ยาวน่ารำคาญ ก๊าก... แถมต้นไม้นี้ก็ไม่น่าจะทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นด้วยสักหน่อย) ซึ่งตลอดมาเรารู้เพียงว่า ถ้าสิ่งที่เราเขียน มันเป็นประโยชน์กับเขาเหล่านั้น (เขาสามารถเอาไอเดียที่เราเขียนไว้ทำแก้เซ็ง เอาไว้ทำสนุก ๆ เอาไว้ทำให้มีความสุข เอาไว้ทำมาหาแดก เอาไว้ทำแจก ฯลฯ) เราก็ยินดีแล้ว ต้นไม้มันจะโต บล็อกคนจะกดมาอ่าน หรือจะมีคนคอมเม้นต์หรือเปล่าเราก็ไม่สน หรอก "อาจสนบ้างว่า ที่ทำ ๆ ไปเนี่ย จะได้ตังค์ป่าว จะได้ตังค์ชาติไหน ชาตินี้หรือไม่" (แอดเซนต์ที่แปะไว้สามชาติ) เอาว่าเห็นด้วยกับคำที่คุณชุคุงเขียนไว้ในบล็อกว่า มันเหมือนการขายตัวเอง เหมือนเสนอโปรเจค เหมือนขายของเพื่อตอบสนองความต้องการต่อกัน (link ข้างบนตะกี้แหละ) อันนี้คือใช่เลย ถ้ามีคนต้องการให้เราเขียน แต่เราไม่อยากเขียน เราก็คงไม่เขียน, ถ้าไม่มีคนอยากให้เราเขียน แต่เราอยากเขียน เราก็จะเขียน (เพราะเราเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนหรอก ที่ไม่อยากให้เราเขียน ต้องมีคนบางคนอยากให้เราเขียนบ้างแหละ หรือไม่ก็คือ เขาก็ไม่ได้อยากให้เราเขียนหรอก "จะใครเขียนก็ได้" แต่เขาแค่อยากอ่านอยากรู้เรื่องแบบนี้ แล้วพอดีเซิร์ชมาเจอที่เราเขียน มันก็ดีจะตาย เขาก็ได้ลองอ่านได้ดูได้รู้ได้ไอเดียไป ส่วนเราก็ได้บอกในสิ่งที่เราอยากบอก "อยากบอกทุกเรื่องเลย ฝีเจาะปากมาหรือไงไม่รู้") เอาว่าถ้าเรายากจนเมื่อไร (จน = หมดตัว ไม่มีจะแดก ไม่มีเงินเล่นเน็ต ไม่มีเงินใช้ สิ้นไร้ไม้ตอก หรือจนเวลา เพราะ เวลาหมดไปกับเรื่องที่เราเห็นว่ามีคุณค่ากับชีวิตของเรามากกว่า) เราก็หยุดเขียนบล็อกเองแหละ หยุดเพราะมันต้องหยุด ถ้าไม่หยุดคือตายแน่ ๆ ถ้าอยากให้เขียนต่อ ก็คงต้องทำให้เรามีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ซะก่อน หรือไม่ ก็ต้องทำให้สิ่งที่เราเขียน ๆ เนี่ย มันงอกเป็นเงินเป็นทองได้ก่อน เราหวังว่าที่เราเขียนเนี่ย คงทำให้คุณผู้อ่าน มองอะไรให้เห็นหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ มุม ปล. - เมื่อวานเรายกเลิกฟีดเป็นสิบสิบอันที่เคยกดรับในกูเกิลรีัดเดอร์ บางส่วนคือเจ้าของบล็อกเขาเลิกเขียนบล็อกแล้ว บางส่วนคือเราพบว่าเราแอดไปตามกระแส (คนอื่นบอกว่ามันดี มันเจ๋ง) แต่พอเราติดตามมันแล้ว กลับพบว่ามันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น หรือไม่ได้เห็นว่าเนื้อหาที่โพสต์จะเป็นประโยชน์กับชีวิตเราแต่อย่างใด พอตัดสินใจยกเลิกการรับได้ ก็รู้สึกว่า "อืม ดีว่ะ ปล่อยวางได้อีกระดับ" - และจูนไรท์อ่ะ บอกตรง ๆ ว่าแว๊บแรก เราอยากบ้าจี้ตามเหมือนกัน เพราะทุกวันนี้เราแม่งก็เขียนบล็อกทุกวัน บ้าบอมาก ก็จับยัดลงที่มายสกายเอกซ์ทีนแค่นี้ก็ได้เขียนทุกวันแล้ว แต่เพราะว่ามันดันก็เป็นเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องแต่งเพลงไง เราไม่อยากให้บล็อกเราเสียความเป็นเอกลักษณ์ (เพราะที่นั่นมันคือที่สอนแต่งเพลง หรือไม่ก็เล่าเรื่องแนวนั้น "เราควรรักษามาตรฐานของแต่ละที่ไม่ให้มันหลุดแนว") ถึงแม้จะมีสิ่งจูงใจ ก็คงไม่ทำ เพราะเราคิดว่าเรารู้ว่าคุณค่าของการเขียนบล็อก ในระดับปัจเจกชนคืออะไร จูนไรท์จึงไม่ได้เกิดมาเพื่อสนองความต้องการของเรา (เพราะเท่าที่ดู สถิติเว็บเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง มันเหมือนเดิม จำนวนคนอ่านของเราคงเส้นคงวา จะมากจะน้อยก็ช่างเถอะ ถ้าคุณได้อะไรไปบ้าง เราก็ดีใจ แต่ถ้าฝืนอ่านให้ได้ชื่อว่าอ่าน อย่าอ่านเลย เพราะนี่เราก็เลิกอ่านอะไรที่คนอื่นเขาบอกว่าดีว่าเจ๋งไปเยอะแล้ว เนื่องจากมันไม่ได้ดีไม่ได้เจ๋งกับการดำเนินชีวิตของเรา ก๊าก... เออ ถ้าอ่านบล็อกเราแล้ว ทำให้คุณสามารถแต่งเพลงได้ เราก็จะยิ่งยินดีด้วยนะ เพราะเราก็แค่อยากให้พวกคุณ หัด "คุยกับตัวเอง" ซะบ้าง อย่ามัวแต่คุยกับคนอื่น จนหลายครั้งก็หลงลืมไปว่า ไม่มีใครสามารถอยู่กับคุณได้ตลอดเวลา หรือตลอดไป) ก๊าก... ฝากเรื่องนี้ด้วย http://pranitee.multiply.com/journal/item/120/120 มันดูเข้ากับที่นี่มากกว่า ไปและ เสียเวลาบ่นมาเยอะและ บ๊ายบายจีออซิตี้ส์อีกสักที (ขอบใจมาก ๆ ที่ครั้งนึงแกเคยเป็นบริการที่ช่วยเติมเต็มความฝันเฟื่องของเรา) เมื่อยว่ะ ก๊าก... February 12 ทำใจไม่ได้ โทษที (ขอโทษใครก็ไม่รู้ คงไม่มีใครมาอ่านหรอก โดยเฉพาะที่อยากให้อ่าน ประกาศปิดบล็อกนี้มานานแ้ล้ว อ่านก็อ่าน ไม่อ่านก็ไม่ต้องอ่าน) เรากดพับลิชไปแล้ว แต่นึกได้ว่าลืมเล่าเรื่องสบตา (อยู่ล่างสุด) ...... สมัยเราเรียนหนังสืออยู่ป.ตรี เราจำได้ว่าทุกครั้งที่เราทะเลาะกับใคร มีปัญหาอะไร เราจะมานั่งระบายใส่สเปช จนหลัง ๆ ที่เราเปลี่ยนมุมมองชีวิตไปเยอะ และมีบล็อกเยอะขึ้นมาก ๆ จนชักจะจำไม่ได้ว่า มันมีกี่ที่ สเปชก็เลยไม่ได้ใช้ เพราะฟีดเบอรนเนอร์มันเจ๊งด้วย ขี้เกียจตามมาแบคอัพเอง (วันนี้คงไม่แบคอัพ ถ้าบล็อกเจ๊งวันนี้ ก็ปล่อยแม่งเจ๊งไป อะไรจะเกิด ก็ต้องปล่อยมันไป) แต่วันนี้ไม่ไหว เหมือนกลับมาตามหาตัวเอง (ไม่ได้เทียบว่าบล็อกอื่นไม่ใช่ตัวเอง) แต่เรียกว่ากลับมาหาความบ้าลึก ๆ ในตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่ มันอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนด่า ด่าเพื่อน ด่าคนที่เคยรู้สึกดี คนรู้สึกดีด่า หรือด่าบ้าบอคอแตก จับยัดใส่ แล้วก็ทิ้ง ๆ ลืม ๆ ไป เผื่อว่าครั้งนี้จะลืม ๆ มันไป เพราะไม่อยากจำ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มันเป็นเรื่องที่ลำบากใจ หากย้อนกลับไปอ่าน เรื่อง อะไรที่เราเคยเล่าว่าเราไปเป็นมือที่สามของคนคู่หนึ่ง เราเข้าใจเรื่องลักษณะนั้น และเห็นใจคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับเรา (ถึงมันจะเล็กน้อยสุด ๆ เมื่อเทียบกับพวกที่ทำตัวเหลวแหลกที่มีให้เห็นได้ทั่วไปตามไหล่ทาง ไม่ได้ว่า แต่เหลวแหลกในที่นี้ คือ พวกที่เป็นโรคขาดรัก เมื่อคืนดูตาสว่าง ดูแล้วเข้าใจตัวเองมากขึ้น เราตอบข้อสุดท้ายข้อเดียว คือ เราเป็นพวกรุนแรง ในที่นี้ขอตีความว่าเป็นหัวรุนแรง เพราะเราเป็นแบบนั้นมานานแล้ว แต่ข้ออื่นเราไม่ได้เป็น เพราะเราไม่รู้ว่าเป็นไปแล้ว มันจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้ยังไง แต่หัวรุนแรงเนี่ย มันทำให้เราแอคทีฟ และสร้างสรรค์บรรเจิด เพราะไม่ใช่บ้าบ้าบอบอเราก็หัวรุนแรงหมด เรามีสติ แต่หลายครั้ง เหตุผลส่วนตัวบอกสติว่า เฮ้ย ขอร้องเถอะ ถ้าไม่ได้แสดงออกบ้าง สภาพแวดล้อมรอบตัวของเราจะกลับสู่สมดุลไม่ได้ เพราะหลายครั้งสภาพแวดล้อมก็บีบคั้นให้เราต้องแสดงออกถึงความรู้สึกที่มาจากส่วนลึกของจิตใจจริง ๆ ไม่ต้องเสียเวลาปั้นหน้า) แต่ถ้าเป็นมือที่สามแบบตั้งใจมาเป็นเลยล่ะ อยากรู้ว่าคิดยังไง เมื่อคืนเราคุยกับเพื่อนซี้สุดสวยของเราอีกแล้ว ปัญหาเดิม ๆ แต่สำหรับผู้หญิง (ที่ไม่ใช่มือที่สาม) ก็มีสิทธิ์จะคิดอ่ะ แต่เมื่อคืนพูดคุยไม่นาน แต่เรื่องที่พูดค่อนข้างซีเรียสมาก มากถึงขั้นว่า เกือบโดนบอกเลิก ซึ่งเราเห็นอยู่ (เห็นเองเพราะคุ้นเคยกับคู่นี้) ว่าเกือบโดนบอกเลิกคือเพราะอะไร แต่เขาก็ยังพยายามปรับเข้าหากัน มันต้องพยายามปรับเข้าหากัน ก็ไม่รู้จะเป็นไงต่อไป ก็ปล่อยเป็นเรื่องของเขาไป เรามีหน้าที่รับฟัง ตามที่เพื่อนมันต้องการ เราอยู่ข้างมัน เพื่อจะเข้าใจมัน ไม่ใช่ตามใจมัน ยอมรับว่ายิ่งคุยเรื่องนี้ยิ่งวิตกจริตแดก (แต่ก็มองทุกมุม มีมุมดี มีแง่คิด ไว้มาระวังกับชีวิตตัวเรา) มือที่สาม ถามจริงเหอะ "มึงเป็นอะไร มึงทำทำไม หรือมึงไม่รู้" เพื่อนเรา บอกว่า บางคนก็รู้ว่า เพื่อนเราเป็นแฟนกับพี่เขา(แฟนมัน) แต่ก็ยังสาระแนมายุ่ง คิดว่ายังไม่แต่งงานเลยยังมีสิทธิ์งั้นเหรอ? เราอยากจะบอกว่า ที่สังคมในโลกเป็นเหี้ย ๆ เป็นนี้ ก็เพราะว่าไอ้คนที่คิดแบบนี้ (ยังไม่แต่งงานเลยยังมีสิทธิ์) อ่ะ เพราะพอคิดได้ระดับนี้ ต่อไปก็อาจคิดว่า การแต่งงานไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่งได้ก็เลิกได้ หรือไม่ก็คิดว่า เลิกแล้วก็กลับมาใหม่ได้ (พอดีเราอ่านหลายแหล่งนะ ความคิดตีกันยุ่งเต็มหัว และตอนนี้ค่อนข้างไม่มีสติ มีแต่อารมณ์โกรธ) ทำไมถึงคิดอะไรแค่นี้ เมื่อวานฟัง ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ พูดในรายการตาสว่าง แล้ว ตาสว่างขึ้นเยอะเลย ว่า ปัญหาสังคมทุก ๆ อย่าง น่ะ ล้วนเกิดมาจากการเป็นโรคขาดรัก (มีวิธีเช็ค 11 ข้อ จดไว้แต่ไม่พิมพ์ เพราะขี้เกียจเดินไปหยิบ จำไม่ได้ จำได้ข้อเดียวที่เล่าไปแล้วตะกี้ ซึ่งถ้าตอบว่าใช่มากกว่า 5 ข้อ ถือว่าเป็นโีรคขาดความรัก เอานึกหน่อยดีกว่า ๑) รู้สึกเหงาตลอดเวลา ๒) รู้สึกต้องการให้คนอื่นมาสนใจ ๓) รู้สึกอยากเป็นจุดเด่น ๔) รู้สึก จำไม่ได้ว่ะ ไปหยิบก็ได้เว้ย เอาใหม่ ๆ ๑) รู้สึกเหงาตลอดเวลา ๒) ต้องการความสนใจจากคนอื่น ๓) ต้องการเป็นจุดเด่น ๔) รู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่า ๕) อยากทำลายคนที่เด่นกว่า ๖) รู้สึกอิจฉาคนที่ประสบความสำเร็จ ๗) ไม่กล้ารักใคร รักใครไม่เป็น ๘) ไม่เชื่อในความรัก ๙) คิดว่าไม่มีใครรักตัวเอง ๑๐) มีความผิดปกติในการแสดงความรัก ๑๑) แสดงความรุนแรง เนี่ยแหละ ใครเป็นมากกว่าห้าข้อแปลว่าเป็นโรคขาดรัก) เรามาจาระไนย์ที่ละข้อ แบบมีเหตุผล ที่อาจไม่สมเหตุสมผล ก็มันเรื่องของฉัน ๑) รู้สึกเหงาตลอดเวลา (ไม่ เราไม่เป็น แทบจะไม่เป็น เพราะเราอยู่กับตัวเอง ด้วยการ แต่งกลอน แต่งเพลง หาเรื่องเขียนบล็อก นั่งคิดถึงคนที่รัก ฯลฯ จะเหงาบ้างเมื่อไปไหน แล้วถูกทิ้งไว้ลำพัง แบบจะไปไหนก็ไม่ได้ (ต้องนั่งรอแบบเบื่อ ๆ ตอนเด็ก ๆ เป็นบ่อย แม่ชอบเอาไปไว้ ร.ร.แม่ แล้วทิ้งให้นั่งอยู่คนเดียว ตอนเด็กไม่ค่อยคุยกับเอ ทะเลาะกันตลอด อันนั้นแหละรู้สึกเหงาบ่อยมาก) จะนั่งแต่งเพลงก็ไม่ได้ (ไม่มีกระดาษปากกา ไ่ม่มีเงินซื้อ หรือมีเงินซื้อแต่ไม่มีร้านขาย) ไม่มีอะไรให้นั่งมอง) ๒) ต้องการความสนใจจากคนอื่น (ไม่ ข้อนี้เราเกลียดมาก เพราะเราไม่ชอบให้ใครสนใจเรา ไม่ต้องมามองเราถ้าเราไม่อยากให้มอง และไม่ชอบไปมองใคร กลัวมันถามว่า "มองหน้าทำไม อยากมีเรื่องหรือไง" เด็กช่างกลเยอะ) ๓) ต้องการเป็นจุดเด่น (ไม่ เพราะ เป็นจุดเด่น อันตราย มักซวยก่อน แต่หลายอย่างที่ทำแล้วไปเด่นอันนั้นเรามีเหตุผลอื่น เช่น ต้องออกไปเป็นตัวแทนนั้นโน้นนี้ ก็เพราะว่ามันไม่มีใครยอมออก ก็เลยต้องออกเอง เพราะขี้เกียจรำคาญ และมันเสียเวลา น่าเบื่อ! จริง ๆ ก็ไม่อยากออก อยากอยู่เป็นคนหมู่มากเหมือนกันแหละ "ใจเขาใจเรา บางคน มันก็ไม่เข้าใจ" มาหาว่าเราอยากเด่นอีก I้eพวกเวรเอ๊ย มันต้องลองเป็นจุดเด่นกันทุกคนดูค่ะ ผลัด ๆ กันเป็น แล้วคุณจะเข้าใจว่าความแตกต่างระหว่าง ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม กับ การเป็นโรคขาดรักน่ะ ว่ามันต่างกันยังไง ถ้าพวกขาดความรักคือ ประมาณว่า คนเขาคุย ๆ กัน ดู ๆ กันอยู่ อีนี่ต้องไปเจ๋อเสนอหน้าแทรกกลางระหว่างเขา อันนี้ใช่เลย ขาดรักมากนักหรือไงยะหล่อน! เดี๋ยวจะช่วยสงเคราะห์ให้ โดยการกระชากหนังหัวมาตบซ้ายตบขวา ให้กระอักความรักให้ตายไปเลย) ๔) รู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่า (ไม่อ่ะ ถ้ารู้สึกเองก็แย่แล้ว เพราะคนอื่นน่ะเขาคอยจะเหยียบย้ำซ้ำเติมใจเรา (ใจคุณ ๆ) หากคุณยิ่งซ้ำเติมตัวเอง ด้วยการเติมความรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่าให้กับตัวคุณเองอีก หมดแล้วล่ะ ค่าของคุณ หมดเกลี้ยง ยังไงขอให้มองเห็นค่าของคุณไว้เถอะค่ะ เอาไว้หล่อเลี้ยงใจ และที่สำคัญคุณควรปรับใจคิดให้ได้ด้วยว่านอกจาก ฉันจะไม่ด้อยค่าแล้ว ฉันจะต้องให้กำลังใจกับผู้อื่น ให้เขามองเห็นค่าของตัวเขาเองให้ได้ ช่วย ๆ กัน ก็ช่วยกันไปค่ะ ค่าของคนมีเท่ากันแหละค่ะ อยู่ที่ว่าจะหาพบหรือเปล่า ถ้าตัวเองยังหาไม่พบ ก็อย่าไปหวังให้ใครมาหาพบเลยค่ะ) ๕) อยากทำลายคนที่เด่นกว่า (ไม่อ่ะ ทำลายมัน แล้วเราจะเด่นกว่าไหมล่ะ) ๖) รู้สึกอิจฉาคนที่ประสบความสำเร็จ (ไม่อ่ะ อิจฉาว่ะ เราเคยด่าไว้ที่นึง นานแล้ว สมัยเรียนตรี ลองอ่านดู เคยเป็นโรคอิจฉาริษยาไหม? โรคนี้ร้ายแรงพอสมควร แม้ไม่ได้เกิดจากเชื้อใด ก็สามารถติดต่อกันได้ ทางสัมผัสหูและตา (ทางอื่นได้หรือเปล่านะ แต่หูกับตานี่ประจำ) เราไม่สาธยายอาการของโรคนะ เพราะคิดว่าเคยเป็นกันทุกคน คนบางคน พออิจฉาริษยา ก็มักจะทำตัวชั่ว ๆ กลั่นแกล้งคนที่คุณอิจฉาริษยาต่าง ๆ นานา ขอบอกว่าทำแบบนี้ เลวมาก แต่ คนบางคน พออิจฉาริษยา กลับพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ๆ เพื่อเอาชนะคนที่อิจฉาริษยาให้ได้ มันเป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่งไง ถ้าทำได้อย่างนี้นะ มันจะเกิดการพัฒนาหลาย ๆ อย่าง ทั้งตัวคุณเอง และยังสิ่งที่คุณทำด้วย เวลาเกิดความอิจฉา
ริษยา ทำไมเราจะต้องไปดึงให้คนที่เราอิจฉาริษยาตกต่ำลงมาล่ะ
ทำไมเราไม่คิดจะพัฒนาตัวเองให้แซงหน้าเขาไป หรือว่าคุณไม่มีความสามารถพอ
ถึงต้องเอาชนะเขาด้วยวิธีต่ำ ๆ ไม่มีอะไรพัฒนาเลยสักอย่าง วนอยู่ในวงเวียน
กลั่นแกล้งกันไป กลั่นแกล้งกันมาไม่มีที่สิ้นสุด ปัญญาอ่อน) ออกอากาศเมื่อ: 11 ก.พ. 2552
ปล. แรงบันดาลใจในการเขียนมาจาก น้ำตาจากความไม่เข้าใจ และไม่มีโอกาสให้เข้าใจ (ไม่มีหนทางให้กล้าออกไปตามหาเหตุผล) และวันนี้เราประจักษ์แล้วว่า เพลงเพลงนึงมีความหมายจากที่มาของการได้ยิน (คนส่งให้ฟัง, ตัวเองตามหามาฟังเอง ส่วน ความฮิตไม่ฮิต ความดังไม่ดังไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวเลย ไม่เกี่ยวเลยจริง ๆ) ไปแล้ว เหนื่อย คงต้องไปพักสมองด้วยหนังสือพระ ที่ยังอ่านไม่จบ ที่ลืม ในรายการบอกว่า การสบตา (ใจต้องคิดดี ปรารถนาดี รักกันจริง ๆ ด้วย ไม่ใช่สบตาส่งเดช) ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เรายอมรับว่าที่ผ่านมา เราไม่ชอบสบตาคน (ยกเว้นคุยเรื่องงานการ หรือด่า ด่านี่เราถลนตาใส่เลย จนหลัง ๆ ไม่อยากมองตาใคร เพราะมองแล้วอยากด่าแทน เราท่าจะบ้า) ซื้อของก็ไม่สบตาคนขาย มองคนก็ไม่มองตา จะไปมองผม มองปากแทน อะไรทำนองนี้ เพราะเรามีปัญหาจริง ๆ แหละ เรากลัว (กลัวสายตาของคน) ไม่รู้ทำไมเรากลัว (ไม่ใช่กลัวติดโรคตาแดง ตากุ้งยิง) สงสัยเราจะเป็นบ้า พูดตรง ๆ ตาคนน่ากลัว หรือเราจะกลัวโดนเมดูซ่าสาปเป็นหินก็ไม่รู้ (อีนี่ท่าจะบ้า) แต่พอรู้แบบนี้แล้ว ก็เข้าใจ ว่าทำไมเราถึงขี้กลัวสารพัด เฮ้อ... ก็เหลือปรับความคิดของเราแหละ และเริ่มมองตาคนโดยไม่ต้องสนใจว่าจะไปเห็นขี้ตาเขาหรืออย่างไร ก๊าก... เชื่อแล้วว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจจริง ๆ) September 21 เลิกเขียนบล็อกที่นี่ ส่งท้ายด้วย ข้อแนะนำคุณครูและอาจารย์ทุกท่านค่ะ จะเอาไปใช้หรือไม่ ก็แล้วแต่ แต่เรามองจากในมุมของเรา ทั้งการที่ได้คลุกคลีกับครูอาจารย์และชีวิตการที่เป็นนักเรียน ลองปรับใช้ตามสบายค่ะเรามีบล็อก ตอนนี้ 9 บล็อกอ่ะ (โพสต์ที่ http://pranitee.posterous.com/blog-post-2997 )
จะบ้าแล้ว 1. สเปชของ msn ไว้ด่าคน (ด่าแบบมีเหตุมีผล ไม่ใช่การใส่ร้าย เหมือนเล่ม "ปรัชญาชีวิตของมิสแอม" ชื่อไดอารี่เรา ก๊าก...) 2. exteen ไว้เล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ในการแต่งเพลง โชว์เพลงที่แต่ง (เดี๋ยวนี้ไม่มีอารมณ์ ไม่ได้โพสต์เลย) 3. มัลติพลาย ที่ชื่อเรา ไว้สอนโปรแกรม สอนนู่นนี่ (ไม่อยากจะโพสต์แล้ว ฟีดมันมา 2 บรรทัดอ่ะ ถ้าอยู่ดี ๆ มันเจ๊ง เราคงร้องไห้ เพราะว่าไม่เคยแบคอัพมานานแล้ว) 4. มัลติพลายประกาศงาน พอกัน ถ้าหายไป เรากรี๊ด ทุกวันนี้เลยไม่ชอบมัลติพลายเลย เพราะฟีดมันมาไม่หมดอ่ะ ที่อื่นเราจะเก็บฟีดทางอีเมลด้วย ไว้ช่วงไหนว่าง ๆ คงต้องดูดเว็บเอาเลย (เซ็ง ๆ) 5. ไฮ5 มันโพสต์ได้สั้นอ่ะ เขียนไม่ทันมันก็เต็มซะแล้ว 6. ไอมีม เขียนเกี่ยวกับแปลเพลงอ่ะ จริง ๆ ที่ไอมีม เราเขียนแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง และเรื่องที่เราจะเอาไปแต่งเพลงมากกว่าที่ เอกซทีนซะอีก แบบว่า จริง ๆ คือที่ที่เราจะโพสต์ถ้าเราคิดไม่ออกว่าจะโพสต์ที่ไหน 7. 360บล็อก ไว้เขียนเกี่ยวกับสิ่งที่อยากให้มี อยากให้เป็น แบบสร้างสรรค์บรรเจิดเกิดมาไม่เึคยพบเจอ อยากเขียนแบบที่คิดเลย โดยที่มันจะเป็นได้จริง หรือเป็นไปไม่ได้ เราก็จะเขียน ถ้าเรารู้สึกว่า มันน่าจะมีอะไรแบบนั้นนะ **************ตอนนี้เราชอบเขียนที่นี่อ่ะ เราอยากให้มีให้เป็นเต็มไปหมด 8. เวิร์ดเพรส จะไว้แนะนำหนังสือที่อ่าน (แทนรีวิวของมัลติพลาย) เดี๋ยวนี้ไม่ได้อ่านหนังสือเลย 9. โพสเตอรัส เป็นที่เก็บไฟล์ระบายอารมณ์ ***********ค่อนข้างเละเทะ แต่ชอบ ทีหลังจะเก็บต้นฉบับในเมลก่อน แล้วพอถึงกำหนดค่อยโพสต์ 555 เลยกะว่าจะเลิกเขียนที่ MSN Spaces ไปเขียนที่ posterouse แทน หรือไม่ ก็ไม่ต้องเขียนเรื่องนี้เลย ไม่เขียนก็ดี เพราะขี้เกียจ เซ็ง ๆ ตัวเองเหมือนกัน ไม่รู้วันวันทำไมมันมีเรื่องอยากเขียนมากมาย งานการก็ไม่ทำให้เสร็จ อีบ้าเอ๊ย
ไหน ๆ ก็จะเลิกใช้ที่นี่แล้ว ส่งท้ายด้วยเอนทรี่นี้ พิมพ์ไว้เมื่อคืน
ข้อตกลงในการเรียน 1. ถ้าใครไม่ส่งงาน ครูจะโทรบอกแค่หัวหน้าห้อง แล้วให้หัวหน้าห้องกระจายข่าวต่อ (ดังนั้นจึงควรเก็บเงินห้องเป็นค่าโทรศัพท์ให้หัวหน้าห้องได้เลย) จะโทรตามหรือ sms หรือวิธีไหนแล้วแต่หัวหน้า แต่ถ้าถึงกำหนดแล้วอีกฝ่ายบอกว่าไม่รู้ข่าว-หัวหน้าโดน ก๊าก... (เวลาติดต่อ เก็บหลักฐานด้วย) หรือหัวหน้าจะไปใช้เพื่อนคนไหนตามต่อ ก็ย่อมได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ครูจะแจ้งไปยังหัวหน้าคนเดียวเท่านั้น – ไม่ได้อยากให้หัวหน้าลำบากนะ แต่เข้าใจเถอะว่า ครูบางคนเขาไม่ตามจริง ๆ การที่ครูมาตามงานให้น่ะ ถือว่าช่วยลูกศิษย์สุด ๆ แล้ว ถ้ามันเหนื่อยนักก็ไปคิดตังค์ค่าตามกับเพื่อน ๆ เอาเองแล้วกัน ซึ่งเพื่อนต้องจ่ายด้วยอย่างไม่มีเงื่อนไข (ผลประโยชน์ตัวเอง ไม่รักษาก็แย่แล้ว) คนอื่นที่ต้องจ่ายเงินห้องส่วนนี้ แต่หัวหน้าไม่ได้โทรตาม ถือว่าเงินนี้คือเงินทำบุญไปซะ จะได้สบายใจ (ตย.การเก็บเงิน เก็บเทอมละ 10 บาทก็แล้วกัน นักเรียน 50 คน ก็ 500 บาท คงไม่น่าโทรเกินนี้ เหรัญญิกจะจ่ายให้หัวหน้า ครั้งละ 5 บาท มันจะโทรถูกโทรฟรีโทรมากโทรน้อยช่างหัวหน้า เอาหลักฐานมาเบิก หลักฐานคือ บันทึกการโทรในมือถือและถ้าได้อัดเสียงรับทราบของอีกฝ่ายด้วยยิ่งดี เงินที่เหลือ พอจบเทอม เงินเหลือก็คืนเพื่อน หรือจะทบเป็นเงินห้องก็ตามสบาย หรือไม่ก็จะให้หัวหน้าไปเลย 500 บาท ให้เป็นค่าจ้างไปเลย เพราะวิชาเดียวเทอมเดียวไม่น่าโทรเกินนี้หรอก หัวหน้าจะได้มีกำลังใจทำงาน 555 อาจารย์ท่านอื่น จะทำตามก็ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ถือว่าช่วยเด็ก)
- ถ้าเป็นครูบางคน เขาไม่ตามหรอกนะ เด็กจะได้เกรดอะไร จะติดไอ เขาก็คิดว่าช่างหัวมัน แต่นี่เราแปลกใจมาก ที่แม่โทรถามเบอร์เด็กนักเรียน แล้วโทรตามงานจากทุกคนที่ไม่ส่งงานจนจะติด ร เป็นสิบ ๆ คนเลย เราไม่ได้เสียดายค่าโทรศัพท์หรอกนะ เพราะยังไงเราก็ไม่ได้เป็นคนจ่าย แต่เราเห็นว่า แม่จะเสียอารมณ์มาก ๆ ตอนที่โทรไปแล้วพบว่าเป็นเบอร์ที่ผิด แล้วการเถียงกับเด็กที่บางทีเด็กมันก็พูดส่งเดชว่าส่งแล้ว ๆ อ่ะ มันช่างเหนื่อยเปล่า ๆ
- พอดีเราตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย อาจารย์มักจะโทรหาเรา (ทั้งที่เราไม่ใช่ประธานเอก) แล้วให้เราตามเพื่อนให้ ว่าใครไม่ส่งงาน ซึ่งเราไม่เคยเสียดายค่าโทรนะ เพราะเรารู้สึกดีว่ามีโอกาสได้ช่วยไม่ให้เพื่อนมันติด i แต่ถ้าคนไหนหลายครั้งเกิน เราจะด่ามัน เพื่อนในเอก ตอนปโท เคยเสนอซื้อบัตรเติมเงินให้เราด้วย แต่เราไม่เอา คิดว่าไม่ได้รู้สึกเป็นภาระมากมายขนาดนั้น เพราะส่วนใหญ่คือเพื่อนจะโทรมามากกว่า เราโทรไปอ่ะถือว่าน้อย ที่สำคัญคือ มีบล็อก มีเมล ก็ใช้ทางนี้ร่วมได้ ประกาศ ๆ ไป แล้วย้ำว่า เพื่อนสนิทใคร ก็จำจี้จำไชกันต่อเอาเองนะเว้ย ซึ่งมันก็โอเคนะ ช่องทางการสื่อสารกันน่ะ ควรมีหลาย ๆ ช่องทาง (คนที่ไม่พยายามมีช่องทางให้ติดต่อ เช่น ปิดโทรศัพท์ ไม่เช็คเมล อะไรทำนองนี้ คือคนที่มีโอกาสเสียผลประโยชน์ได้มากกว่า ดังนั้นจงพยายามตามข่าวสารเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองด้วย อย่าหวังพึ่งคนอื่นอย่างเดียว เพราะมันทุเรศ อย่างน้อยแค่พยายามทำงานในส่วนของตัวเองให้เสร็จตามกำหนดให้ได้ก็ยังดี อย่าทำตัวเป็นขยะสังคม นั่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่ทำ ถ้าเป็นงี้ ลาออกไปเลยดีกว่ามั๊ง!)
2. เวลาส่งงาน ก็ให้ยกงานไปส่งที่ห้องพักครู - อย่ามาส่งในห้อง เพราะมันเป็นหน้าที่ของครูเหรอ ที่ต้องแบกงานเด็กไปตรวจ
- สำหรับเรา ณ ตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นงานพรีเซนต์ ส่งในห้องเสมอ เพราะจะมีเล่มเดียว ส่งกับมืออาจารย์ แต่ก็มีบางทีที่อาจารย์ให้ไปส่งที่ห้องพักครู เราก็เอาไปส่ง ซึ่งการส่งที่ห้องพักครู หรือกล่องรับ อะไรทำนองนี้อ่ะ มีความเสี่ยงสูงมาก จะเล่าให้ฟังว่าเจอแบบไหนมาบ้าง
ตอนปี 1 ไปส่งรายงานที่ห้องที่เขาบอกว่าสามารถเอาไปส่งได้ (ส่งห้องใครก็ได้ ในสองท่านนี้ และส่งตอนไหนก็ได้ เสร็จก่อนส่งก่อน) แต่ผลสุดท้ายมันไม่มีใครส่งก่อนไง (คนที่เหลือหลายร้อยคนเขาส่งกันวันสอบปลายภาค กองกันเต็มหน้าห้องสอบ) แล้วเขาก็ไม่ถามนะว่ามีใครส่งก่อนไหม ไม่มีการตาม สรุปวิชานั้นเราได้เกรดบีและเพื่อนเราได้ซี (ส่งก่อนกันสี่คน) ตอนแรกเราก็เฉย ๆ แต่หลัง ๆ เราชักแปลกใจ เพราะว่าเพื่อนคนอื่น ๆ ทักว่า “หน้าอย่างแก ไม่น่าจะได้บี” เพราะว่า ขยันมาก ๆ อาจารย์พี่เลี้ยงสองท่าน ก็ชม ไม่เคยขาดปาก (ไปชมให้เพื่อนคนอื่น ๆ ฟังด้วย จนมันหมั่นไส้ ก็มี) สุดท้าย เราได้ไปคุ้ยกองรายงานที่เขาแจ้งให้ไปรับคืน แล้วก็พบว่า งานของเราสี่คน ไม่มีร่องรอยการตรวจ (งานนี้ ยี่สิบคะแนน) เพียงเพราะไปวางในห้องที่เขาไม่ได้รับผิดชอบชื่อเรา (ผู้สอนสองท่าน แบ่งเด็กกันคนละครึ่ง) เขาไม่ส่งต่อให้กันด้วยนะ เขาคงคิดว่าเป็นความผิดของเรา อืม เราผิดที่ขยัน ผิดที่ทำงานเสร็จก่อน ผิดที่เชื่อว่าคำพูดของผู้ใหญ่เชื่อถือได้ คำพูดที่ว่าเสร็จก่อนส่งก่อน คำพูดที่ว่าส่งห้องใครก็ได้ รู้ป่ะ เราตามเรื่องนี้เลยนะ ตอนนั้นคิดว่า เขาต้องแก้เกรดให้เรา เพราะเราไม่ผิด พอไปหาท่านนึง เขาไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น (ท่านที่เรา เอางานไปส่งในห้อง) บอกแค่ให้ไปตามกับอีกท่าน ซึ่งอีกท่านนี้เราพยายามตามอยู่หลายวัน แต่ว่าท่านเกษียณ และไปเที่ยวแล้ว สิ่งดีที่สุดที่เราได้ทำคือได้โทรศัพท์คุยกับท่าน โดยเจ้าหน้าที่เขาต่อสายให้ รู้ไหมพอเราพูดไปนิดเดียว ท่านไม่ยอมรับ หาว่าเราส่งช้าแล้วมาอ้าง แต่พอเราอธิบายทุกอย่างจนจบ ท่านบอกว่า “โอเค คุณได้ทำตามที่ผมสั่ง แต่ตอนนี้คุณไม่มีสิทธิ์พูดอะไรแล้ว เพราะว่าเกรดมันออกไปแล้ว ถ้าผมแก้เกรดให้พวกคุณ ผมจะมีความผิด” รู้ไหม ฟังจบ เราปล่อยโฮ...เลยอ่ะ เพื่อนเราอีกสามคนมันก็งง วันนั้นเราร้องไห้ไม่หยุดเลย ที่ร้องน่ะ ไม่ได้เสียใจที่ยังคงได้บีนะ แต่เสียใจที่ได้ยินคำพูดหมา ๆ แบบนี้ออกมาจากผู้ใหญ่ “ใหญ่มาก ๆ” ทำให้เราจดจำไว้ตลอดเลยนะว่า อย่าส่งงานก่อน จงส่งงานพร้อมเพื่อน ไปกันทั้งเอกเลยยิ่งดี แต่เจออีกกรณี อันนี้ชอบมาก อาจารย์ใหม่ (ยังเด็ก ๆ เลย) ท่านหนึ่ง ขอไม่ออกชื่อ (คือขอไม่ออกชื่อเลยสักท่าน เพื่อความสบายใจของเรา) ท่านน่ารักมาก ท่านเคยจัดห้อง แล้วทำรายงานตกหล่นไว้ชุดหนึ่ง สิบกว่าคน ท่านให้เกรดเด็กไปแล้ว แต่พอท่านกลับมาพบรายงานนั้น (ผ่านไป หลายเดือนแล้ว) ท่านไปร้องขอแก้เกรดแล้วโดนสอบสวนเลยด้วย แต่ท่านบอกว่าท่านทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้เด็กกลุ่มนึงอ่ะ เรานะรู้สึกประทับใจท่านมากเลย (เออไม่เกี่ยวกับเรานะ พอดีท่านไม่เคยสอนเราอ่ะ เพราะอยู่คนละภาควิชา) เราเคยไปดูท่านสอนมาครั้งนึง (ขอไปดูเอง) เลยได้ยินเรื่องนี้ ประทับใจมาก ทำให้รู้สึกได้เลยว่า นี่แหละครูที่ประเสริฐ ไอ้อย่างที่เราเจอที่ได้บีมาน่ะ มันก็แค่คนที่หากินกับอาชีพครูแค่นั้นเอง
- ดังนั้นสิ่งที่ควรระวังคือ เรื่องสถานที่ส่งงาน เอาให้มันชัวร์ ที่เดียวไปเลย อย่าให้ส่งได้หลายที่ เพราะว่าถ้ามันไปอยู่ผิดที่ มันเดือดร้อนหลายฝ่าย ไม่ครูเดือดร้อน (ต้องไปแบกมาตรวจ) ก็คือเด็กเดือดร้อน (ครูไม่ได้ตรวจ อดได้คะแนน) สถานที่ส่งงานที่เดียวที่ว่านั้น ควรจะตั้งเป็นตู้กระจกไขกุญแจ แบบที่สามารถส่งงาน (รับงานที่เด็กมาส่ง) ได้อย่างเดียว ไม่มีใครสามารถหยิบงานออกไปได้ นอกจากอาจารย์ (คนที่มีกุญแจ) งานจะถึงมืออาจารย์ชัวร์ ๆ (ที่ภาคก็ออกแบบหน้าห้องให้มีตู้รับงานแบบนี้อยู่สองสามห้อง ซึ่งเราชอบมาก ส่งแล้วสบายใจ)
ตอนนี้คิดออกแค่นี้ ถ้าคิดออกอีกจะมาโพสต์ใหม่
ที่บล็อกไหนก็ไม่รู้ สักที่แหละ ก๊าก... August 23 ฟันคุด หมดแล้ว ถ้าคุดอีก ก็ไม่ทำแล้ว จะแย่แล้วนั่นด้านซ้าย
ฝึกอ่านข่าวไม่ได้ไปอาทิตย์นึง
ฟันคุดครั้งนี้
ขอเท้าความก่อน ว่าจริง ๆ หมอเคยชวนให้ถอนซีกขวาออกด้วย ตั้งแต่ถอนซีกซ้ายแล้ว แต่เราก็อิดออด (เพราะว่าเอาออกที ขนหน้าแข้งแม่ก็ร่วงที ร่วงเยอะด้วย) แต่เพราะว่าอาทิตย์ก่อน เรากระแดะไปเคี้ยว เจลลี่เบลลี่ (ที่ซื้อแชมมี่มา) กร๊วม ๆ แล้วต่อด้วย เลย์ปลาหมึก อีกทั้งถุง และก็สาหร่ายปรุงรสเถ้าแก่น้อยอีกทั้งถุง มันไปผสมกันอีท่าไหนไม่รู้ เราปวดเหงือกมากเลย พอส่องกระจกชโงกดูเงา เอ๊ย ดูฟันซี่ในสุด ข้างขวา พบว่า เหงือกมันบวมเป่ง ก็ทายาแก้เหงือกบวม มันก็ไม่ดีขึ้นนัก เลยรอถึงวันนี้ ก็ไปบอกหมอเลยว่า ถอนเลยค่ะหมอ (ดูสิ คนอะไร เดินไปเสียตังค์เอง) แบบว่ามันเซ็งอ่ะ ปวดเหงือก ทำให้พูดไม่ได้ อึดอัด (ธรรมดาพูดวันละสิบล้านคำ อีเวอร์ ล้อเล่นค่ะ จริง ๆ เราเป็นคนพูดน้อยนะ ก็บอกแล้วว่าปากดีในโลกไซเบอร์ ตัวจริงโง่ ๆ เซ่อ ๆ ค่ะ - Profile ที่ mysky.exteen)
เอาว่าถอนเถอะ เราจะได้กินอะไรอร่อยสักที ทนมาอาทิตย์นึงแล้ว
พอไปถอน (ขอบอกนิดว่า วันนี้ เราสุขภาพดีอยู่นะคะ จะมีก็แค่นอนตีสี่เพราะลืมนอน มัวแต่ดูรูปคนในไฮไฟว์ ซึ่งบ้าที่สุดดูจนลืมเวลา มีคนเคยกล่าวว่า "โทรทัศน์คือหลุมดำของกาลเวลา แต่เราค้นพบว่า ไฮไฟว์ต่างหากที่คือหลุมดำของกาลเวลาตัวจริง ไม่เชื่อไปถามคนที่มีไฮไฟว์ได้เลย ถ้าเขามีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง เขาจะไม่สามารถละตัวเองออกมาได้เลย แต่ส่วนเรานี่ ถ้าลองเจอภาพตลก ๆ ฮา ๆ นะ เราจะตามดูไปเรื่อย ๆ เซ็งเลย วันหลังไม่ทำแล้ว แต่ก็เล่นเน็ตเช้าแล้วแหละ ทำไปทำมาเลยตีสี่") ตอนอยู่ร้านหมอเราค้นพบอะไรดังนี้
๑. อย่าใส่แว่นไปทำฟัน เพราะว่าต้องถอด ต้องถือไว้ในมือ มันแกะกะไปหมด
๒. ถ้าขากรรไกรจะค้างให้รีบบอกหมอ เพราะมันปวดมาก พอดีเราเป็นคนปากเล็กนะ (ถือแม้จะมีหมาอยู่เยอะก็ตาม) หมอบอกว่าอ้าปากกว่านี้ เครื่องมือหมอเข้าไม่ได้ เราอ้าจนจะตายแล้ว จนผู้ช่วยหมอ ต้องมาดึงคางกับหน้าเรา ช่วยแยกปากเราให้มันกว้าง ซึ่งขอบอกว่า "ความรู้สึกตอนใกล้ตายน่ะ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง มันน่ากลัวมาก" หมอบอกว่า ปวดมือเลย มือหมอแทบหัก หมอคงหยิบคีมทุกอันที่มีในร้านมาถอนฟันเรา (หลายสิบอัน เราอ้าปากนานเกือบชั่วโมง) และเครื่องมือทุกอันคงมีมูลค่า เพราะว่า วันนี้แม่จ่าย ห้าพันแปดร้อยบาท (ครึ่งหมื่นอ่ะคุณ) สักห้าร้อยคงเป็นค่าโวทาเรลอีมัลเจลทามือคุณหมอก๊าก ๆ ทำไงได้อ่ะ ฟันคุดซี่บนมันรักเรามาก ไม่อยากจากเราไป มันเลยติดเหนียวแน่นขนาดนั้น (บ้าที่สุด) แต่ซี่ล่างนี่ กึ๊กเดียว หลุดเลย
๓. ๑ อาทิตย์ตัดไหม เสาร์หน้าเราต้องออกจากบ้านอีกเหรอเนี่ย แต่ก็ดี จะได้ไปหาไรอร่อย ๆ กิน อาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์เราคงผอมแห้ง เพราะเราปากระบม จนไม่กล้าถ่ายรูปมาฝาก
๔. รูปฟัน เราจะเอามาให้ดูวันหลังนะ ขี้เกียจถ่าย ก็อีซี่บน มันกระแดะมีสี่ราก แล้วตอนแอกซ์เรย์ มันเรียงตัวสวยงามมากจนหมอดูไม่ออกอ่ะ เขาถึงไม่รู้ว่าต้องดึงด้วยเครื่องมือไหน รู้ไหม ลิ้นเราแตกและคาดว่าหลอดอาหารตอนต้นคงอักเสบมาก เพราะเรากลืนน้ำลายแล้วปวดมาก (กลืนน้ำลายแล้วปวดนี่จบกันเลย)
๕. เราต้องใช้หลอดดูดข้าวต้มหมูใส่เต้าหูไข่ เอาหลอดจิ้มเต้าหู้ไข่เหมือนดูดเจเล่ไลท์เลย ขอขอบคุณคนคิดไอเดียวิธีการกินเจเล่ไลท์ ไม่งั้นเราคงกินไรไม่ได้ เราอ้าปากไม่ได้
๖. เออ ถ้าคุณผ่าฟันคุดแล้วหมอย้ำให้กินยา ขอบอกว่า นั่นคือสัญญาณอันตรายจริง ๆ เพราะคราวก่อนหมอไม่ย้ำ และไม่ปวดเท่านี้ ในช่วงสองชั่วโมงที่ยาชายังทำงาน เราไม่รู้ตัวเลยค่ะว่ามันจะปวดขนาดนี้ (ช่วงนั้นเรายังไปเดินชอปอุปกรณ์ทำงานกราฟฟิกอยู่ที่บีทูเอสที่เซนทรัลบางนาได้สบาย ๆ เลย) แต่พอเลยสองชั่วโมง เชื่อไหม มันปวด ปวดมาก ปวดจนเราร้องไห้ (เริ่มปวดตั้งแต่ในแท็กซี่ - ทำให้เราอดไปเดินตลาดนัดในหมู่ล้านกับแม่เลย อยากไปตลาดนัดอ่ะ พรุ่งนี้ค่อยไปแล้วกัน ไม่ได้ไปมาหลายอาทิตย์แล้ว ขี้เกียจเดิน) และที่บอกตอนแรกว่าเราปกติดี เพราะจะบอกว่า มันปวดมาก ปวดจนไข้ขึ้น พอดีเราเป็นสัตว์เลือดเย็นอ่ะนะคะ ถ้าอยู่ในที่เย็น ๆ เช่น รถแท็กซี่แอร์เย็น ๆ อุณหภูมิเราก็จะเย็นตามนั้น (เป็นคนมือเท้าเย็น เลือดน้อย มันไม่หาย ออกกำลังก็ยังไม่หาย เลยชอบกินเลือดหมู เลือดจะได้เยอะ ๆ ก๊าก...) พอมันอักเสบที่ปาก มันก็จี๊ดขึ้นหัวเลยค่ะ หัวนี้ลุกเป็นไฟเลย แต่ตัวเย็น สรุป เราคลั่งค่ะ แล้วก็ปวดหูขวามาก ตอนกินยานี่ทรมานมาก เพราะปกติเรากลืนยาไม่ได้ค่ะ เราต้องอมจนมันละลาย (ฝึกแล้ว แต่ไม่ได้ แม้แต่โรมิล่า=ยาแก้ไขเม็ดสีเหลือง) เคยกลืนได้แต่นั่นคือความบังเอิญก๊าก (พอดีเด็ก ๆ เราไม่ค่อยป่วยแบบต้องกินยาเม็ดอ่ะค่ะ มากินยาเอาตอนแก่แล้ว เลยกลัวยาติดคอตาย) แต่วันนี้อมก็ไม่ไหวค่ะ ยาหมอะลายยากมากเลย มันเคลือบหนา จะใช้ฟันอีกข้างกัดให้แตก ก็ดันปวดลามไปทั้งปาก + กัดไม่ลงด้วย เพราะติดผ้ากอซของข้างขวา ฟันมันขบลงมาได้ไม่สุดอ่ะค่ะ จะเอาผ้ากอซออก ก็ดันเพิ่งเอาออกตะกี้ก่อนกินยา ซึ่งจะเอาออกบ่อย ๆ ก็ไม่ไหวค่ะ มันปวดมาก ตอนผ้าแยกออกจากแผลเนี่ย เหนือคำบรรยาย สุดท้าย เราเอายาละลายน้ำ เอาหลอดดูเลยค่ะ - อีนี่ อนาถาจริง ๆ เออ ฟันหน้าเราไม่ใช้กัดของแข็งนะคะ เพราะว่าขี้เกียจไปซ่อมอีก ครั้งก่อนกัดก้ามปู ซ่อมไปตั้งสามซี่ ซึ่ละแปดร้อย ยังจำได้ไม่ลืมเลยค่ะ) ไม่ใช่เรื่องตลกค่ะ เรื่องจริง ใครจะว่าเราบ้า หรือโอเวอร์ก็ว่าตามสบายนะคะ เพราะเราคิดว่าถ้ามันลำบากนักก็ไม่ต้องพยายามหรอกค่ะ (ทั้งที่รู้ว่า ยาบางอย่างเนี่ย ถ้ารอให้ละลายในปากมันอาจจะเป็นอันตรายกับอวัยวะต่าง ๆ ระหว่างทางเดินอาหารได้)
๗. หลังจากเราดื่มยาดื่มข้าวแล้ว (ไม่อิ่ม แต่กินไม่ไหว) เราก็นอนสลบไปสี่ชั่วโมง จนตะกี้สี่ทุ่มเพิ่งตื่นมาอาบน้ำ และเห็นป๋าเล่นเน็ตอยู่แล้วกำลังจะเลิกเล่น เราเลยขอมาเช็คเมลหน่อย เพราะคาดว่าต้องมีผู้ชายหล่อ ๆ ส่งเพลงมาให้ฟัง แล้วก็มีจริง ๆ ด้วย หุ ๆ ชอบ ๆ เพลงเท่มาก เมื่อวานลองไปหาฟังในยูตูบแล้ว แต่ได้ไฟล์มาก็ดี จะได้เอาใส่มือถือ เอาไว้เปิดตอนเต้นแอโรบิกหน้าบ้าน
๘. สุดท้ายก็เลยมาบ่นให้ฟังดีกว่า กลัวหลายวันแล้วจะลืมเรื่องฟันคุดสุดทรมาน
๙. คำเตือน การผ่าฟันคุด ไม่ใช่เรื่องตลก เพราะนอกจะเสียฟัน เสียเงิน เสียเวลาอ้าปาก ขวัญเสียกลัวเครื่องมือหมอทำฟันซี่อื่นหัก แล้วยังโคตรทรมาน ใครบ้าไปถอนทีสี่ซีก ถ้าไม่โอดโอยก็ไม่น่าจะใช่คนแล้วค่ะ ครั้งก่อนว่าปวดแล้ว ครั้งนี้ปวดกว่ามาก ๆ ทำให้เรานึกไปถึงคนที่ถูกทำร้ายร่างกายเช่น โดนต่อย โดนตบฟันหลุด ปากเบี้ยว ปากบวมนี่ มันคงทรมานมากเลยนะคะ ดังนั้นอย่าทำร้ายกันเลยค่ะ เพราะขนาดเราโดนถอนฟัน แต่สภาพจิตใจยังดีอยู่ เพราะเดินไปให้หมอถอนให้เอง เรายังทรมานขนาดนี้เลยค่ะ ถ้าโดนทำร้ายร่างกายเนี่ย เท่ากับเขาโดนสองเด้ง เพราะว่า ไม่มีใครหรอกใช่ไหมคะ ที่จะอยากถูกทำร้าย เขาต้องทั้งเจ็บใจและเจ็บกาย โอ้ย แค่คิดก็เจ็บมากแล้วค่ะ ขนาดไม่เคยโดนใครทำร้ายร่างกายนะ (อย่ามีแหละดีแล้ว อย่ามาจองเวรจองกรรมกับตูเลย พูดดี ๆ ตูก็กลัวจะตายแล้ว - ดูเอนทรี่เมื่อวานสิคะ แค่เพื่อนเราตามเรา ไม่ได้ทำไรเราเลย เรายังกลัวจนหลอน) อย่ามาตบเราค่ะ แม้เราจะปากหมามาก แค่คุณพูดกับเราตรง ๆ ว่า อีนังแอม เลิกปากหมาเสียที ไม่งั้นมึงตาย เราก็จะเลิกปากหมาค่ะ เพราะถ้าคุณฆ่าเราตาย คุณจะเป็นบาป เราไม่อยากให้คุณบาป ถ้าคุณฆ่าเราตาย เราจะไม่มีชีวิตอยู่ตอบแทนพระคุณพ่อแม่พี่เรา คุณก็จะบาปอีก เพราะถือว่ามาขัดบุญเรา เห็นไหมคะมีแต่บาปกับบาป ที่พูดถึงเรื่องบาป เพราะว่าเราตื่นมา (หลังจากสลบไปเพราะปวดฟัน) เราทันได้ยิน เสียงในละคร เรื่องไรวะ? ที่มีนายสัน สิงขร อ่ะค่ะ ย่าของสัน สิงขร บอกสันว่า ถึงเขาจะเป็นยังไง ก็อย่าไปว่าเขา เพราะยังไงเขาก็เป็นแม่ของสัน อะไรทำนองนี้ จริง ๆ เราเคยได้ยินแบบนี้บ่อยนะคะ แต่เราอยากบอกว่า ณ บางเวลา ละครก็ช่วยให้เราหยุด และคิดอะไร บางอย่าง เราชอบบ่นแม่อ่ะค่ะ วันหลังเราไม่บ่นแล้วดีกว่า เพราะบ่นไปเราก็บาป แม่ก็เสียใจ แม่เสียใจ เราก็บาป โว้ว มีแต่บาปกับบาป ก็ไม่ต้องคิดไรมาก เดี๋ยวก็ลืมแล้ว เพราะเราบ่นแม่ พอไม่กี่วิ เราก็ลืมอยู่ดี จะบ่นทำไม ที่ผ่านมา ถือว่าไม่ไร้ประโยชน์นะคะ อย่างน้อย เราก็ได้แสดงให้คุณเห็นว่า แม่ทุกคนต้องบ่นค่ะ เมียทุกคนก็ต้องบ่นค่ะ เพราะว่าบางที ความรักที่มีมาก ๆ ก็ทำให้เกิดความคาดหวัง และบางทีคุณที่รำคาญคนบ่นน่ะ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาบ่นค่ะ ทุกอย่างมีเหตุ มีผล ทุกอย่างมีสองด้าน มีขาว มีดำ ในคนทุกคน มีดี มีเลว ถ้าเข้าใจและยอมรับ โลกของเราจะไม่มีความวุ่นวายเหมือนทุกวันนี้หรอกค่ะ
ลองพยายามมีน้ำใจให้เพื่อนมนุษย์กันมาก ๆ นะคะ แล้วโลกจะน่าอยู่มากขึ้น
ไปและ ได้เวลากินยาแก้ปวดแล้ว
ปล.ลืม ๆ
เรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยา ที่ว่า คนอื่น สามารถส่งผลให้อีกคน แสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์บางอย่างออกมาน่ะ ลองอ่านนี่ดูนะคะ บล็อกใหม่เราเอง ก๊าก... อยากโปรโมต และมันเป็นหนังสือที่บอกถึงเรื่องนี้ได้ชัดเจนและอ่านง่าย เราจึงอยากแนะนำ
กับอีกอย่างนึงคือ ชีวิตนี้เราเลิกกินน้ำอัดลมทุกชนิดได้แล้ว (ยังต้องกินเวลาเข้าสังคม แต่ถ้าเลี่ยงได้ จะไม่กินเลย เพราะเรากินน้ำอัดลมแล้วจะปวดท้องมาก เหมือนท้องจะขาดเป็นเสี่ยง ๆ) เราจึงคิดที่จะเลิกกินขนมห่อ ๆ ค่ะ เลิกแน่ ๆ แล้วไปฝึกทำขนมไทย (แบบไม่หวาน) กินดีกว่า อยากลองทำดู มีไรบ้างว้า ขนมข้าวเกรียบปากหม้อแล้วกัน พูดแล้วอยากกิน ฮือ อดไปอีกหนึ่งอาทิตย์ ฉันจะต้องผอมตายแน่ ๆ ฮือ...
ถ้ามีสะกดผิด โปรดอภัย ไม่เจตนา แต่รีบไปกินยาและจะนอนแล้ว August 22 สิ่งที่เห็น มันอาจไม่เป็นอย่างนั้น - นึกไม่ออกว่าควรชื่ออะไร อาจเขียนไม่จบ ฝนตกหนัก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากเขียนมากนานมาก ๆ นานโคตร ๆ นานจริง ๆ แต่เพราะว่า ตัวอย่างที่อยากยกมีที่เป็นคนอื่น (ไม่ใช่เรา) เราจึงไม่กล้าเขียน แต่มาวันนี้คิดว่าเขียนดีกว่า เพราะว่า เราอยากให้คุณ ๆ ได้ทราบว่า "สิ่งที่มองเห็น บางทีมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ว่ามันมีเหตุผลแหละ ว่าทำไมถึงต้องทำให้ใครเข้าใจ ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันเพื่ออะไรกันล่ะ เหอะ ๆ งงกันแล้วล่ะสิ" อ่านเถอะ เมื่อวานซืน ขณะที่เรากับเอซังเดินออกจากตึก 19 ที่ มศว (มศว ไม่มีจุด ไอ้อีนิสิตมศวคนไหน ใส่จุดนี่ มันน่าจับมาตบกระโหลกสักทีสองทีเลยนะ โทษฐานที่ไม่เคยใส่ใจรายละเอียดของสถาบันเลย - ลองคิดสิ ถ้าใครเรียกชื่อคุณผิด คุณจะโกรธไหม นี่น่ะชื่อ ม แม้ไม่ใช่ชื่อคุณ แต่เป็นชื่อเฉพาะ ควรใส่ใจด้วย ไม่ว่า ม ใดก็ตาม ถ้าเราต้องเขียนถึง ม อื่น เราก็จะระวังเสมอไม่ให้เกิดการสะกดผิดเหมือนกัน เราต้องให้เกียรติทุกที่ เข้าใจไหม!) แค่วรรคแรกก็ตีกับคนซะแล้ว จะเล่าจบไหมเนี่ย ขณะที่เราเดินออกจากตึก มีผู้ชายคนนึง ซึ่งมันเป็นรุ่นน้อง ป.ตรี ของเอซัง มันเดินมาตัดหน้า แล้วเอซังก็ทักทายว่า "เป็นไง หรือ ดีจะ อะไรทำนองนี้" เราก็แหกปากแว๊ด ๆ ใส่เอซังไปว่า "ไปทักมันทำไม" (ทักขณะเดินผ่าน ไม่ได้ถึงกับด่าใส่หน้า แต่เจตนาเราคือต้องการด่าให้มันได้ยิน) ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันตกใจ คุณผู้อ่านคงคิดแล้วสินะ ว่า แหม อีนังแอมมันคิดว่าตัวเองมาจากสวรรค์หรือไง เที่ยวพิพากษาชาวบ้านไปทั่ว ไม่ใช่หรอกค่ะ เรารู้ตัว ว่าเรามาจากดินเนี่ยแหละค่ะ และไม่ได้พิพากษามันด้วย เราแค่ต้องการจะทำให้ไอ้คนนั้นมันตื่นสักที หลังจากที่มันฝันอะไรของมันคนเดียว-มานานมากแล้ว เรื่องมันมีอยู่ว่า ผู้ชายคนนี้เป็นรุ่นน้องของเอซัง ที่ดูท่าว่าจะชอบเอซัง แต่ความชอบของมัน ออกจะแปลกประหลาด โดยแรก ๆ เราก็เห็นว่า เออ คงไม่ได้อะไรนัก เนื่องจากรุ่นน้องเอซัง ก็คือรุ่นเดียวกันกับเรา มันก็เพื่อนเรา แต่หลังจากที่จบ ป.ตรี เราพบว่ามันเป็นลางหลอกหลอนอะไรบางอย่าง ซึ่งจริง ๆ เอก็คงรู้มานานแล้ว แต่เอไม่ได้บอกเรา จนเราสังเกตเองได้ และภายหลังเอถึงเล่า ว่า ไอ้บ้าเนี่ย มันชอบเดินตาม หรือบางทีก็เดินมาดักรอ แล้วพอเอเดินไปถึง มันก็จะออกมาจากมุมตึก แล้วเดินคุยไปตลอดทางไปตึก อะไรทำนองนี้ ซึ่งฟังดูอาจโรแมนติก (ชิบหาย) แต่ในความจริงแล้ว มันไม่โรแมนติกโว้ย มันหลอน เนื่องจากถ้าเป็นนาน ๆ ทีก็ไม่เท่าไร แต่ไอ้บ้านี่มันแสดงพฤติกรรมนี้ทุกวัน เราเคยเห็นจนต้องถามเอเลยว่า "เฮ้ย ไอ้นี่มันไม่มีบ้านไม่มีช่องเหรอไง หรือมันหลงทาง ตะกี้ก็เพิ่งเห็น แล้วมันจะเดินไปเดินมาทำไมของมันนักหนา" และภายหลังรู้ถึงพฤติกรรมของมันไง วันนึงขณะเดินออกจากโรงอาหาร เราก็เลยสังเกต และก็เห็นจริง ๆ ว่า มันมาด้อม ๆ มอง ๆ ที่มุมตึก พอเห็นเอกับเราเดินมา มันก็วิ่งไปหลังเสา ธรรมดาเอจะแยกกับเราแล้วเดินไปทางนั้น แต่เนื่องจากเราเห็นมันทำลับ ๆ ล่อ ๆ แล้ว เราจึงบอกเอว่า เฮ้ยเอ อย่าไป ไปอีกทางดีกว่า เชื่อไหมคุณผู้ชมขา ไอ้บ้านี่วิ่งมาเลยค่ะ วิ่งมาแบบไม่ได้มาทักนะ มาหลบ ๆ ตามเสา คือ เราเห็นแล้ว อดไม่ได้เลยค่ะ เรานะแหกปากด่ามันเลยว่า "เฮ้ย คนเรามันก็บ้าเนอะ หน้าด้าน เิดินตามอยู่ได้ หลอนชิบหายเลยว่ะ" ด่าไปลอย ๆ ตอนประมาณ 8 โมงนิด ๆ บริเวณหน้าหอสมุด โดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน เพราะว่าเราหลอน (แทนเอซัง) จริง ๆ การด่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีค่ะ เราอาจถูกฆ่าได้เพราะปากหมา ๆ แต่ว่า ณ ตอนนั้นเราโง่ค่ะ เราคิดอะไรไม่ออก เลยด่าไปก่อน กลัวลืม ?! มันไม่เดินตามเลยค่ะ หลังจากนั้น มันก็เป็นของมันอย่างนี้ เพียงแต่เราก็ไม่ค่อยเห็นอ่ะค่ะ (ก็มันตามเอ ไม่ได้ตามเรานี่ฟะ) พอเอปรึกษาอีก เราแนะนำให้เอทำมุขนี้ "มุข เดินถือโทรศัพท์ แล้วแกล้ง คุย (พูดคนเดียว) ประมาณว่า ติดสายอยู่ มันจะได้ไม่เดินมาทัก หรือ ถ้ามันจะตีความได้ ก็คือ มันจะเห็นว่า เอยุ่งอยู่ หรือ อาจจะคุยกับแฟนอยู่ - ถ้าคิดได้อย่างนี้ ก็จะได้เลิกยุ่งสักทีไง)" เป็นไง มุขเรา เด็ดไหม มันก็ธรรมดาอ่ะนะ แต่ว่าได้ผลเหมือนกัน เพราะมันไม่มาทักเอเลย แต่ก็ยังตามอยู่ เราเห็นพี่สาวสุดสวยของเราแล้ว ก็สมเพชเวทนาเหลือเกิน เคยบอกเอซังไปว่า "เฮ้ย ไมไม่บอกมันไปตรง ๆ เลยวะ ว่า ... กูรำคาญมึงว่ะ เลิกตามกูสักทีเหอะ กูหลอน" - บอกงี้จริง ๆ เอซังบอกประมาณว่า "แอม คนเราอยู่ในสังคมเดียวกัน จะพูดอย่างนั้นได้ไง น่าเกลียดตาย" อะไรทำนองนี้ เราเถียงเลย "น่าเกลียด ก็ยังดีกว่าหลอนว่ะ บางครั้งคนบางคนก็ไม่รู้ตัวเลยว่า การกระทำของมันน่ะ ถือเป็นการ คุกคาม แล้ว ไม่ใช่ชอบหรือเสน่หาแล้ว โคตรน่ากลัว เหมือนพวกโรคจิตเลย" ก็ไม่รู้เอซัง แบบว่า เราสองพี่น้อง คล้ายกันมาก แต่บทจะต่าง มันก็ต่างอ่ะ ความคิดมันต่าง เรามันพวกมารยาททราม (กับคนที่ควรทราม) พอดีเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบปั้นหน้า มันเมื่อย ที่เรากล้าบอกเอซัง ทำไมเราจะไม่เคยทำ มันไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจนักหรอนะคะ แต่จำเป็นต้องเล่า เพราะว่าเราอยากให้คนกลุ่มนั้น ได้รับรู้ว่า พฤติกรรมของเขา มันถือเป็นภัยคุกคามอย่างหนึ่ง - สมัย ป.ตรี ปี 1 ถ้าจำไม่ผิด จะมีค่ายหนึ่ง ซึ่งเราเป็น 1 ใน 3 คน ที่ไม่ได้ไปค่ายนั้น เหตุผลที่ไม่ได้ไป คือ เราปวดอึ เราเลยไม่ไป (เหตุผลฟังขึ้นมาก) วันนั้นแบกกระเป๋าเดินทางมาแล้วด้วยนะ แต่สุดท้ายก็บอกเพื่อนว่าไม่ไป แล้วบอกต่อแค่ว่า "รู้สึกป่วยมาก ถ้าไปอาจทำให้พี่ ๆ เดือดร้อน ต้องมาดูแล" (ตอนนั้นเรายังปรับตัวไม่ได้ ย้อนนิดว่าอย่างช่วงประชุมเชียร์ อีนี่จะมีปัญหากว่าทุกคน จนพี่ ๆ ต้องรู้จัก เพราะถือว่าพ่อใหญ่ ก๊าก... ล้อเล่น เอาสรุป ๆ แล้วกันว่า โซต้งโซตัสอะไรน่ะ อย่ามามีกับกูเชียวนะ ถ้าคนที่สั่งกูมันยังไร้ระเบียบวินัย ก็อย่าสะเออะมาสั่งกู การประชุมเชียร์ไม่ใช่เรื่องของการแสดงแสนยานุภาพ หรือการแก้แค้นรุ่นพี่ - แต่เสือกมาลงกับรุ่นน้อง >ขออภัยจริง ๆ ค่ะ เอนทรี่นี้หยาบคายมาก ๆ เลย แต่ขอจริง ๆ ถ้าไม่หยาบมันจะไม่ตรงกับที่คิดตอนนั้นอ่ะค่ะ คือตอนนั้นคิดงี้จริง ๆ /// ปกติเราไม่พูดหยาบคายค่ะ ไม่พูดแต่เขียน ก๊่าก...) และการที่เราไม่ได้ไปค่ายนั้นนั่นเอง ทำให้เราไม่รู้ว่า เพื่อนในเอกมีคนมีเรื่องกัน (คนที่ไปทุกคนเขารู้หมดเลยไงว่าใครมีปัญหากับใคร) พออีนี่ไม่รู้ แล้วก็ไม่มีคนบอกอีนี่ อีนี่ก็อยู่ไปตามปกติ แต่รู้สึกแปลก ๆ หน่อย ๆ ว่า เอ๊ะ ทำไมวันนี้ ไอ้เพื่อนผู้ชายคนนี้ มันตามกูจังเลยวะแม่ง ตามทุกฝีก้าว ตามทุกตึก ทุกห้อง รวมถึงห้องน้ำ!!! จนเราออกมาจากห้องน้ำแล้ว พบว่ามันนั่งรออยู่หน้าห้องน้ำแหละ เราถึงกับกรี๊ด (ในใจ) แล้วพูดกับมันอย่างสุภาพสุด ๆ ว่า "เอ่อ คุณคะ ไม่มีอะไรทำหรือคะ มาเดินตามเราอยู่ได้ จะไปไหนก็ไปเถอะ เราจะไปแล้ว" (ในใจคิดว่า กูจะไปตามทางของกูแล้ว อย่าตามมานะมึง ไม่งั้นมีเรื่องแน่ กูรำคาญ) เพื่อนเรามันก็เอ่อ ๆ อะไรของมัน แต่อีนี่ไม่ไหวค่ะ อีนี่แจ้นเลย เพราะว่าเพื่อนซี้ 2 คนมาพอดี ก็เผ่นสิคะ อยู่ทำไมให้มันตาม หลอนโว้ยหลอน จนเราถามเพื่อน 2 คนของเราแหละค่ะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพื่อนก็เล่า แต่ว่าเล่าแบบไม่ค่อยชัด (ไม่แน่ใจว่าเขาห้ามมาพูดต่อ หรือว่าัมันเองก็ไม่รู้รายละเอียด แต่ที่รู้คือเรารู้แล้วว่าใครมีเรื่องกับใคร - ก็ไอ้ผู้ชายคนนี้กับเพื่อนเราผูหญิงคนนึง ซึ่งมันเรื่องของเขา เราก็จำไม่ได้) แต่ที่ชัด ๆ หลังจากวันนั้น คือ เราไม่คุย ไม่ยุ่งกับไอ้เพื่อนผู้ชายคนนั้นเลย เพราะว่า เราหลอนค่ะ เราว่าเขาคุกคาม (คือเรื่องจริง ๆ มันน่ากลัวนะคะ ขนาดพูดงั้นไปแล้ว มันก็ยังตาม ยังทำมาแบบบังเอิญเจอ มีอีเมลมาด้วย มาแบบว่า "แอมครับ ผมทำอะไรผิดเหรอครับ บอกผมทีนะครับ" ทำนองนี้ เราก็ตอบไปว่า "คุณไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกค่ะ เพียงแต่เรากลัวคุณอ่ะค่ะ ไม่ต้องตามเราก็ได้นะคะ ตามคนอื่นบ้างก็ได้") เราไม่คุยไม่เจรจากับมัน มีหลายคนว่าเราใจร้าย (อ้าว อีคนที่ว่ากู-มาลองเป็นกูดูไหมล่ะ ให้มันตามมึงแทน-มึงเอาไหมล่ะ ดีแต่ว่ากู คิดสิคิด กูก็คนนะ มีสิทธิในการตัดสินใจชีวิต ตนเอง - คือเราไม่คุยกับมัน แต่เรื่องงาน เรื่องของเอก ของคณะ เราก็ยังบอก แจกจ่าย ทั่วถึง ไม่ลำเอียงนะ เพียงแต่ขอเถอะ ขออย่ามาทำให้กูหนักใจ อย่ามาคุกคาม ณ ตอนนั้น เรามีคำคำนึง ที่คนทั้งเอกจะฮามาก นั่นคือคำว่า "ไอ้...(ชื่อมัน)...มันไม่มีจุดยืน" จนพี่เมย์เพื่อนป้าเอ เอาไปเรียกตอนคุยกันเองในกลุ่มเพื่อนเอว่า คุณสแตนดิ้งพอยต์ ก๊าก... มันไม่มีจุดยืนครับพี่ ต้องเรียกมันว่า คุณโนสแตนดิ้งพอยต์ สิ ถึงจะถูก - โนสแตนดิ้งพอยต์ เราตกภาษาอังกฤษ จึงคิดได้แค่นี้ ก๊าก...) เห็นใจเพื่อนคนนี้มันเหมือนกันนะคะ เพราะว่าัมันเป็นความบกพร่องทางบุคลิกภาพอ่ะค่ะ จึงทำให้ใคร ๆ มักเห็นมันเป็นตัวตลก แต่อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าเรามีจุดยืน ไม่คุยกับมัน แต่ก็ไม่ได้ลำเอียงเรื่องงาน คุยเรื่องงานได้ (เวลามีปัญหา ขอให้มีให้ตรงจุดค่ะ เราเกลียดมากเลย เวลาเห็นคนบางคนมีปัญหากับบางคน แค่ไม่ชอบบางพฤติกรรม แต่กลับใช้วิธี แบน (ban) คนนั้นไปเลยเนี่ย เวลาเราเห็นใครทำ เราจะไม่ชอบ แม้จะไม่ด่า //เพราะบางทีก็ด่าไม่ได้// แต่เราจะจดจำไว้ว่า คนคนนั้น "ใจแคบ" และไม่มีความเป็นนักพัฒนา โกรธเกลียดเกิดกันได้ทุกคนค่ะ แต่ยังไงต้องคำนึงถึงส่วนรวมด้วย ถ้าแบนเขาแล้วส่งผลต่องาน คนที่แบนเขาก็เท่ากับมีพฤติกรรมที่ดูแย่ไม่แพ้กันค่ะ ต่อ ๆ นี่แหละ ทำให้เราลองแนะเอซัง ให้ทำแบบเราไง อีกอย่างไอ้รุ่นน้องเอน่ะ มันไม่ได้เรียนอะไรแบบเอแล้ว ก็แทบจะไม่มีอะไรต้องติดต่อกันแล้ว จะได้ไม่ต้องคอยแสดงท่าโทรศัพท์ ให้เหนื่อย (ต้องคิดบทพูดอีก เฟก ไม่สนุกเลยนะ ลำบากทั้งกายและใจ) ก๊าก... แต่สุดท้ายเอซัง เขาจะจัดการไง ก็เรื่องของเขาแหละ เราทำได้แค่เสนอมุขให้เอาไปใช้ หรือเอซังจะยังคงใช้มุขเดินพูดโทรศัพท์ (จริง ๆ แล้วพูดคนเดียว) อย่างนี้ต่อไป ก็เรื่องของเขา เราไม่สงวนลิขสิทธิ์ความคิดนะคะ เพราะเชื่อว่า มุขนี้น่ะมีคนคิดได้ตั้งแต่มีโทรศัพท์มือถือเกิดขึ้นบนโลกแล้ว จึงถือเป็นมุขสาธารณะ ก๊าก... จะงงไหมเนี่ย สรุปอีกทีว่า สิ่งที่เห็น มันอาจไม่เป็นอย่างนั้น = เอซังคุยโทรศัพท์ จริงแล้วเขาไม่ได้กำลังติดสาย แต่ว่าเป็นสัญญาณบอกว่า อย่ารบกวน + ฉันไม่ต้องการคุยกับแก แกกำลังคุกคามฉัน ฉันไม่ได้ชอบแก แกฝันอะไรของแกอยู่ ตื่นโว้ยตื่น ตื่นได้แล้ว ตะวันแยงตูดแล้ว - ไอ้แอมพากษ์ล้วน ๆ คุณผู้ชายท่านใด ชอบสะกดรอย ทำเหมือนเป็นเป็นนักสืบ หรือชอบเล่นมุข "บังเอิญเจอกันอีกแล้วนะครับ" น่ะ ถ้าเจอมุขโทรศัพท์ ก็รีบ ๆ ตื่นได้แล้วนะคะ ถ้าผู้หญิงเขามีใจบ้าง เขาก็จะชวนพูดชวนคุยมาให้คุณพอมีความหวังแหละค่ะ ไม่ใช่หนีแบบนี้ - เอ๊ะ หรือเอซังจะไปชวนมันพูดคุยบ่อย ๆ มันเลยยังมีความหวัง เฮ้อ พี่กู อัธยาศัยดีเกินเหตุแหง่ ๆ ไม่เหมือนเราค่ะ ถ้าเราไม่ชอบใคร เราจะไม่ชวนมันคุยเลย ถ้ามันคุยมา เราก็จะไม่คุยเช่นกัน หาทางปฏิเสธมันไปเรื่อย ๆ และอีกด้านหนึ่งคือถ้าใครที่เราชวนคุย ไม่ยอมคุยกับเรา (อย่างที่ดูไม่มีเหตุผลนัก) เราก็จะไม่คุยกับมันอีกค่ะ เพราะเราไม่อยากถูกมองว่าไปคุกคามใคร! --- ยังมีหลายเรื่องนะคะ ที่คนเราเลือกที่จะใช้แสดงออกมาให้คนเห็น แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ดังนั้นถ้าอยากรู้อะไร ก็ ถามเหอะ ซักเหอะ ถามสักคำ ฉันจะได้ตอบ ไปนอนดีกว่าพรุ่งนี้จะไปถอนฟันคุดอีกด้าน (คาดว่าฟันคุดเพราะเหงือกบวมไม่หายเลย) หลังจากที่ฝ่าด้านหนึ่งไปเมื่อปีที่แล้ว ตังค์ ๆ โว้ว งานการไม่ได้เลย ช่วงนี้มีแต่โพสต์บล็อกกับเก็บงานทีละเล็ก ๆ ยังไม่เสร็จเป็นโปรเจ็ก ๆ ฝนหยุดตกแล้วค่ะ อะไรวะ ว่าจะเขียนแป๊บเดียว ดันเขียนตั้งชั่วโมงนึง |
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|